16 ปีที่แล้ว ใกล้ย่านธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมใจกลางกรุงเทพมหานคร มีคนตาย
วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เวลาเช้ามืด กองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในปฏิบัติการที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเรียกว่า “กระชับพื้นที่” หลังพื้นที่ชุมนุมถูกปิดล้อมมาแล้ว 6 วัน ทำให้แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) ประกาศยุติการชุมนุมที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. 2553
ระหว่างการชุมนุมของ นปช. รัฐบาลของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ศอฉ. ใช้อำนาจตาม พ.ร. ก. ฉุกเฉิน เข้าสลายการชุมนุมด้วยกำลังทหาร 2 ครั้ง คือวันที่ 10 เมษายน และ วันที่ 19 พฤษภาคม
ระหว่างวันที่ 10 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2553 มีผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการทางทหาร 94 คน และบาดเจ็บอีกเกินพัน ผู้เสียชีวิตส่วนมากถูกยิงด้วยกระสุนจริงในตำแหน่งที่เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่นบริเวณศีรษะและลำตัว และหลายรายถูกยิงมากกว่า 1 แห่ง

วันที่ 10 เม.ย. 53 หลังกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มชุมนุมปักหลักในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้มีการยุบสภาได้ราวหนึ่งเดือน มีคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีให้ ศอฉ. ทำการสลายการชุมนุมที่แยกผ่านฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียงในปฏิบัติการที่เรียกว่า “ขอคืนพื้นที่” ปฏิบัติการในวันนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 27 ราย โดยเป็นพลเรือน 21 ราย สื่อมวลชน 1 ราย ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตจากกระสุนจริง 20 ราย ส่วนทหารเสียชีวิต 5 นาย
ปฏิบัติการเริ่มต้นในช่วงบ่าย โดยมีการฉีดน้ำและใช้แก๊สน้ำตา มีการตรึงกำลังทหารติดอาวุธในพื้นที่ชุมนุมย่านผ่านฟ้า และมีการโยนแก๊สน้ำตาและโปรยใบปลิวใส่กลุมผู้ชุมนุมจากเฮลิคอปเตอร์ที่บินวนอยู่เหนือพื้นที่การชุมนุม และเวลาประมาณ 15.30 เริ่มมีการยิงกระสุนยาง ถึงแม้ว่าฝั่งรัฐบาลจะมีการแถลงข่าวว่าไม่มีรายงานว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง แต่ปรากฎว่ามีการทยอยนำผู้บาดเจ็บจากกระสุนจริงส่งโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงบ่าย และมีหนึ่งรายเสียชีวิตในเวลาต่อมา คือ เกรียงไกร คำน้อย คนขับรถตุ๊กตุ๊ก ถูกยิงที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้ากระทรวงศึกษาธิการและศาลมีคำสั่งในคดีไต่สวนการตายแล้วว่าเป็นกระสุนที่มาจากเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุม 2 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม
ไม่มีรายงานว่ามีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บจากกระสุนจริง แต่ปรากฎว่ามีการทยอยนำผู้บาดเจ็บจากกระสุนจริงส่งโรงพยาบาลตั้งแต่ช่วงบ่าย และมีหนึ่งรายเสียชีวิตในเวลาต่อมา คือ เกรียงไกร คำน้อย คนขับรถตุ๊กตุ๊ก ถูกยิงที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ หน้ากระทรวงศึกษาธิการและศาลมีคำสั่งในคดีไต่สวนการตายแล้วว่าเป็นกระสุนที่มาจากเจ้าหน้าที่ทหาร นอกจากนี้ยังมีผู้ชุมนุม 2 รายเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วยผลกระทบจากการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม
หลังฟ้ามืด สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด ที่สี่แยกคอกวัว ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวอย่างถนนข้าวสาร ฝ่ายทหารมีการตั้งแถวบนถนนตะนาว เผชิญหน้ากับฝ่ายผู้ชุมนุมที่นำแผงเหล็กมากั้นบริเวณใกล้แยกคอกวัว เมื่อฟ้ามืด ทหารเดินแถวเข้าหาแนวผู้ชุมนุม มีการขว้างแก๊สน้ำตา ยิงกระสุนยาง และยิงปืนขึ้นฟ้า ด้านผู้ชุมนุมตอบโต้ด้วยการขว้างสิ่งของใส่แนวทหาร การปะทะเกิดขึ้นหลายระลอก ในช่วงค่ำ เริ่มมีรายงานว่ามีผู้ชุมนุมถูกยิงที่แยกคอกวัว ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตถูกนำออกจากพื้นที่เรื่อยๆ ขณะที่ผู้ชุมนุมยังคงตั้งแนวกันไม่ให้ทหารเข้ามาในถนนราชดำเนิน

ในช่วงนี้เองที่ปรากฎภาพว่ามี “ชายชุดดำ” ติดอาวุธสงครามเข้าปะทะกับกำลังทหารในพื้นที่แยกคอกวัวในตอนค่ำเวลาประมาณ 20.30 น. อย่างไรก็ตามการเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงหัวค่ำแล้ว เช่น กรณีของบุญจันทร์ ไหมประเสริฐ ชาวไรอ้อยที่เข้ามาร่วมชุมนุมกับ นปช.ที่พบว่าถูกยิงที่ถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00-19.00 น. ก่อนจะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเมื่อเวลา 19.30 น.จากบาดแผลถูกยิงบริเวณสะโพกและเสียเลือดมาก
ต่อมา ในเดือนกันยายน 2557 หลังการรัฐประหารโดย คสช.ก็มีข่าวว่ามีบุคคล 5 คน ถูกจับเข้าค่ายทหารและกล่าวหาว่าเป็นชายชุดดำ แต่ปัจจุบันคดีเหล่านี้ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 5 คนไปแล้ว
เนื่องจากพยานหลักฐานของฝ่ายรัฐไม่น่าเชื่อถือโดยเฉพาะพยานทหารเองที่ให้การในศาลไม่ตรงกัน ทำให้ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ว่ากลุ่มบุคคลที่ปรากฏตัวปะทะกับเจ้าหน้าที่ทหารในคืนวันนั้นเป็นใคร

ปากทางเข้าถนนข้าวสาร แหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตของชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่บนถนนตะนาว จุดที่มีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและทหาร
มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์บริเวณแยกคอกวัวและปากทางเข้าถนนข้าวสารทั้งหมด 9 ราย ถูกยิงในช่วงเวลาประมาณ 19.00 - 20.30 ของวันที่ 10 เม.ย.53 ทั้งหมดถูกยิงที่บริเวณศีรษะและหน้าอก
เวลาเดียวกัน ที่บริเวณถนนดินสอ ใกล้กับอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้ชุมนุมเผชิญหน้ากับทหารอยู่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ยังคงโปรยแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุม หลังฟ้ามืด กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขว้างปาสิ่งของเข้าใส่แนวทหาร ซึ่งตอบโต้ด้วยการใช้กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และมีการยิงปืนขึ้นฟ้า นอกจากนี้ยังมีระเบิดดังขึ้น 2 ครั้งจากทางฝั่งทหาร ทำให้มีเจ้าหน้าที่เสียชีวิต 5 นาย

หลังการระเบิด มีรายงานว่าทหารยิงปืนเข้าใส่ผู้ชุมนุม ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต และยังมีข้อมูลจากพยานบางรายที่ระบุว่ามีการยิงลงมาจากบนตึกในโรงเรียนสตรีวิทยา
คืนวันนั้นมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์บริเวณถนนดินสอทั้งหมด 9 ราย หนึ่งในนั้นคือ ฮิโรยูกิ มูราโมโต ช่างภาพชาวญี่ปุ่นสังกัดสำนักข่าวรอยเตอร์ส เขาถูกยิงที่อกซ้ายระหว่างบันทึกภาพเหตุการณ์บริเวณถนนดินสอ และเสียชีวิตระหว่างนำตัวส่งโรงพยาบาล
วันที่ 13 พ.ค. 2553 ศอฉ. เริ่มต้นเปิดการสลายการชุมนุมครั้งที่ 2 หรือยุทธการ “กระชับวงล้อม” หลังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงฉบับที่ 2 มีปิดล้อมพื้นที่ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ด้วยการปิดถนนสายหลักหลายสายใจกลางกรุงเทพ และดำเนินการตัดระบบสาธารณูปโภคทุกชนิดเพื่อกดดันผู้ชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของเวทีหลักที่สุดท้ายหลังการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ตามมาด้วยการใช้กำลังทหารติดอาวุธเข้าปิดล้อมสลายการชุมนุมในที่สุด

สวนลุมพินี สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง เป็นหนึ่งในตำแหน่งที่มีทหารเข้าไปประจำการอยู่
ปฏิบัติการวันที่ 13 - 19 พ.ค. มีผู้เสียชีวิตในกรุงเทพมากถึง 60 คน และในต่างจังหวัดอีก 3 คน ทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่กู้ภัย พยาบาล นักข่าว โดยไม่มีหลักฐานปรากฎว่าพลเรือนที่เสียชีวิตในช่วง 7 วันนี้มีอาวุธ

พล. ต. ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ. แดง คือผู้เสียชีวิตรายแรกจากปฏิบัติการสลายการชุมนุม 13 - 19 พ.ค.
ที่บริเวณแยกศาลาแดง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดที่มีผู้ชุมนุมปักหลักอยู่ พล.ต.ขัตติยะ ถูกยิงที่ศีรษะขณะกำลังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศอยู่ที่บริเวณทางลงสถานี MRT สีลม ซึ่งภายหลังมีการสันนิษฐานว่าถูกยิงด้วยสไนเปอร์จากตึกสูงในบริเวณนั้น
พล.ต.ขัตติยะเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 พ.ค. 53 สี่วันหลังเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล 16 ปี ต่อมา ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของเขายังคงคลุมเครือ คดีของเขาไม่ได้เข้าสู่ศาล ไม่มีแม้แต่การไต่สวนการตาย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังการลอบสังหารพล. ต. ขัตติยะ เกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารที่ประจำการอยู่ในสวนลุมพินีและบริเวณโดยรอบ ในช่วงนี้ ชาติชาย ชาเหลา คนขับรถแท๊กซี่วัย 25 ปี ถูกยิงที่ศีรษะเสียชีวิตบนฟุตบาทบริเวณถนนพระราม 4 ฝั่งตรงข้ามสวนลุมพินี
จากคลิปวีดิโอของสำนักข่าว AFP ชาติชายถือกล้องถ่ายวีดิโอหันหน้าไปทางด่านทหารบริเวณสะพานลอยหน้าอาคารอื้อจือเหลียง และต่อมาปรากฎภาพว่าถูกยิงขณะหลบอยู่หลังโต๊ะหน้าสำนักงานกฤษณามาร์เก็ตติ้ง กรณีของชาติชายศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายแล้วว่าเป็นกระสุนที่ยิงมาจากกลุ่มทหารซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านของฝ่ายทหารบนถนนพระราม 4
ปฏิบัติการสลายการชุมนุมดำเนินต่อไปในช่วงหลายวันหลังจากนั้น มีการใช้ทั้งกระสุนจริงและกระสุนยาง รวมถึงมีการตั้งด่านตามจุดต่างๆ โดยมีความพยายามจะผลักดันผู้ชุมนุมออกจากถนนพระราม 4 และถนนวิทยุ

ช่วงเช้าของวันที่ 19 พ.ค. 2553 มีการเคลื่อนกำลังทหารจากแยกศาลาแดงเข้าทำลายแนวรั้วของผู้ชุมนุมที่ปิดถนนราชดำริ และมีการนำกำลังทหารและรถหุ้มเกราะเข้าเคลียร์พื้นที่ในสวนลุมพินี ในช่วงนี้มีการใช้อาวุธปืนยิงเข้าไปในพื้นที่ชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 6 คน ทั้งหมดถูกยิงขณะอยู่บริเวณถนนราชดำริ
หนึ่งในนั้นคือ ถวิล คำมูล เขาถูกยิงเสียชีวิตบริเวณข้างสวนลุมพินีฝั่งถนนราชดำริ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีป้ายรถแท๊กซี่
ฟาบิโอ โปเลงกิ ช่างภาพชาวอิตาลี เป็นอีกหนึ่งผู้เสียชีวิตในเช้าวันที่ 19 พ.ค. 2553 เขาถูกยิงขณะอยู่บริเวณแยกสารสิน ใต้รางรถไฟฟ้า
ระหว่างกำลังเคลื่อนย้ายฟาบิโอออกจากบริเวณใกล้เกาะกลางถนน มีชายคนหนึ่งเข้ามาช่วยและถือกล้องของฟาบิโอไว้ ปัจจุบันยังไม่พบทั้งกล้องของฟาบิโอและชายคนดังกล่าว
การเสียชีวิตที่ถนนราชดำริใกล้แยกสารสินนี้ ศาลเคยมีคำสั่งไต่สวนการตายทั้งกรณีถวิล และฟาบิโอแล้วเช่นกัน แม้ว่ากรณีของทั้ง 2 คนศาลจะไม่ได้ระบุชัดว่าบุคคลใดเป็นผู้ยิงแต่ก็ได้ชี้ว่ากระสุนมาจากทางฝ่ายทหารที่กำลังเคลื่อนกำลังพลจากแยกศาลาแดงเข้าไปในถนนราชดำริ

ภาพถ่ายจากวันที่ 19 พ.ค. 2553 พบว่ามีทหารขึ้นไปอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณสถานีสยาม
นอกจากนี้ยังมีภาพอื่นๆ ที่แสดงว่ามีการเคลื่อนกำลังทหารไปตามรางรถไฟฟ้าระหว่างสถานีศาลาแดงและสถานีราชดำริ ในช่วงเช้าของวันที่ 19 พ.ค. โดยมีคำให้การของพยานที่ระบุว่ามีการยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าด้วย

ช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ค. แกนนำ นปช. ตัดสินใจประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ชุมนุมบางส่วนทยอยเดินทางออกจากแยกราชประสงค์ไปขึ้นรถที่ฝ่ายรัฐบาลจัดเตรียมไว้ที่สนามกีฬาแห่งชาติเพื่อเดินทางกลับ ขณะที่บางส่วนเข้าไปพักที่วัดปทุมวนาราม ซึ่งตั้งอยู่กลางย่านสยามและถูกประกาศให้เป็นเขตอภัยทานสำหรับให้ผู้ชุมนุมที่ยังเดินทางกลับไม่ได้เข้าไปพักจนกว่าสถานการณ์จะสงบ
ในช่วงเย็น ทหารที่อยู่บนถนนพระราม 1 เคลื่อนกำลังมาตามถนน และมีการยิงปืนเข้าไปบริเวณหน้าวัด นอกจากนี้ยังมีทหารที่เดินมาตามทางรถไฟฟ้าและยิงเข้าไปในวัดอีกด้วย
จากเหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 6 ราย ซึ่งมีอาสาสมัครพยาบาลและหน่วยกู้ชีพรวมอยู่ในนั้นด้วยและการเสียชีวิตของพวกเขาศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายระบุชัดเจนว่าเกิดจากการยิงของเจ้าหน้าที่ทหารบนรางรถไฟฟ้าและไม่ปรากฏว่ามีบุคคลที่มีลักษณะเป็น “ชายชุดดำ” ใช้อาวุธยิงต่อสู้มาจากในวัด ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในช่วงแรกและตามที่ฝ่ายทหารอ้าง
ถึงแม้ว่าในกรณีของผู้เสียชีวิตบางรายจะมีข้อสรุปจากกระบวนการไต่สวนการตายว่าเป็นการเสียชีวิตโดยเจ้าหน้าที่ทหาร แต่กลับไม่มีคดีใดเดินทางไปถึงศาล ที่ผ่านมาการดำเนินการฟ้องร้องในกรณีเหล่านี้ถูกปฏิเสธ โดยศาลมักอ้างว่าไม่ได้อยู่ในอำนาจพิจารณาคดี ส่วนกรณีอื่นๆ ที่ไม่ได้มีข้อสรุปชัดเจนก็ไม่ปรากฎว่ามีความคืบหน้าใดๆ หรือมีการสืบสวนเพิ่มเติมหรือไม่

