กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง สมาชิกสมัชชาคนจน จ.ภูเก็ต ออกแถลงการณ์คัดค้านรายงาน EIA โครงการ “ท่าเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้ง มารีน่า” กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่า กระบวนการพิจารณาดังกล่าวขาดความชอบธรรม เป็นการอนุมัติอย่างเร่งรีบ ทั้งที่ยังมีข้อกังขาและประเด็นผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน
เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2569 กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง สมาชิกสมัชชาคนจน จ.ภูเก็ต ออกแถลงการณ์คัดค้านกรณีสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีมติเห็นชอบรายงาน EIA ของโครงการ “ท่าเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้ง มารีน่า” เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 โดยกลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุว่า กระบวนการพิจารณาดังกล่าวขาดความชอบธรรม เป็นการอนุมัติอย่างเร่งรีบ ทั้งที่ยังมีข้อกังขาและประเด็นผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมที่ยังไม่ได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน
แถลงการณ์ระบุว่าพื้นที่บางส่วนของโครงการมารีน่าทับซ้อนกับพื้นที่สาธารณะที่ชุมชนบ้านอ่าวกุ้งและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีต โดยชุมชนใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเส้นทางสัญจรไปยังกุโบร์หรือสุสานมุสลิม เพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ใช้เป็นเส้นทางลงทะเลสำหรับทำประมงชายฝั่งของชาวบ้านและชาวประมงพื้นบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงและครัวเรือนยากจนที่ไม่มีเรือ รวมถึงใช้เป็นพื้นที่ดำเนินกิจกรรมฟื้นฟู ดูแล และเฝ้าระวังทรัพยากรป่าชายเลนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และโครงการอนุรักษ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติหลายโครงการ




กลุ่มอนุรักษ์ฯ ระบุด้วยว่า การใช้พื้นที่สาธารณะดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังเจ้าของโครงการฟ้องร้องแกนนำชุมชนตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว โดยศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากเจ้าของโครงการไม่สามารถพิสูจน์สิทธิในที่ดินได้ ขณะเดียวกัน พื้นที่ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตเป็นประธาน และกระบวนการตรวจสอบยังไม่แล้วเสร็จ
ทั้งนี้ "โครงการมารีน่า" มีความเชื่อมโยงกับ โครงการขุดลอกร่องน้ำสาธารณะอ่าวกุ้ง หรือ “ท่าเล” ของกรมเจ้าท่า ซึ่งชุมชนยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นป่าชายเลนที่ชาวบ้านร่วมกับหน่วยงานรัฐปกป้องและฟื้นฟูมาตั้งแต่ปี 2535 ผ่านการเฝ้าระวัง ตรวจจับผู้บุกรุก และปลูกป่าทดแทนอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี แต่ในปี 2564 กลับมีความพยายามผลักดันโครงการขุดลอกร่องน้ำ โดยอ้างอิงผลการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศของภาคเอกชน ขณะที่ข้อทักท้วงและข้อมูลจากสถาบันวิชาการกลับไม่ได้รับการรับฟัง
นอกจากนี้ กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังกล่าวถึงสถานการณ์การลักลอบทำลายป่าชายเลนในพื้นที่ โดยเฉพาะการโค่นทำลาย “ปู่ทวดลำแพน” ซึ่งเป็นต้นไม้สำคัญของระบบนิเวศและเป็นสัญลักษณ์ความเก่าแก่ของชุมชน โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการขาดมาตรการปกป้องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมมองว่าเป็นกระบวนการเปลี่ยนสภาพพื้นที่ที่กำลังถูกทำให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม
กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง สมาชิกสมัชชาคนจน จึงเรียกร้องให้รัฐบาลและนายอนุทิน ชาญวีรกูล ร่วมกันสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปกป้องทรัพยากรสาธารณะของจังหวัดภูเก็ต โดยขอให้
1.ยกเลิกมติการพิจารณา โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ที่ได้มีการเปิดเผยสถานะของโครงการ "ท่าเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้ง มารีน่า"
2. ยกเลิก โครงการขุดลอกร่องน้ำสาธารณะอ่าวกุ้ง(ท่าเล) ของกรมเจ้าท่า โดยทันที
3.จัดให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ดำเนินโครงการ ตามกระบวนการและกลไกของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน ที่นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
4.เร่งฟื้นฟูป่าชายเลนบริเวณที่จะจัดทำโครงการขุดลอกร่องน้ำสาธารณะอ่าวกุ้ง(ท่าเล) ของกรมเจ้าท่า โดยทันที ตามมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ทำทันที ทำเดี๋ยวนี้
พิเชษฐ์ ปานดำ สมาชิกสมัชชาคนจน ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า “หากพิจารณาอย่างตั้งใจ จะเห็นว่าข้อท้วงติงของพี่น้องอ่าวกุ้งไม่ได้มีเพียงเรื่องสิทธิในที่ดิน หากยังตั้งคำถามต่อความเหมาะสมของการพัฒนาการท่องเที่ยวในภูเก็ต รวมถึงรูปแบบของการท่องเที่ยวที่กำลังเกิดขึ้นด้วย คำถามสำคัญคือ ชุมชนดั้งเดิมอยู่ตรงไหนในสมการการท่องเที่ยวนี้
ทรัพยากรธรรมชาติที่เปรียบเสมือนอัญมณีของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลน แนวปะการังกว่า 500 ไร่ กัลปังหาผืนใหญ่ รวมถึงการฟื้นตัวของหญ้าทะเล ล้วนมีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบจากการขุดลอกร่องน้ำ เราจึงต้องถามว่า มันคุ้มค่าหรือไม่ หากการพัฒนานั้นต้องแลกมาด้วยวิถีชีวิตของผู้คนและการสูญเสียทรัพยากรสำคัญ
ในทางกลับกัน หากพื้นที่เหล่านี้ได้รับการอนุรักษ์และฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นต้นแบบของการฟื้นฟูปะการังและระบบนิเวศทางทะเลให้กับพื้นที่อื่น หรือแม้แต่ประเทศอื่นได้ นี่คือการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมที่พวกเราพยายามนำเสนอ เพื่อยืนยันว่าการพัฒนาไม่ควรเกิดขึ้นบนความเสียหายของชุมชนและทรัพยากรธรรมชาติ” พิเชษฐ์กล่าว
