สภาฯ มีมติตั้ง กมธ.ติดตามเงินกู้ 4 แสนล้าน 'ศิริกัญญา' อภิปราย รัฐบาลพยายามข้ามหัวการตรวจสอบของสภาฯ ตีเช็กเปล่า ไม่ลงรายละเอียดการใช้เงิน มีการยัดไส้โครงการไม่เร่งด้วน ทั้งที่น่าจะเอาไปใส่ใน พ.ร.บ.งบประมาณได้ เปรยถ้ารัฐบาลทำทุกอย่างชัดเจน ก็คงไม่ต้องมาตั้ง กมธ.
4 มิ.ย. 2569 เว็บไซต์ TP Channel รายงานวันนี้ (4 มิ.ย.) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญตรวจสอบติดตามตรวจสอบและประเมินผลการใช้เงิน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หลังไม่มีสมาชิกสภาฯ คนใดคัดค้าน
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 15.47 น. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายสรุปญัตติของณัฐพงศ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคฯ โดยเน้นย้ำว่า เหตุผลที่ต้องตั้ง กมธ.คณะนี้ เพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทำให้เราจำเป็นต้องมีกลไกตรวจสอบ รัฐบาลมีความพยายามข้ามกลไกของสภาฯ มาแล้วอย่างน้อย 4 ครั้ง
"ศิริกัญญา ตันสกุล" (ที่มา: ทีมสื่อพรรคประชาชน)
ครั้งแรกคือ การออก พ.ร.ก.เงินกู้ แทนที่จะออกเป็น พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อให้สภาฯ มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน 3 วาระ แต่รัฐบาลเลือกออก พ.ร.ก.เงินกู้ข้ามหัวสภาฯ อย่างไรก็ดี ศิริกัญญา มองว่า ครั้งนี้พอให้อภัยได้ เนื่องจากรัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินเยียวยาประชาชน แต่พอเห็นอกเห็นใจก็เจอว่ารัฐบาลใช้ช่อง พ.ร.ก. ที่ไม่ต้องใส่รายละเอียดในการลักไก่ขอวงเงินมาก่อน เรียกว่าตีเช็กเปล่า จะใช้เงินอย่างไรเอาไว้หลังสุด จะใช้หนี้อย่างไรก็ยังไม่พูดถึง
ครั้งที่ 2 รัฐบาลแอบยัดไส้โครงการที่ไม่เร่งด้วนเข้ามาใน พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เธอยืนยันว่าไม่มีใครไม่เห็นด้วย แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นโครงการที่ต้องดำเนินงานต่อเนื่องกันหลายปี ไม่สามารถใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ให้หมดภายใน 1 ปีครึ่ง และจะเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ ทุกวันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถตอบได้เลยว่า ตกลงแล้วเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รัฐบาลคิดอยู่เป็นอย่างไรกันแน่ เรียกให้มาตอบใน กมธ. ก็ตอบไม่ได้ “ไม่ให้เรียกว่าตีเช็คเปล่ายังไงไหว”
ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ชวนให้คิดถึงเงินกู้ช่วงโควิด-19 ที่มีการใช้ 2 พ.ร.ก. เม็ดเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ณ วันนั้นมีการทำแผนงานฟื้นฟูเงินเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน โดยงบฯ ส่วนใหญ่เอาใช้ทำโครงการ “คนละครึ่ง” แต่ว่าอีกหลายแสนล้านบาท มีการเอาไปทำเบี้ยหัวแตกให้ส่วนราชการส่งข้อมูลส่งโครงการมา และมีการตั้ง คกก.ขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อกลั่นกรองว่าใครควรได้หรือไม่ได้งบฯ อุดหนุนโครงการต่างๆ
“ถ้าลองดูข้อมูลของ สตง. ก็จะเจอว่า สตง.ตรวจหลายโครงการแล้ว พบว่าหลายโครงการไม่เป็นไปตามกฎหมาย เสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน มีการจัดซื้อจัดจ้างแบบแปลกประหลาด อย่าให้พูด อย่าให้ลิสต์ มีเยอะเต็มไปหมด เพราะฉะนั้น กังวลเหลือเกินว่าอีก 2 แสนล้านหลัง จะเป็นการย้อนรอยซ้ำรอยเดิมของตัวแผนงานฟื้นฟูเศรษฐกิจยุคโควิดหรือไม่” ศิริกัญญา กล่าว
ข้ามหัวสภาฯ รอบที่ 3 คือรัฐบาลเดินหน้ากู้เงิน ก่อนที่รัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ทั้งๆ ที่พรรคร่วมฝ่ายค้านได้ยื่นคำร้องไปแล้ว จนทำให้ตัว พ.ร.ก.จนถึงวันนี้ยังไม่ได้เข้าสู่สภาฯ แต่รัฐบาลไม่ได้สนใจและเดินหน้ากู้ทันทีที่ พ.ร.ก.มีการประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา แต่ยังมีข้อสงสัยว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมาย ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรกับเงินกู้ที่ได้กู้ออกไปแล้ว
รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวว่า การข้ามหัวสภาฯ ครั้งที่ 4 รัฐบาลได้ยัดไส้เอาโครงการที่ไม่ควรจะใช้เงินกู้เข้ามาปะปนในเงินที่ต้องกู้ด้วย โดยมีการทยอยอนุมัติโครงการมูลค่าประมาณ 170,6,000 ล้านบาท เราไปเช็กมติ ครม. พบว่ามันมีการยัดไส้โครงการที่ปกติต้องใช้งบประมาณปี 2569 แต่ว่ารัฐบาลเอามาใช้เงินกู้แทน นั่นก็คืองบประมาณสำหรับกองทุนประชารัฐ ที่ใช้ช่วยเหลือค่าครองชีพให้ประชาชนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ว่าเขาช็อต เงินหมดก่อนถึงปีงบประมาณ โดยเหลือจ่ายอีก 4 เดือน เลยต้องเอามายัดไส้ใน พ.ร.ก.เงินกู้ ที่ใช้เฉพาะเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤต แต่สวัสดิการเหล่านี้เป็นสวัสดิการที่ผู้ถือบัตรต้องได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีวิกฤต ดังนั้น ถ้ามีการตั้ง กมธ.วิสามัญ ก็ขอให้พิจารณาโครงการนี้เป็นโครงการแรกๆ ไม่อย่างนั้น เราจะพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีไปทำไม เพราะสุดท้ายแล้วรัฐบาลอยากจะกู้ก็กู้ กู้แล้วก็เอากลับมาใช้ โครงการที่อยู่ตามงบประมาณปกติได้
"ถ้ารัฐบาลทำทุกอย่างตามปกติวิสัย เร่งด่วนก็กู้เท่าที่จำเป็น ถ้าเปิดเผยรายละเอียดครบถ้วนตั้งแต่ต้น ถ้ารัฐบาลไม่เอาโครงการะยะยาวมาสอดแทรก ถ้ารัฐบาลไม่ได้เอารายจ่ายประจำมาปะปนในเงินกู้เรา ก็ไม่ต้องตั้งญัตติ รัฐบาลเลือกเดินตรงกันข้ามทุกอย่างทุกขั้นตอน สภาฯ เหลือเครื่องมือสำคัญอยู่เพียงอันเดียว คือการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อติดตามตรวจสอบการใช้เงินกู้หลังจากนี้อย่างเข้มข้นที่สุด เพื่อตรวจสอบเงินทุกบาททุกสตางค์ที่ประชาชนจะต้องร่วมใช้หนี้นี้ในอนาคต" รองหัวหน้าพรรคประชาชน ทิ้งท้าย
ต่อมา เมื่อ 16.09 น. เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 เป็นประธานในที่ประชุม เผยว่า เมื่อทั้ง 3 ญัตติ เสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเหมือนกัน และได้ฟังเพื่อนสมาชิกอภิปรายก็เป็นไปในทำนองเดียวกันคือขอให้ตั้ง กมธ. จึงขออาศัยอำนาจตามข้อบังคับข้อ 88 ถามมติที่ประชุมสภาฯ ว่ามีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่
เมื่อที่ประชุมสภาฯ ไม่มีใครคัดค้าน ถือว่าที่ประชุมสภาฯ มีมติตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.วงเงิน 400,000 ล้านบาท จำนวน 25 คน โดยมีกรอบระยะเวลาศึกษาพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน
