Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • ผศ.ดร.จันจิรา นักวิจัย ถอดรหัสพฤติกรรม 'ปฏิบัติการปั่นกระแสข้อมูล' ยุคใหม่ ใช้คน-AI ทำงานร่วมกัน ส่งต่อข้อมูลพร้อมกันทีละมากๆ ฉวยใช้ประโยชน์จาก 'อัลกอริธึม' เพื่อสร้างพลังให้เรื่องเล่า เมื่อการแพร่กระจายจำนวนมาก ก็ทำให้คนทั่วไปเชื่อและส่งต่อข้อมูล ทำให้ตัวแสดงที่อาจจะอยู่ในปฏิบัติการมีความพร่าเลือน และไปไกลจากตัวแสดงรัฐ 
  • ข้อเสนอของอาจารย์จันจิรา คือเธอเสนอการเก็บข้อมูลเชิงระบบ หรือที่เรียกว่า 'Big Data' ร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและนักวิจัย โดยเฉพาะเพจต่างๆ ที่อาจจะมีพฤติกรรมเข้าข่าย IO เพื่อไปคุยกับบริษัทแพลตฟอร์มให้มีมาตรการเกี่ยวกับการลงโทษ จำกัดรายได้หรือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ 

 

14 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งประเทศไทย จัดเสวนาในหัวข้อ “ความจริง ผลกระทบ ความรับผิดชอบ และมาตรการแก้ไข เมื่อข้อมูลถูกใช้เป็นอาวุธ และสิทธิมนุษยชนกลายเป็นเป้าหมายการโจมตี“ ที่ SCC Creative Space ในพื้นที่สภาคริสตจักรในประเทศไทย สะพานหัวช้าง 

'ปฏิบัติการปั่นข้อมูลข่าวสาร' ไปไกลกว่าตัวแสดงของรัฐ

ช่วงแรกเป็นการปาฐกถาของ ผศ.ดร. จันจิรา สมบัติพูนสิริ นักวิจัย จากสถาบัน German Institute for Global and Area Studies (GIGA) และมีประสบการณ์การวิจัยเรื่องปฏิบัติการ IO มาก่อน ซึ่งอาจารย์มาฉายให้เห็นถึงพฤติกรรมของ IO หรือ Influence Operation (ปฏิบัติการปั่นข้อมูลข่าวสาร) เราเลือกใช้คำนี้ มากกว่า Information Operation ซึ่งเป็นคำทางด้านการทหาร เนื่องจากในโลกของสื่อโซเชียลมีเดีย ปฏิบัติการเรื่องของข้อมูลข่าวสารไปไกลกว่าตัวแสดงที่เป็นรัฐ เนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงเรื่องเทคโนโลยี

ในแง่คอนเทนต์ไปไกลกว่าแค่เรื่องเนื้อหา อาจจะมีเนื้อหาที่เป็น ‘เท็จ’ หรือมีการบิดเบือน แต่ต้องดูที่พฤติกรรม อย่างเช่น 

โฆษณา - Advertising
  • พฤติกรรมมีการทำงานเป็นเครือข่าย มีการจัดตั้ง 
  • มีงบประมาณ หลายกรณีมีการทำ IO ที่ชัดเจน 
  • การจัดตั้งในลักษณะที่มุ่งเผยแพร่ข้อความลักษณะใดลักษณะหนึ่งไปในวงกว้าง อาจจะมีหลายบัญชี 
  • พยายามฉวยใช้อัลกอริธึมของโซเชียลมีเดีย 
  • ท้ายที่สุดนำไปสู่การสร้างพลังให้กับเรื่องเล่าให้คนติดตามเรื่องนี้ได้รับการพูดถึงมากๆ

จันจิรา มองว่า เราสามารถมองตัวแสดงได้หลายระดับ ดังนี้ 

A - Account : ใครเป็นเจ้าของบัญชี เผยแพร่ข้อความ หรือส่งต่อข้อความ 

B - Behavior : เป็นพฤติกรรมการเผยแพร่เป็นอย่างไร มีการฉวยใช้อัลกอริธึมของโซเชียลมีเดียอย่างไร

C - Content : เวลาเราพูดถึง IO ในบริบทสังคมไทย เรามักเน้นที่เรื่องเนื้อหาเป็นหลัก

แต่ในงานนี้จะขอกล่าวถึง “พฤติกรรม” เป็นหลัก

แชร์เป็นแผงพร้อมๆ กัน : พฤติกรรมแรกที่เราค้นพบเลยคือมีการแชร์เป็นแผง เนื้อที่มักจะเห็น มีทั้งเนื้อหาเชิงลบ หรือใส่ร้ายป้ายสี ทำให้คนหนึ่งเสียชื่อเสียง เนื้อหาเชิงบวก หรือยกย่องเชิดชูคนใดคนหนึ่ง หรือเป็นเนื้อหา ‘เทา’ การฟลัดข้อมูล หรือทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมทุ่ง และทำให้ข้อมูลที่มีสาระประโยชน์จริงๆ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของภาครัฐ การเปิดเผยคอร์รัปชัน และอื่นๆ ก็ทำให้ข้อมูลเหล่านี้หายไป โดยเป็นการโพสต์ เพื่อกำจัดเนื้อหาที่สำคัญ ไม่ได้รับการมองเห็น

จันจิรา เผยว่า ตอนช่วงแรกของงานวิจัย มีการจับไปที่พฤติกรรมที่ ‘ปลอม’ อย่างการใช้บ็อต (Bot) ส่งต่อข้อมูลอัตโนมัติ วันหนึ่งอาจจะส่งต่อกันเป็นร้อยๆ ครั้ง แต่ช่วงหลัง เราค้นพบว่ามันมีลักษณะที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง ‘บ็อต’ และ ‘คน’ โดยใช้ AI ช่วยสร้างและส่งต่อคอนเทนต์อัตโนมัติ เพื่อให้เกิดการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น 

ผลจากการทำงานร่วมกันนำมาสู่การส่งต่อข้อมูลอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กันในเครือข่าย ซึ่งการแชร์ข้อมูลและบัญชีในเครือข่ายหนึ่งอาจจะไม่ได้มีแค่ 10-20 บัญชี แต่ในบางประเทศมีสูงถึงเป็นหมื่นบัญชี ซึ่งภาษางานวิจัยเราเรียกว่าเป็น ‘Troll Farm’ หรือฟาร์มเพาะไอโอ มนุษย์คนหนึ่งที่อยู่ในปฏิบัติการอาจจะถือบัญชีโซเชียลมีเดียเป็นร้อยๆ บัญชี และมีการแชร์เป็นแผงๆ พร้อมกันในเวลาอันสั้น ทำให้เกิดการมองเห็นคอนเทนนต์ และเป็นกระแสทำให้คนแชร์ต่อๆ ไป 

มันเลยนำมาสู่จุดที่ทำไมการจับโป๊ะไอโอหรือใครเป็นคนบงการกันแน่ ช่วงหลังมันยากขึ้น เพราะว่าการส่งต่อเนื้อหา ‘ไอโอ’ ไปสู่คนทั่วๆ ไป มันมีการแชร์เนื้อหาเพราะว่าเขาอินกับเนื้อหา แชร์เพราะสนใจ หรือสะใจ มันก็แยกยากขึ้น ระหว่างการแชร์ที่เป็นการจัดตั้ง และการแชร์ที่เป็นออแกนิก 

"มันจะมีสิ่งที่เรียกว่า Feeder (ฟีดเดอร์) คือคนปล่อยเนื้อหา 'Feeder' บางทีตามจับ IO กัน บาง Feeder มีสังกัดที่เป็นทางการ บาง 'Feeder' ก็คือเป็นประชาชนคนธรรมดา ซึ่งชี้ให้เห็นว่านี่เป็นวิวัฒนาการของ IO เส้นแบ่งระหว่างตัวละครรัฐหรือไม่รัฐ จัดตั้งหรือไม่จัดตั้ง เอกชนหรือคนธรรมดา มันเริ่มบางขึ้นเรื่อยๆ ด้วยกลไกของโซเชียลมีเดีย 

"เวลาที่คนแชร์คอนเทนต์มากๆ ช่วงหลังเรามีอินฟลูเอนเซอร์เต็มไปหมด เราก็มีสำนักข่าวออนไลน์ เป็นแฟนเพจอะไรอย่างนี้ มันก็หลายครั้ง เขาไม่จำเป็นต้องเป็นตัวละครลับ อาจจะเป็นคนธรรมดาที่ตั้งบัญชีขึ้นมาเพื่อมาหาสตางค์ ซื้อบัญชีนี้เข้ามา มันมีตลาดให้ซื้อบัญชี ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก อาจจะเป็นบัญชีที่ไม่มีการโพสต์เนื้อหาทางการเมือง หรืออาจจะซื้อที่เป็นฤดูได้ อาจจะเป็นฤดูการเลือกตั้ง หรือจะซื้อฤดูที่มีการอภิปรายของรัฐสภา" นักวิจัย GIGA กล่าว 

ปฏิบัติการคุกคามส่งผลด้านจิตใจ

ในด้านผลกระทบจาก IO สีดำ จันจิรา เผยว่า เธอได้ทำการสำรวจเล็กๆ เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โดยการทำแบบสอบถามนักกิจกรรมเมื่อปี 2563-2564 และ สส.พรรคฝ่ายค้าน ว่าเขารู้สึกอย่างไรเวลาถูกคุกคาม แต่ไม่ใช่แค่การใช้ IO เท่านั้น แต่รวมถึงการคุกคามในด้านอื่นๆ เช่น การสอดแนม การถูกติดตาม และการถูกส่งข้อความมาโดยเจ้าหน้าที่ หรือคนที่มีอำนาจเหนือเรา  

จากการสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่รู้สึกว่ารู้สึกถูก “ลดทอนความเป็นมนุษย์” รองลงมาคือรู้สึกโกรธ และที่เราสนใจก็คือว่าเวลาเราแยกผลกระทบด้านต่างๆ ส่วนใหญ่คนตอบว่า “ได้รับผลกระทบทางจิตใจ” เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด รองลง คือ การทำกิจกรรมทางการเมือง และโอกาสทางด้านเศรษฐกิจและสังคม การเมือง 

เวลาที่คนส่วนใหญ่ถูกโจมตีด้วย IO บางคนโจมตีเป็นระยะเวลาขนาด 2-3 ปี บางคนถูกโจมตีตลอดเวลา มันกัดกร่อนทางจิตใจถึงจุดที่คนเหล่านี้หมดแรงในการรับมือกับการโจมตี คนที่ยินดีให้สัมภาษณ์เขาก็บอกว่า เขากลัวเวลาเปิดโซเชียลฯ ขึ้นมา เขาก็กลัวว่าจะไปปรากฏหรือการตัดต่อรูป หรือโพสต์ที่เขาโพสต์ถูกเอาไปโพสต์ต่อ มีการบิดเบือนทำให้เกิดความเข้าใจผิด 

เมื่อเราสอบถามเพิ่มเติมว่า ผลกระทบทางด้านจิตใจในรายละเอียดเป็นอย่างไร บางคนมีอาการที่เป็น PTSD หรือก็คืออาการทรอม่า เมื่อเหตุการณ์กระทบจิตใจมากๆ เขาก็จะคิดถึงฝันถึง หรือพอเห็นอะไรที่เตือนใจเขาก็จะมีภาวะผวา มีการเบิร์นเอาต์ ตื่นตระหนก และความกังวล 

'Big Data' ปัจจัยสำคัญ เดินเครื่องแพลตฟอร์มจัดการ IO 

สำหรับข้อเสนอของจันจิรา ประกอบด้วย 

  • ต้องสู้แบบองคาพยพ เพราะเราสู้ด้วยปัจเจกบุคคลไม่ไหว 
  • ต้องเก็บข้อมูลเป็นระบบแบบ “Big Data” และต้องคุยกับแพลตฟอร์ม คุยกับภาครัฐอย่างเดียวไม่พอ และการพิสูจน์ว่าเรื่องนี้มีเนื้อหาที่รุนแรง หรือคุกคามร่างกายและจิตใจไม่พอ และต้องชี้ให้เห็นว่ามันมีพฤติกรรมการจัดตั้งแอบแฝงที่ส่งผลต่อความโปร่งใสแพลตฟอร์มอย่างไร 

จันจิรา เสริมว่า การแก้ไขปัญหาแค่คุยกับภาครัฐไม่พอ แต่เราต้องคุยกับคนออกแบบแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นต้นน้ำ ใครเป็นคนออกแบบอัลกอริธึมแบบนั้น หรือใครเป็นคนออกแบบส่งเสริมเนื้อหาที่เป็นความเกลียดชัง หรือให้กลายเป็น ‘พ่อค้าความเกลียดชัง’ หลายคนที่แชร์ข้อมูลหรือสร้างข้อมูลแบบนี้เขาอาจจะไม่มีอุดมการณ์ที่ชัดเจน แต่ทำไปเพื่อหาเงิน ดังนั้น เราต้องทำอะไรที่แพลตฟอร์มยอมลดผลประโยชน์ หรือแรงจูงใจ ให้คนกลุ่มนี้สร้างความเกลียดชัง หารายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง

  • การสร้างระบบสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยเหลือทางด้านจิตใจ หรือว่ามีทรัพยากรหรือทุนสำหรับการทำงานอย่างต่อเนื่อง
  • การอบรมความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้คนทำงานสื่อ
  • สร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนในเรื่องระบบการทำงานของ 'อัลกอริธึม' 

โจทย์ท้าทาย สร้างสมดุลต่อต้าน IO-เสรีภาพการแสดงออก 

ต่อประเด็นที่ประชาชนสอบถามว่า ที่ต่างประเทศมีแนวทางกำกับ และควบคุม IO อย่างไรบ้าง จันจิรา กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ยาก เพราะว่าการกำกับดูแลเป็นปัญหาโลกแตกทุกประเทศ ถ้าเราให้อำนาจรัฐในการกำกับมากเกินไป มันจะกลายเป็นการเซ็นเซอร์ และจะตามมาด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อลบคอนเทนต์ ซึ่งในประเทศไทยก็มี พ.ร.บ.คอมฯ และทั่วโลกมีกฎหมายลักษณะเดียวกัน 60-70 ชิ้น 

เธอมองว่าสุดท้าย เวลาเราพูดถึงการกำกับของรัฐ เราต้องดูว่ารัฐนั้นๆ มีภาวะนิติรัฐ (Rule of Law) อย่างไร ถ้ารัฐมีภาวะนิติรัฐที่ต่ำและมีปัญหา การใช้กฎหมายกำกับน่าจะไม่ได้ผล เพราะว่ามันจะเป็นการเลือกใช้ และใช้เพื่อปิดปากคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจในพื้นที่ออนไลน์เท่านั้น และเป็นแบบนี้ทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

"ดิฉันเชื่อในพลังอำนาจของการเก็บข้อมูลของคนทำงานด้านสิทธิร่วมกันกับฝ่ายวิจัย เราเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ อยากเห็นฐานข้อมูลที่มีการแชร์กันว่า ‘แฟนเพจ’ ไหนที่มีปัญหา แอ็กเคานต์ไหน ว่าอยู่เบื้องหลังปฏิบัติการ IO และก็เอาข้อมูลอันนี้ไปให้แพลตฟอร์มดู ถ้าแพลตฟอร์มเขาพิสูจน์ได้ เขาก็จะมีมาตรการลงโทษแพลตฟอร์มเหล่านี้ อย่างเช่น ไม่ให้ซื้อแอด" จันจิรา กล่าว

นักวิจัยจาก GIGA เผยว่า อย่างที่เราทราบกัน ที่แอ็กเคานต์พวกนี้เพิ่มการมองเห็นได้ มันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาโพสต์เยอะๆ แต่เป็นเพราะเขาเพิ่มการมองเห็นพื้นที่โฆษณา ดังนั้นการเก็บข้อมูล ซึ่งจะทำให้แพลตฟอร์มมองเห็นว่าพฤติกรรมของแอ็กเคานต์เหล่านี้ละเมิดกฎการอยู่ร่วมกันของชุมชุมอย่างไร ก็จะอาจจะสามารถนำไปสู่การตัดไม่ให้มีการซื้อพื้นที่โฆษณา หรือนำไปสู่การลดอัลกอริธึมที่จะเอื้อการมองเห็นแอ็กเคานต์นั้นได้  แม้ว่าหลายครั้งอาจจะไม่ถึงกับปิดแอ็กเคานต์เหล่านั้น แต่มันนำไปสู่มาตรการลงโทษ

จันจิรา ระบุต่อว่า วิธีการคุยกับแพลตฟอร์ม เนื่องจากแพลตฟอร์มไม่ได้เป็นภาคประชาสังคม หรือนักสิทธิ เขาทำงานเพื่อรายได้ (for profit) ดังนั้น ต้องคุยด้วยฐานเรื่องธุรกิจ และสิทธิมนุษยชน ควบคู่กัน ทำยังไงให้แพลตฟอร์มเข้าใจว่ามันมีความเชื่อมโยงกันระหว่างการละเมิดสิทธิ และปัญหาเรื่องกำไร และปัญหาความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ซึ่งเราเริ่มเห็นตัวอย่างว่ามีแพลตฟอร์มที่สูญเสียความเชื่อมั่น และส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้บริโภค และกำไรลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ 

"อย่าคิดว่าไทยมีขนาดตลาดที่เล็ก ไทยสามารถรวมกับขนาดตลาดแพลตฟอร์มในภูมิภาคอาเซียน และก็เข้าใจว่ามีภาคประชาชน และภาคคนทำงานด้านธุรกิจจำนวนมาก ที่อยากจะเห็นแพลตฟอร์มใส่ใจประเทศสมาชิกอาเซียนในฐานะมาร์เก็ตที่ขนาดใหญ่" นักวิจัย GIGA ระบุ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising