Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"ศุภณัฐ" นักวิชาการสถาบันพระปกเกล้า เสนอแนวทางยุติการปล่อยให้กองทัพลอยนวลพ้นผิดจากการละเมิดสิทธิประชาชน ต้องทำให้รัฐบาลพลเรือนคุมกองทัพได้เพราะนักการเมืองยังต้องกลับไปขอเสียงประชาชนทุก 4 ปีเป็นการจำกัดอำนาจกองทัพ และทำให้คดีทางอาญาที่มีทหารเป็นผู้กระทำความผิดต้องมาขึ้นศาลยุติธรรมแทนศาลทหาร 

19 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา กลุ่มเครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ หรือ C.A.L.L. ร่วมกับคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จัดเสวนา “ความยุติธรรมต้องไม่มีวันหมดอายุ ข้อเสนอทางกฎหมายเพื่อยุติการลอยนวลพ้นผิด” พูดถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรมต่อความรุนแรงโดยรัฐที่ทำกับประชาชนทั้งจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบและเหตุการณ์สลายการชุมนุมช่วง เม.ษ.-พ.ค.2553 ที่คดีแรกหมดอายุความไปแล้วและคดีหลังกำลังจะหมดอายุความในอีก 5 ปี ข้างหน้า

อังคณา นีละไพจิตร ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา กล่าวถึงเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 ว่าจากเหตุการณ์ที่รัฐใช้กำลังสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บครั้งนั้นทำให้รัฐบาลไทยริเริ่มที่จะให้คำมั่นว่าจะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั้งการไปให้สัตยาบรรณกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองหรือ ICCPR แล้วนำมาปรับปรุงกฎหมายไทยเยอะมากไปจนถึงรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ออกมาหลังเหตุการณ์ก็นำข้อบทที่ 14 ของ ICCPR มาไว้ด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นอีก 7 ปีก็เกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบอีกจนมีผู้เสียชีวิต 78 ราย มีคนที่ถูกยิงเสียชีวิตทันที 6 รายและไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอีก 1 ราย สูญหายอีก 7 ราย ต่อมายังเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือ นปช.ในปี 2553 โดยการเปิดทหารเข้ามาสลายการชุมนุมโดยใช้กฎหมายพิเศษจนมีผู้เสียชีวิตอีกเกือบร้อยรายและบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย

“เราจะเห็นว่ารัฐบาลไทยกี่ยุคก็ไม่เคยเคารพความคิดเห็นและการแสดงออกอย่างสันติของประชาชน และไม่เห็นความสำคัญในการรักษาชีวิตของผู้ชุมนุม” อังคณากล่าว

อังคณากล่าวถึงกรณีตากใบว่าที่ผ่านมาครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีความพยายามอย่างมากในการเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ได้เพิ่งมากันตอนที่คดีความจะหมดอายุอย่างที่คนเข้าใจ เพราะหลังเหตุการณ์ก็เคยมาร้องเรียนที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนหรือ กสม.มาก่อนแล้วและมาตลอด แต่ทาง กสม.ก็ไม่ได้ดำเนินการฟ้องคดีแทนให้ และเหตุการณ์นี้ก็เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ทางสหประชาชาติให้ความสนมากในเวทีรายงานสถานการณ์สิทธิตามรอบของ ICCPR ถึงประเด็นการงดเว้นโทษของไทยจนปี 2560 ก็ยังเป็นเรื่องไทยถูกถามในเวทีอีก

อย่างไรก็ตาม ในช่วงโควิด-19 กำลังระบาดเกิดการประท้วงในหลายประเทศ จนสหประชาชาติออกความเห็นทั่วไปที่ 37 ระบุว่าให้การชุมนุมหรือการต่อต้านโดยสงบเป็นสิทธิและได้รับการคุ้มครองและรัฐมีหน้าที่ต้องทำให้การชุมนุมเป็นไปโดยสงบด้วยทั้งการให้บริการห้องน้ำ หรือน้ำดื่มแกผู้ชุมนุม แต่ต่างกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่รัฐมักมองผู้ชุมนุมเป็นผู้ต่อต้านและเป็นภัยกับรัฐเป็นคนไม่ดี รัฐสร้างภาพเหล่านี้ให้กับผู้ออกมาต่อต้านเพื่อสร้างความชอบธรรมในการปราบปรามประชาชน

การสลายชุมนุมที่ตากใบเป็นการสั่งปฏิบัติการโดยมีอคติและเป็นการเลือกปฏิบัติ และไม่มีที่ไหนอนุญาตให้ใช้กระสุนจริงในการสลายการชุมนุม ไปจนถึงการใช้กระสุนยางก็ยังต้องยิงให้ต่ำกว่าหัวเข่า แม้แต่การสลายการชุมนุมคนที่มาเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รัฐสภาก็ยังมีการใช้เครื่องฉีดนำแรงดันสูงฉีดผสมสารเคมีใส่ประชาชน ซึ่งกรณีล่าสุดนี้ก็มีการดำเนินคดีกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และศาลแพ่งก็พิพากษาให้ชดเชยค่าเสียหายด้วยแต่ทาง สตช.ก็อุทธรณ์คดีทำให้คดียังไม่สิ้นสุด

อังคณากล่าวถึงปัญหาทางกฎหมายในการพิสูจน์หาความจริงของการเสียชีวิตกรณีตากใบที่มีกระบวนการไต่สวนการตายในศาลก็มีเรื่องพยานที่ถูกเรียกมาให้การมีแต่เจ้าหน้าที่ทหารอย่างพลขับที่ก็ไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นบนท้ายรถบรรทุก แต่ไม่มีพยานผู้รอดชีวิตมาให้การต่อศาลเลย มาทราบภายหลังว่าชาวบ้านที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ก็กลัวกันมากและไทยเองก็ไม่ได้ให้การคุ้มกันพยาน อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะบอกว่าเป็นการตายจากการขาดอากาศหายใจในการควบคุมของเจ้าหน้าที่ เวลานั้นก็มีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก มีผู้รอดชีวิตเยอะ แต่ก็มีความพยายามทำให้กระบวนการทางคดีล่าช้าออกไป แล้วเป็นฝั่งประชาชนที่ออกมาชุมนุมเรียกร้องถูกดำเนินคดีแทนแม้สุดท้ายรัฐบาลในเวลานั้นจะยกคดีให้

ส่วนคดีการเสียชีวิตจากการวิสามัญของเจ้าหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีบ่อยมากและมักเกิดจากการปิดล้อมตรวจค้นแต่กลับมีคดีไต่สวนการตายน้อยมากและตำรวจมักระบุสาเหตุว่าครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ติดใจเอาความ ทั้งที่เป็นคดีที่มีคนทำให้เกิดการเสียชีวิตและยอมความไม่ได้ แต่ชาวบ้านเองก็รู้สึกว่าขึ้นศาลไม่ได้ความยุติธรรม บางคนก็บอกว่ามีวิธีการแสวงหาความยุติธรรมของเขาเองโดยไม่ต้องรอพึ่งศาล เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะยิ่งสร้างความขัดแย้งมากขึ้นไปอีก

บ้านเราไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการเปิดเผยความจริง แต่ชอบพูดเรื่องสมานฉันท์ เป็นเรื่องที่เธอกลัวมากเพราะมันเป็นแค่การเอาคนมานั่งร้องไห้แล้วก็ยกโทษให้ไปแล้วเรื่องก็จบๆ ไป แต่เจ้าหน้าที่ทหารตำรวจในพื้นที่ก็ได้รับการเลื่อนขั้นต่อไป

อังคณายกถึงประเด็นเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศหรือ ICC ที่มีการพูดถึงในเวทีว่าแม้หลายประเทศไม่ได้ให้สัตยาบรรณก็ตาม แต่ก็มีการใช้เขตอำนาจศาลสากลซึ่งเกิดขึ้นในสหภาพยุโรป จึงมี NGO ไปฟ้องศาลเยอรมันกรณีที่พม่าละเมิดสิทธิโรฮิงญา เป็นต้น ถ้ามีคนไปฟ้องศาลที่มีเขตอำนาจสากลไว้ก็อาจทำให้บรรดาผู้ก่อเหตุถูกจับกุมได้

อังคณายังกล่าวถึงปัญหาของศาลทหารไทยที่ไม่ยอมรับอำนาจตามกฎหมายใหม่ๆ ที่ไทยเองก็นำเข้ามาสู่ระบบกฎหมายไทยแล้วอย่างเช่น กรณีพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการบังคับสูญหายและซ้อมทรมานฯ แล้วก็ตั้งคณะกรรมการของตัวเองขึ้นมาพิจารณาตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมโดยเขียนเนื้อหาล้อไปกับกฎหมายดังกล่าวนี้ แล้วก็ไม่เคยปรับแก้ธรรมนูญศาลทหารของตัวเอง

ไม่เคยมีสำนวนคดีตากใบอยู่หลายปี

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าที่ผ่านมานอกจากกรณีตากใบแล้วยังมีเหตุการณ์ที่ประชาชนต้องเสียชีวิตจาการกระทำของเจ้าหน้าที่อยู่ก่อนแล้ว แต่เหตุการณ์ที่ตากใบเป็นกรณีที่มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากและเป็นครั้งที่มีประชาชนลุกขึ้นสู้ในกระบวนการยุติธรรม และเมื่อดูภาพรวมทั้งหมดก็ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ที่พฤติการณ์อาจจะต่างกันแต่มีการใช้กฎหมายฉบับเดียวกันมาใช้เช่นเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553

ประธาน กมธ.กฎหมาย ให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับเหตุการณ์เสียชีวิตของผู้ชุมนุม นปช.ปี 2553 ว่า จากที่เคยเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงพบว่ามีคดีที่รัฐดำเนินคดีกับผู้ชุมนุมอยู่ แต่คดีที่เกี่ยวกับการเสียชีวิตของประชาชนมีบางส่วนที่ไต่สวนการตายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 ไปแล้วบ้างแล้วแต่บางคนก็ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการไต่สวน ทั้งนี้ยังไม่ปรากฏว่ามีการดำเนินคดีในส่วนของผู้เสียชีวิต (มีข้อมูลการประชุม กมธ. 27 .ธค.67)

สำหรับเรื่องเหตุการณ์ที่ตากใบกมลศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องที่เดินทางกันมาไกลมากแม้ว่าจะไปได้ไม่สุดทาง เพราะเรื่องนี้ก็ทำให้เกิดคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาผลกระทบจากกรณีคดีการสลายการชุมนุมเหตุการณ์ตากใบที่ขาดอายุความ หรือ กมธ.ตากใบ ขึ้นมาได้ทำให้ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งอัยการและตำรวจ มีกรอบที่คุยกันทั้งเรื่องการหาข้อเท็จจริง เรื่องกระบวนการยุติธรรมในคดี กรอบที่สามคือเรื่องเยียวยา สุดท้ายก็คือการปฏิรูปโครสร้างกระบวนการยุติธรรมเพื่อไม่ให้เกิดการลอยนวลเงียบหาย

นอกจากนั้นประธาน กมธ.กฎหมายบอกว่า กรณีคดีตากใบตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เข้าใจว่าคดียังเดินหน้าน่าจะมีสำนวนคดีอยู่แล้วตั้งแต่หลังเกิดเหตุการณ์มีการไต่สวนการตายแล้วก็มีผลออกมา แต่เมื่อ กมธ.เรียกเจ้าหน้าที่มาชี้แจงก็ได้รู้ว่ามีการงดการสอบสวนไปไม่เคยมีการร้องทุกข์กล่าวโทษมาก่อนเลย จนกระทั่งในปีที่ผ่านมาจึงเพิ่งตั้งสำนวนคดีก็ตอนที่ กมธ.กฎหมายฯ เอาตำรวจกับญาติมาประชุมกัน เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าต้องปฏิรูปไม่ใช่เรื่องคดีขาดอายุความ แต่ต้องแก้ที่ป. วิ. อาญา มาตรา 150 ด้วย

ในประเด็นเรื่องอายุความของคดี กมลศักดิ์มีข้อเสนอว่าจากปัญหาการใช้อายุความเพื่อหนีคดีนั้นจะต้องแก้ไขให้ความผิดบางประเภทไม่มีอายุความหรือถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดไม่ให้มีอายุความ หรือในกรณีที่ผู้ก่อเหตุหนีคดีให้หยุดการนับอายุความเอาไว้จนกว่าจะจับกุมตัวได้

อาชญากรรมโดยรัฐต้องไม่มีอายุความ

นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำ นปช. บอกว่าเรื่องนี้มีหลักสำคัญอยู่ 3 ข้อ คือ

หนึ่ง รัฐจะใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่เห็นต่างไม่ได้

สอง ต้องลงโทษนำตัวเจ้าหน้าที่รัฐมาลงโทษ โดยปล่อยให้รัฐใช้อำนาจฆ่าประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญไม่ได้

สาม ต้องยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด เพราะที่ผ่านมาเกิดมาแล้วหลายครั้งเขาอธิบายว่าที่เป็นวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดเพราะว่าเกิดการฆ่าประชาชนมาหลายยุคตั้งแต่สมัย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จอมพลถนอม กิตติขจร กรณีฆ่าลงถังแดงในช่วงระหว่างเหตุการณ์ 14 ต.ค.2516 - 6 ต.ค.2519 จนกระทั่งในยุคสมัยเปรม ติณสูลานนท์ ออกนโยบาบ 66/23 มาก็คิดว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกแล้วแต่พอปี 2535 ก็เกิดพฤษภาทมิฬมีการเอารถถึงเอาปืนกลมายิงประชาชนแต่ภายหลังก็นิรโทษกรรมให้ และมาถึงเหตุการณ์เม.ย.-พ.ค.2553

อดีตแกนนำ นปช.กล่าวว่าทุกครั้งที่รัฐจะฆ่าประชาชนก็ต้องหาเรื่องมาใส่ร้ายป้ายสีประชาชน เช่น เป็นพวกล้มเจ้าที่เรื่องนี้สุดท้ายแล้วสรรเสริญ แก้วกำเนิด ก็ต้องไปยอมรับในศาลว่าผังนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุม ไปจนถึงการเรื่องชายชุดดำในคืน 10 เม.ย.2553 แต่ไม่มีใครที่ได้รับบาดเจ็บจากปืนอาก้าเลย

เหวงกล่าวถึงกระบวนการนำตัวคนผิดมาลงโทษภายหลังการสลายการชุมนุมปี 2553 ว่า มีทั้งการทำบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทำลายหลักฐาน หลังจากนั้นรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มีการดำเนินการอะไรจนกระทั่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาถึงได้เริ่มไต่สวนการตายได้จำนวนหนึ่งแต่พอเกิดการรัฐประหาร 2557 ก็ทำให้การไต่สวนการตายหลังจากนั้นหยุดไป แม้ว่าจะมีความพยายามนำผลการไต่สวนการตายของ 31 ศพนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรม แต่ศาลก็บอกว่าอยู่ในเขตอำนาจของ ป.ป.ช.แต่สุดท้าย ป.ป.ช. ก็ไม่รับพิจารณา ส่วนกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ มีการไปยื่นฟ้องที่ศาลทหารก็ต้องยื่นผ่านอัยการทหาร อัยการทหารก็มีความเห็นไม่สั่งฟ้องแม้ว่าคดีนี้ผลไต่สวนการตายจะระบุว่าเป็นการยิงมาจากเจ้าหน้าที่ทหารก็ตาม

เหวงกล่าวว่าที่ผ่านมาเขาเคยได้คุยกับทาง ICC ก็เห็นว่าการสลายการชุมนุมปี 2553 นี้เข้าองค์ประกอบทางกฎหมายที่จะเข้าไปพิจารณาของ ICC ได้แต่ต้องให้รัฐบาลลงนามในรัฐธรรมนูญกรุงโรมเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลก่อน แต่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็ไม่ยอมเซ็น อย่างไรก็ตามพอมาถึงปี 2566 ช่วงเลือกตั้งก็เห็นความหวังว่าจะได้มีรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วก็เลยตั้ง คปช. 53 ขึ้นมาเพื่อเคลื่อนไหวเรียกร้องให้มีการดำเนินการกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ต่อไปคุยกับพรรคการเมืองในช่วงหาเสียงแต่ละพรรคก็รับปากว่าจะนำเรื่องนี้กลับมาแต่พอหลังเลือกตั้งก็ไม่มีใครพูดถึงอีก

อย่างไรก็ตาม เหวงเห็นว่าการแก้ไข พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ที่ณัฐวุฒิ ไสยเกื้ออดีคแกนนำ นปช. เสนอให้แก้ไขเพื่อให้ประชาชนฟ้องคดีเองได้ อย่างไรก็ตามกรณีสลายชุมนุมปี 53 ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ก็เคยมีความเห็นและปัดตกคดีนี้ไปแล้วจะเอาไปฟ้องทางเดิมก็คงไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นก็ต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้อดีตแกนนำ นปช.ก็เสนอเรื่องการผลักดันให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 เรื่องอายุความเพื่อไม่ให้มีการใช้บังคับกับกรณีที่รัฐเป็นผู้ก่ออาชญากรรมเสียเอง และต้องนำตัวคนมาลงโทษให้ได้เช่นเจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติการเพื่อให้เห็นว่าแม้จะเป็นคำสั่งจากผู้บังคับบัญชามาก็ต้องไม่ทำตามถ้าไม่ใช่คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายและการเมือง และการดำเนินคดีกับคณะรัฐประหารก็ต้องดำเนินการด้วยเช่นการเอาคณะรัฐประหารเมื่อปี 2549 มาดำเนินคดีในเมื่อรัฐธรรมนูญ 2550 สินผลการบังคับใช้ไปแล้วเป็นต้น

ความรุนแรงเปลี่ยนรูปแบบหลังรัฐประหาร 57

พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวว่าถึงการรัฐประหาร 2557 ต่างจากตอนปี 2549 ที่มีคนเอาดอกไม้ไปให้กับทหารที่ทำรัฐประหารต่างกับปี 2557 ที่มีคนออกมาต่อต้านอย่างชัดเจนทั้งในต่างจังหวัดและกรุงเทพ มีการปิดกั้นการรายงานข่าวสถานการณ์การต่อต้านการรัฐประหารและคนที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุม เธอมองว่าเรื่องนี้เป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับประชาชนโดยตรง เพราะเมื่อประชาชนถูกทำให้ไม่มีพลังอำนาจและถูกด้อยค่าให้การต่อสู้ของพวกเขาไม่มีความหมาย  ทำให้ไม่เกิดการต่อต้านคัดค้านการรัฐประหารอย่างเป็นระบบ

นอกจากนั้นหลังจากการรัฐประหาร 2557 ยังเกิดคดีทางการเมืองเป็นจำนวนมากและคดีเหล่านี้จำนวนหนึ่งก็เป็นคดีในข้อหามาตรา 112 ที่ตอนนี้มีอยู่ 32 คน และไม่ว่าสมัยไหนคนที่ออกมาต่อต้านอำนาจเก่าก็จะถูกตั้งข้อหาว่าเป็นพวกล้มเจ้าล้มสถาบัน แต่นากรชุมนุมปี 2563 ข้อหานี้กลับไม่ได้ทำให้การชุมนุมของคนรุ่นใหม่ลดกระแสลงและยังทำให้การพูดถึงสถาบันเป็นเรื่องปกติ แม้กระทั่งสื่อก็พูดเรื่องปฏิรูปสถาบันได้ ในทางหนึ่งเป็นความก้าวหน้าทางสังคม แต่คนที่จะถูกกระทำโดยรัฐก็ต้องแบกรับทั้งคดีความและไม่ได้รับการประกันตัวทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนจนมีผู้ต้องขังทางการเมืองถึง 19 คนอดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องสิทธิในกระบวนยุติธรรมที่พวกเขามีอยู่แล้วจนเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตเนติพร เสน่ห์สังคม

พรรณิการ์เห็นว่าแม้การรัฐประหาร 2557 จะไม่ได้มีการยิงกันจนเสียชีวิตแต่ความรุนแรงไม่ได้น้อยลงแต่เป็นเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบที่หลายคนชินชาคนก็มองว่าผู้กระทำความผิดก็สมควรได้รับการลงโทษผิด เวลาบอกว่าไม่ผิดกลัวอะไรถ้าไม่พูดก็ไม่ซวยแล้ว แต่คดีที่เกิดขึ้นมาไม่ได้สมเหตุสมผล เช่น คดีมาตรา 112 ของเนติพรคือการทำโพลล์สำรวจที่ไม่สามารถจะถูกตีความว่าเป็นการอาฆาตมาดร้ายได้เลยแต่ก็เป็นคดีได้ หรือคดีของ ส.ศิวรักษ์ที่กล่าวถึงพระนเรศวรก็ถูกฟ้องด้วยมาตรา 112 แม้ว่าสุดท้ายศาลจะยกฟ้องไปแต่ก็ถูกตั้งเป็นคดีขึ้นมาแล้ว

กรรมการคณะก้าวหน้ากล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่เคยตั้งชุดกฎหมายปฏิรูปเพื่อป้องกันการรัฐประหารอย่างเป็นระบบ แต่เวลาพูดเรื่องกระบวนการทางกฎหมายก็พูดกันอย่างหมดหวัง ทั้งทหารฆ่าประชาชน ทั้งการรัฐประหาร ถ้ามองสถานการณ์การเมืองแบบเรียลโพลิติก  อย่างไรก็ตามกรณีตากใบก็เป็นกรณีที่ทำให้เห็นว่าหากเรื่องนี้ไปอยู่ภายใต้ศาลทหารคงไม่มาถึงขั้นที่ศาลออกหมายจับระดับอดีตแม่ทัพภาคให้ และเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่มีตุลาการที่อยากให้ความเป็นธรรมกับประชาชน จึงไม่อยากหมดหวังที่กระบวนการยุติธรรมจะเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูป

พรรณิการ์กล่าวถึงประเด็น ICC ว่าส่วนตัวเธอแล้วอยากให้เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ผ่านมาจบในกระบวนการยุติธรรมไทย แต่หลายคนก็หมดหวังไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็มีประเด็นความกังวลว่าหากลงนามในธรรมนูญกรุงโรมแล้วจะกระทบกับประมุขของประเทศจะถูกฟ้องร้องได้ รัฐบาลไทยยังสามารถใช้ข้อบทที่ 12 ของธรรมนูญกรุงโรมเพื่อที่จะฟ้องต่อ ICC เป็นการเฉพาะกรณีก็ได้

กรรมการคณะก้าวหน้ากล่าวถึงการแก้ไข พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารด้วยว่า ทาง กมธ.ทหารก็มีร่างแก้ไขพ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหารอยู่ที่จะให้มีตุลาการจากศาลยุติธรรมเข้าไปเป็นกรรมการศาลทหารด้วย และให้การพิจารณาคดีที่มีโทษสูงองค์คณะที่มี 3 คน จะต้องมีตุลาการพระธรรมนูญที่มีความรู้ทางกฎหมาย 2 คนต่อ 1 คณะ จากเดิมที่เป็นนายทหาร 2 นายและมีตุลาการ 1 คน และจะต้องแก้กฎหมายให้นำทหารที่กระทำการทุจริตจะต้องสามารถนำตัวมาขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบได้

กองทัพต้องอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนที่รับผิดรับชอบต่อประชาชน

ศุภณัฐ บุญสด นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าสิ่งที่มีเหมือนกันในเหตุการณ์ละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนอย่างร้ายแรงในแต่ละเหตุการณ์คือกองทัพเข้ามามีส่วนในการปราบปรามประชาชนไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ตากใบหรือการสลายการชุมนุมปี 2553 เพราะ 2 เงื่อนไขคือ หนึ่ง ทหารมีอิสระในการปกครองตนเองและสองทหารมีหลังพิงให้ไม่ถูกดำเนินคดี จึงทำให้ทหารก่ออาชญากรรมได้เรื่อยๆ โดยไม่ต้องจำกัดอำนาจตัวเอง จึงต้องมีการแก้ไข 2 เงื่อนไขนี้

นักวิชาการกล่าวว่า ในเงื่อนไขแรก มีหลักอยู่ 2 เรื่องคือ หนึ่ง พลเรือนสามารถคุมทหาร โดยแนวคิดนี้เริ่มเกิดขึ้นในสหรัฐฯ ช่วงที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษที่ส่งทหารมาปกครองจนมาเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ที่บอสตัน ทำให้สหรัฐฯ มองว่ากำลังทหารเป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดต่อสิทธิเสรีภาพ การทำรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ จึงทุ่มเทไปที่การทำให้ทหารถูกควบคุมโดยพลเรือนโดยกำหนดให้ประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจสูงสุดในกองทัพ

หลักที่สอง จะทำอย่างไรให้ทหารไม่ได้อยู่ในชีวิตประจำวัน ก็คือการจำกัดภารกิจของกองทัพและหลายประเทศก็ระบุเรื่องนี้รัฐธรรมนูญโดยตรงเลยว่าภารกิจของกองทัพคืออะไร เช่นอินโดนีเซียที่แยกภารกิจตำรวจและทหารชัดเจนเลยว่าภารกิจายในประเทศเป็นของตำรวจ ส่วนการปกป้องเจตแดนของชาติจะเป็นของทหาร

“ทั้ง 2 เรื่องนี้ไม่ปรากฏในกฎหมายไทย ถามว่าทำไมไม่ปรากฏในระบบกฎหมายไทย รัฐธรรมนูญไม่มีหลักการควบคุมทหารโดนพลเรือนไว้โดยตรงเลย หลายประเทศที่มีการแบ่งแยกอำนาจในระบบรัฐสภาแล้วก็เป็นราชอาณาจักรแบบของเราอาจมีการถวายพระเกียรติให้กษัตริย์เป็นจอมทัพได้”

“อย่างไรก็ตามในการควบคุมการบังคับบัญชากองทัพหรือการกำหนดนโยบายความมั่นคงเขาจะกำหนดให้เป็นอำนาจของคณะรัฐมนตรีโดยตรงเพื่อแบ่งแยกว่าใครกันแน่เป็นผู้บังคับบัญชากองทัพที่แท้จริงในระบอบประชาธิปไตยนั่นก็คือนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งแต่ว่าในระบบกฎหมายไทยมันพร่ามัวมากในเรื่องพวกนี้ จนกล่าวได้ว่ากองทัพไทยไม่เข้าใจว่าเขาอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งหรือคณะรัฐมนตรีดังนั้นเขาไม่จำเป็นจะต้องใส่ใจนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง”

ศุภณัฐ อธิบายถึงเรื่อง พ.ร.บ.กระทรวงกลาโหมให้อำนาจแก่ข้าราชการทหารทั้งหมดในการตั้งบุคลากร การปฏิบัติภารกิจและงบประมาณ ส่วนรัฐมนตรีกลาโหมก็เป็นเพียงทำหน้าที่แถลงเท่านั้น แต่อำนาจจริงๆ อยู่ที่คณะทหารที่แต่งตั้งนายพลและสภากลาโหมที่มีอำนาจตัดสินใจในเรื่องใหญ่ๆ หลายเรื่องอย่างเรื่องการสลายการชุมนุมในเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ทหารมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเองระดับหนึ่ง ซึ่งการแก้ไขไม่ให้ทหารก่อความอยุติธรรมแบบนี้ได้อีกคือต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลพลเรือนในการควบคุมกองทัพ

“นักการเมืองเขามีความรับผิดชอบทางการเมืองจะดีจะเลวทุก 4 ปี เขาต้องกลับไปเลือกตั้งต้องไปขออาณัติประชาชน ดังนั้นการใช้อำนาจหลายอย่างต้องคำนึงถึงหลายปัจจัยมาก ถ้าใช้อำนาจรุนแรงไปทั้งทางกฎหมายหรืออำนาจทหารก็ส่งผลต่อการเลือกตั้ง ระบบแบบนี้ควบคุมนักการเมืองให้รู้จักพอประมาณในการใช้อำนาจ การให้นักการเมืองคุมกองทัพก็เป็นการจำกัดอำนาจของกองทัพไปโดยปริยาย” นักวิชาการย้ำว่าถ้าทำให้รัฐบาลพลเรือนคุมกองทัพได้สำเร็จ

ศุภณัฐกล่าวถึงเงื่อนไขที่ 2 คือการที่กองทัพมีหลังพิงกรณีที่ทหารก่ออาชญากรรมหรือละเมิดสิทธิประชาชน ในทางกฎหมายแล้วประชาชนไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายได้โดยตรง เนื่องจากมีข้อจำกัดเรื่องเขตอำนาจของศาลที่วางเงื่อนไขทั้งในแง่ตัวบุคคลที่ให้ผู้กระทำความผิดที่เป็นทหารให้ขึ้นศาลทหาร แต่เงื่อนไขที่ทำให้ทหารลอยนวลพ้นผิดคือเงื่อนไขของคดีที่ศาลทหารจำกัดเอาไว้คือ คดีอาญาทั่วไปที่ทหารกระทำและคดีอาญาทางทหารที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการทางทหารจะต้องไปขึ้นศาลทหาร แต่คดีวินัยทหารกลับไปขึ้นศาลยุติธรรม เมื่อมีเงื่อนไขแบบนี้กรณีมีทหารใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ประชาชนฟ้องเองต่อศาลทหารไม่ได้ต้องผ่านอัยการทหารแล้วเมื่อไปฟ้องก็ปรากฏการเตะถ่วงคดีไม่เดิน ทำให้ถ้าประชาชนอยากเอาผิดทหารก็ต้องฟ้องคดีพ่วงพลเรือนเข้าไปเป็นจำเลยเพื่อให้คดีไปขึ้นศาลยุติธรรม เขายกตัวอย่างคดีสลายชุมนุมปี 53 ที่ฟ้องโดยพ่วงพลเรือนเข้ามาด้วยแต่สุดท้ายก็ไปติดที่ ป.ป.ช.อีก

“การที่เราจะทลายที่พิงหลังในทางกฎหมายให้บุคคลที่กระทำความผิดในกรณีต่างๆ เราจะต้องไปจัดการหรือคลุกวงในกับ พ.ร.บ.ของทหาร และพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต เพื่อให้ประชาชนฟ้องเองได้ ถ้าเทียบตามมาตรฐานสากลเราสามารถพดได้ว่าศาลทหารเรามีเขตอำนาจที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเพราะว่าโดยหลักศาลทหารมันควรโฟกัสอยู่ที่คดีวินัยทางทหารและคดีอาญาทางทหาร” ศุภณัฐย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องให้คดีอาญาทั่วไปที่ทหารทำต้องไปขึ้นศาลยุติธรรมทั้งหมดแต่ที่ผ่านมาคดีในศาลทหารก็มีทั้งคดียาเสพติดไปจนถึงคดีพรากผู้เยาว์ที่โดยเนื้อแท้แล้วต้องไปขึ้นศาลยุติธรรม

ศุภณัฐกล่าวว่า การทลายความเป็นอิสระของกองทัพจากระบบกฎหมายและการจัดการกับหลังพิงทางกฎหมายของกองทัพจะช่วยป้องกันไม่ให้กองทัพไม่สามารถกระทำการละเมิดสิทธิประชาชนในครั้งต่อไปได้

ประเด็นวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล นักวิชาการจากสถาบันพระปกเกล้ามองว่าเรื่องนี้บางทีก็มีกฎหมายอำนวยความยุติธรรมได้แล้วแต่ในทางบังคับใช้กลับไม่เอื้อให้ประชาชนใช้กลไกทางกฎหมายได้ แก็มีบางกฎหมายที่มีเงื่อนไขทางกฎหมายจำกัดไว้ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิเอาผิดกับผู้ละเมิดสิทธิหรือกระทำความผิดได้ ทาง กมธ.กฎหมายฯ ก็จะต้องดูว่าจะแก้ไขเรื่องนี้อย่างไรเพื่อให้ยุติวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดแล้วเอาผู้กระทำความผิดมารับผิดตามกฎหมาย

ศุภณัฐยกตัวอย่าง เรื่องประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 90 ที่มีไว้ป้องกันการควบคุมตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่กลับไม่เคยใช้ได้เลย เพราะที่ผ่านมาเมื่อทหารควบคุมตัวประชาชนไปหลายวันตามคำสั่งหัวหน้า คสช. และมีการใช้กฎหมายมาตรานี้ขอให้ศาลเรียกตัวผู้ควบคุมตัวให้นำตัวผู้ถูกควบคุมตัวมาแสดงต่อศาล กรณีลักษณะนี้ในต่างประเทศเมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลก็ต้องออกหมายเรียกมาไต่สวนภายในวันเดียวกัน แต่ศาลไทยกลับทำเหมือนคดีทั่วไปก็คืออีกสองสามวันค่อยออกหมายเรียกมาซึ่งกว่าจะถึงตอนนั้นบางครั้งทหารก็ปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมแล้วทำให้กลไกตามกฎหมายไม่สามารถใช้งานได้เพื่อให้ประชาชนได้แสวงหาความยุติธรรมภายใต้ระบอบกฎหมาย ไปจนถึงปัญหาที่กฎหมายไทยไม่เปิดให้ประชาชนสามารถฟ้องคดีเองได้ดังที่กล่าวไปแล้วเรื่องศาลทหารและ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องอายุความ ศุภณัฐกล่าวว่าแม้เรื่องอายุความในคดีอาญาจะมีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเท็จจริงบางอย่างสูญหายหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องเสียชีวิตไปแล้วจนไม่สามารถแสวงหาความจริงได้ แต่ในกรณีของไทยกลายเป็นว่าเอาอายุความมาใช้เพื่อเป็นเกราะคุ้มกันทำให้ผู้กระทำความผิดลอยนวล เพราะกว่าประชาชนจะลืมตายืนด้วยขาตัวเองมาฟ้องคดีได้ก็ต้องเจอทั้งรัฐประหารหรืออะไรต่างๆ ก็เลยอายุความไปแล้ว ดังนั้นในเรื่องอายุความก็อาจจะต้องกำหนดประเภทคดีลงไปว่าไม่มีอายุความเช่นคดีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิหรือดูบริบทว่าประเภทคดีไหนบ้างที่มีคนลอยนวลพ้นผิดก็ระบุเข้าไป ก็น่าจะเป็นข้อเสนอที่น่าจะทำได้ต่อไป

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง