Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ… (ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม) หลัง ส.ว. ปรับแก้ถ้อยคำในบางมาตรา เช่น ไม่นิรโทษกรรมการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งรวมถึงไม่นิรโทษกรรมเยาวชนที่มีอายุต่ำว่า 18 ปีด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ การนิรโทษกรรมคดีการเมืองอื่นๆ ของทุกฝ่าย แต่ “ยกเว้นคดี 112” ย่อมถือว่าขัดต่อหลักเสรีภาพทางการเมือง และหลักความเสมอภาคของพลเมือง ปัญหาสำคัญที่ควรบันทึกไว้ คือ

1. ประเทศไทยจะยังคงถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม "ประเทศไม่เสรี" (Not Free) โดยองค์กร Freedom House ต่อไป เพราะการขังคุกนักโทษ 112 ซึ่งจัดเป็น “นักโทษทางความคิด” (prisoner of conscience) เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นปัญหาหลักของการเมืองไทย คือ “ปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย” และเสนอการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย ผ่านกระบวนการรัฐสภา การไม่นิรโทษกรรม 112 จึงเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยประเทศไม่เสรี เพราะไม่มี “เสรีภาพทางการเมือง” คือ เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออกเกี่ยวกับประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย 

พูดอีกอย่างคือ การไม่นิรโทษกรรม 112 ทำให้ประเทศไทย “ไม่มีความเป็นอารยะ” ตามบรรทัดฐานของประชาธิปไตยสมัยใหม่ จึงทำให้ไทยเป็นประเทศที่ “ไม่มีความน่าเชื่อถือ” ในประเด็นเสีภาพทางการเมืองและความเสมอภาคของพลเมือง ในสายตากลุ่มประเทศเสรี 

2. อนาคตของสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตยยังคงตกอยู่ใน “สถานการณ์ที่ไม่แน่นอน” เพราะคาดเดาไม่ได้ว่าเมื่อใดที่สถาบันกษัตริย์กับความเป็นประชาธิปไตย (แบบสังคมเสรี) จึงจะพัฒนาไปด้วยกันได้จริง อาการที่แสดงออกถึงความไม่แน่นอนและการคาดเดาไม่ได้ ก็คือการที่พรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอาจจะถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิทางการเมืองเมื่อใดก็ได้ และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่มีเสถียรภาพ อาจจะถูกทำรัฐประหารเมื่อใดก็ได้ หากทำนโยบาย หรือกระทำการใดๆ ที่ฝ่ายอำนาจนิยมไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ 

ขณะเดียวกันสถาบันกษัตริย์ ก็จะถูกกลุ่มอำนาจทางการเมือง ทั้งพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม และกลุ่มอำนาจทางการเมืองนอกระบบรัฐสภา “โหน” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองของฝ่ายตนโดย “ไม่เลือกวิธีการว่าจะถูกหรือผิด” ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระอื่นๆ ก็จะตกอยู่ภายใต้การครอบงำ และตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มอำนาจทางการเมืองพวกนั้นในการขจัดฝ่ายคิดต่าง

ในสถานการที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้เช่นนั้น จะไม่มีสถาบันทางการเมืองและสถาบันทางสังคมใดๆ มั่นคงและเข้มแข็งในทางที่จะช่วยให้สังคมพัฒนาก้าวหน้าได้ทั้งในทางการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และอื่นๆ สภาวะที่ไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ คือสภาวะที่ “กัดกร่อนบ่อนเซาะ” ความน่าเชื่อถือของทุกสถาบันอย่างแท้จริง 

3. พรรคการเมืองที่มุ่งสร้าง “ประชาธิปไตยกินได้” อย่าง “พรรคแดง” หรือเพื่อไทย ก็ยากที่จะทำ “นโยบายประชาธิปไตยกินได้” ให้สำเร็จตามเป้าหมาย และเป็นที่นิยมของประชาชนส่วนใหญ่ได้เหมือนเดิม

เป็นความจริงว่าพรรคแดงเคยประสบความสำเร็จในการทำนโยบายประชาธิปไตยกินได้ ช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 เพราะเป็นช่วงที่การเมืองไทยอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ที่เอื้อต่อการบริหารนโยบายของรัฐบาลจากการเมือกตั้ง แต่ “บริบท” ทางสังคมและการเมืองปัจจุบัน แตกต่างจากช่วงเวลานั้นโดยสิ้นเชิง เพราะช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 ปัญหาใหญ่ที่ต้องแก้ คือ “ปัญหาเศรษฐกิจ” แต่ช่วงเวลานี้มีอีกปัญหาใหญ่คือ “ปัญหาการเมือง” ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเมื่อแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้ ก็แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้

เช่น พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลกว่า 2 ปี หลังเลือกตั้ง 2566 ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจตามนโยบายได้สำเร็จ เพราะติดปัญหาการเมือง คือ รัฐธรรมนูญ 2560 ที่วางกลไกต่างๆ เช่น ประมวลกฎหมายจริยธรรมทางการเมือง การให้อำนาจศาสลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ ในการควบคุมเอาผิดรัฐบาลจากเลือกตั้ง นอกเหนือจากการตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้าน การเมืองในสภา ทั้งฝ่ายค้านและ ส.ว. กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างภูมิใจไทย ทั้งตรวจสอบรัฐบาลเพื่อไทยอย่างเข้มข้น และขัดขวางการทำนโยบายต่างๆ ทางเศรษฐกิจ การเมืองนอกสภาก็มีพวก “นักร้อง” และกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นศัตรูเก่าคอยไล่ล่าตลอดเวลา และยังถูกซ้ำเติมจากปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ จนเกิดการรบระหว่างไทย-กัมพูชา ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ล้วนแต่สร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้รัฐพันลึกใช้อำนาจนอกระบบถอดถอนนายกฯ ของรัฐบาลเพื่อไทยถึง 2 คน ภายในระเวลา 2 ปีเศษๆ ทำให้รัฐบาลเพื่อไทยต้องสิ้นสุดลงอย่างสะบักสะบอม

ดังนั้น จึงไม่ใช่นโยบายประชาธิปไตยกินได้ เป็นนโยบายที่ไม่ดีหรือมีปัญหาในตัวมันเอง หรือเป็นเพราะว่านโยบายเช่นนั้นไม่เป็นที่นิยมของประชาชนเหมือนช่วงก่อนรัฐประหาร 2549 แต่เป็นเพราะว่า “ปัญหาการเมือง” ตามที่ยกตัวอย่างมา (เป็นต้น) คือ “อุปสรรคใหญ่” ที่ทำให้พรรคแดงบริหารนโยบายแก้ปัญหาปากท้องไม่สำเร็จตามเป้าหมาย 

แน่นอน พรรคแดงย่อมรู้ดีว่าอุปสรรคใหญ่คือปัญหาการเมือง และผมก็เชื่อว่าพรรคแดงก็อยากแก้ปัญหาการเมืองให้สำเร็จเช่นกัน ดังที่ประกาศก่อนตั้งรัฐบาลว่าจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้สำเร็จ แต่พอจะลงมือทำตามที่ประกาศไว้ ก็ถูกขัดขวางโดยผู้มีอำนาจของรัฐพันลึก, พรรคภูมิใจไทย และ สว. สีน้ำเงิน การแก้ปัญหาการเมืองภายใต้รัฐบาลเพื่อไทยจึงล้มเหลว

ปัญหาการเมืองที่สำคัญอีกเรื่อง คือ “ปัญหาการนิรโทษกรรม 112” แม้คนติดคุกคดี 112 จะเป็นคนส่วนน้อยก็จริง แต่ก็เป็นประเด็นใหญ่ในประเทศและนานาชาติจับตา และเป็น “ประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง” มาก เพราะเป็นประเด็นเกี่ยวกับปัญหาสถาบันกษัตริย์กับเสรีภาพทางการเมือง การที่พรรคแดงเลือกโหวตไม่รับร่างนิรโทษกรรม 112 ในทางการเมืองก็คงไม่ได้ทำให้รัฐพันลึก “ไว้ใจ” มากขึ้นแต่อย่างใด ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่ “สอย” นายกฯ และทำ “รัฐประหารเงียบ” เอาพรรคแดงลงจากอำนาจและเอาพรรคน้ำเงินขึ้นแทน และแน่นอนว่าการไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ก็ไม่ได้ทำให้พรรคแดงได้ “คะแนนนิยม” เพิ่มขึ้นจากโหวตเตอร์ฝ่ายอนุรักษ์นิยมแต่อย่างใด ผลการเลือกตั้ง 2569 คือหลักฐานยืนยัน

ปัจจุบันแม้ร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทย พรรคแดงก็ยังคงถูกทำลายความน่าเชื่อถือจากปัญหาการเมือง เช่น ถูกโจมตีจากพรรคประชาชนว่า “ขายวิญญาณ” หรือ “ละทิ้งจุดยืนเดิม” และอื่นๆ ซึ่งเป็นการนิยามบทบาททางการเมืองพรรคแดงให้อยู่ “ฟากตรงข้าม” กับ “การเมืองของคนรุ่นใหม่” ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม ก็ถอนรายชื่อจากการสนับสนุนร่างกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญของพรรคแดง เป็นต้น 

แม้จะมี อาจารย์เชน-ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เป็น “จุดขาย” ในเรื่องวิสัยทัศน์การนำนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาบูรณาการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพัฒนาทุนมนุษย์ ให้มีคุณภาพทัดเทียมกับประเทศเจริญแล้ว และเพื่อไทยก็คุมกระทรวงด้านสังคม เช่น กระทรวงศึกษา, แรงงาน, พัฒนาสังคม, เกษตร ซึ่งก็สำคัญมาก เพราะเป็นกระทรวงที่ทำเรื่องพัฒนาคนและคุณภาพชีวิตของประชาชน แต่ก็ไม่แน่ว่า “ผลงาน” ของอาจารย์เชนและพรรคแดง จะสามารถสร้างคะแนนนิยมได้เพิ่มขึ้นกี่มากน้อยในบริบทปัญหาการเมืองยุคปัจจุบันที่ยังคงขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นต่อเนื่องไปอีกนาน

โดยเฉพาะในบริบทที่การแก้รัฐธรรมนูญและการนินโทษกรรม 112 ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ทางการเมืองที่ท้าทาย ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งจะทำสองเรื่องนี้ได้สำเร็จ จำเป็นต้องสร้างความร่วมมือกันให้ได้ จึงจะแก้ปัญหาใหญ่นี้ได้สำเร็จ ดังนั้น พรรคที่สามารถแสดงวิสัยทัศน์ชัดเจน และมีบทบาทนำในการแสวงหาและสร้างความร่วมมืออย่างเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาประชาชน จึงน่าจะเป็นพรรคที่ประชาชนหวังพึ่งพาได้ในอนาคต และมีโอกาสจะชนะเลือกตั้งสมัยหน้า

4. พรรคการเมืองที่มุ่งสร้าง “ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง” อย่าง “พรรคส้ม” หรือพรรคประชาชน คือพรรคการเมืองที่ถือกำเนิดขึ้นด้วยการเสนอตัวเป็น “ตัวแทน” ที่จะนำปัญหาการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ต่อสู้บนท้องถนนมาขับเคลื่อนต่อสู้ในสภา และเป็นพรรคที่นำข้อเรียกร้องเรื่องแก้ไข 112 มาเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ผ่านกระบวนการรัฐสภาในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยังไม่สำเร็จ จึงได้ใช้ “นโยบายแก้ไข 112” เป็นนโยบายหาเสียงในกระแสที่คนรุ่นใหม่เรียกร้องการแก้ไข/ยกเลิก 112 ในการเลือกตั้งปี 2566 จนสื่อทุกช่องกล้าจัดดีเบตเรื่องจุดยืนในการแก้ไขหรือยกเลิก 112 ของทุกพรรค ผลการเลือกตั้ง คือพรรคส้มชนละเลือกตั้งเป็นพรรคอันดับ 1 

จึงกล่าวได้ว่าพรรคส้มเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะได้รับคะแนนนิยมจากคุณรุ่นใหม่ ที่เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์, การแก้ไข 112 และนิรโทษกรรม 112 

หากมองจากการประกาศวิสัยทัศน์เรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศ และบทบาททางการเมืองของพรรคส้ม เราเห็นได้ว่าพรรคส้มคือพรรคเดียวที่ยืนยันการแก้ 112 และต่อสู้เรื่องนิรโทษกรรมกรรม 112 อย่างเปิดเผยมากกว่าพรรคแดง และเป็นพรรคหลักที่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 ของภาคประชาชน 

แต่ปัญหาคือ ในเวลาที่พรรคส้ม “มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด” เหนือทุกพรรค จะโหวตให้พรรคใดเป็นรัฐบาลก็ได้ หรือไม่โหวตเลยก็ได้ หรือจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลเอง โดยให้คนอื่นเป็นนายกฯ แต่ในฐานะพรรคอันดับ 1 ย่อมมีสิทธิ์คุมกระทรงเกรดเอ รวมทั้งกระทรวงยุติธรรมไปทำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 ให้ต่อเนื่องได้ แต่พรรคส้มกลับเลือกโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล โดยไม่นำเรื่องคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA เลย 

ที่แย่กว่านั้นคือ พรรคส้มรู้อยู่แล้วว่ารัฐพันลึกทำรัฐประหารเงียบ โดยใช้กลไกอำนาจนอกระบบเอาพรรคแดงลงเพื่อเอาพรรคน้ำเงินขึ้นเป็นรัฐบาลแทน แต่พรรคส้มก็ยังโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็น “การร่วมมือกับรัฐประหารเงียบ” สุดท้าย MOA ล่ม พรรคน้ำเงินที่เดิมทีตกเป็นฝ่ายค้านและโดนคดีเขากระโดงกับทุจริตฮั้ว สว. กลับพลิกวิกฤตเป็นโอกาส กลายเป็นพรรรคใหญ่ขึ้นแบบก้าวกระโดด และเอาชะทั้งพรรคส้มและพรรคแดงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

คำถามคือ ทำไมจึงร่วมมือกับรัฐประหารเงียบของรัฐพันลึก และไม่นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA แน่นอนพรรคแดงไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 เป็น “ความผิด” ของพรรคแดงที่ประชาชนลงโทษทางการเมืองได้ ผ่านการเลือกตั้ง (เป็นต้น) แต่พรรคส้มซึ่งชูนโนบายแก้ 112 และนิรโทษกรรม 112 หาเสียงชัดเจนกว่าทุกพรรค จะอ้างว่าพรรคแดงไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 เพื่อให้ความชอบธรรมกับการไม่นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาต่อรองในสมการ MOA ไม่ได้เลย 

เพราะตอนที่พรรคส้มโหวตรับร่างนิรโทษกรรม 112 เป็นการโหวตในสถานการณ์ที่รู้อยู่แล้วว่าจะแพ้โหวต แต่ในสถานการณ์ที่มีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากที่สุด ซึ่งมีโอกาสที่จะพิสูจน์ความพยายามต่อสู้อีกในครั้งที่สำคัญมาก กลับไม่นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA โหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาลโดยพรรคส้มไม่ร่วมรัฐบาล ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าพรรคน้ำเงินและ สว. สีน้ำเงินขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญ และการนิรโทษกรรม 112 มาตลอด 

การที่พรรคส้มด่าพรรคแดงเรื่องเอาพรรคน้ำเงินและพรรคสองลุงมาร่วมรัฐบาล แล้วทำให้แก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม 112 ไม่สำเร็จ จึงเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” เมื่อเทียบกับการที่พรรคส้มเองโหวตให้พรรคน้ำเงินเป็นรัฐบาล โดยแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่สำเร็จ และไม่ได้นำเรื่องนิรโทษกรรม 112 มาอยู่ในสมการ MOA เลย ซึ่งสวนทางกับการประกาศเป็นพรรคตัวแทนคนรุ่นใหม่เพียง “พรรคเดียว” ที่ต่อสู้เรื่องแก้ 112 และการนิรโทษกรรม 112 มากกว่าพรรคแดงและพรรคอื่นๆ 

แน่นอน พรรคส้มมี “ข้อจำกัด” ที่น่าเห็นใจ คือถูกยุบพรรค เพราะใช้นโยบายแก้ 112 หาเสียง และ 44 ส.ส. ถูก ป.ป.ช. ดำเนินคดีจริยธรรม แต่พรรคแดงก็มีข้อจัดมากเช่นกัน เพราะถูกกระทำมามากกว่า แต่แทนที่ทั้งสองพรรคที่มี “จุดร่วมเดียวกัน” คือถูกกระทำจากรัฐพันลึกเหมือนกัน จะหาทางร่วมมือกันให้ได้ในการนิรโทษกรรม 112 กลับสร้างความเกลียดชังและฟาดฟันกันเองมากกว่า 

ความสำเร็จทางการเมืองของพรรคส้ม หลังเลือกตั้ง 2566 เป็นต้นมา คือการตรวจสอบเอาผิดกรณีชั้น 14 จนทักษิณติดคุกในคดีจากรัฐประหาร แน่นอนการขังคุกเป็นอำนาจของรัฐพันลึก แต่พรรคส้มก็ตรวจสอบชั้น 14 จริงจังต่อเนื่อง ขณะที่โหวตฝ่ายที่ต้องคดีทุจริตฮั้ว สว.เป็นรัฐบาล จากนั้นมาก็เป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองของพรรคส้มต่อพรรคน้ำเงิน ขณะที่พรรคแดงกลายเป็นพรรคอันดับ 3 

การเมืองที่เน้น “ความขัดแย้งระหว่างแดง-ส้ม” จึงนอกจากจะทำให้ไม่สามารถสร้างความร่วมมือช่วยคนออกจากคุกได้แล้ว ยังนำไปสู่การ “เสื่อมความนิยม” และความพ่ายแพ้ของทั้งสองพรรค ขณะที่พรรคน้ำเงินที่อ่อนแอลงมากแล้ว กลับได้โอกาสเติบโตแข็งแกร่งขึ้น จนเอาชนะทั้งส้มและแดง และภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่เติบโตขึ้น การนิรโทษกรรม 112 จึงเหมือนสิ้นหวัง ส่วนการแก้รัฐธรรมนูญ ก็ตกอยู่ในความเสี่ยงว่าคงจะได้เพียง “รัฐธรรมนูญฉบับสีน้ำเงิน” เท่านั้น

ปัญหาการเมืองเรื่องแก้รัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรม 112 จึงยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่ท้าทายทั้งพรรคแดงและพรรคส้ม เพราะพรรคแดงเองแม้อาจจะสร้างผลงานภายใต้วิสัยทัศน์แบบอาจารย์เชนได้สำเร็จ แต่หากไม่มีบทบาทผลักดันแก้ปัญหาการเมืองที่ชัดเจน ก็ไม่แน่ว่าจะได้คณะแนนนิยมเพิ่มขึ้น และทำให้ชนะเลือกตั้งในครั้งหน้าได้จริง

ส่วนพรรคส้ม ในฐานะพรรคที่เสนอตัวเป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ หากผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ และการนิรโทษกรรม 112 ไม่สำเร็จ หรือไม่สามารถสร้าง “ผลงาน” เป็นรูปธรรมเด่นชัดในสองเรื่องนี้ ก็ยากที่จะสร้างคะแนนนิยมให้กลับมาชนะเลือกตั้ง เป็นพรรคอันดับ 1 ได้อีก

แต่เหนืออื่นใด การที่พรรคฝ่ายประชาธิปไตย (ไม่ว่า “ประชาธิปไตยกินได้” แบบแดง หรือ “ประชาธิปไตยเชิงโครงสร้าง” แบบส้ม) ไม่สามารถสร้างความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกทำให้กลายเป็นนักโทษทางความคิดให้ได้รับการนิรโทษกรรมออกจากคุกได้ นับเป็นเรื่องที่น่าอัปยศอดสู เพราะเหมือนการเมืองในสภาไม่คารพ และไม่สามารถปกป้อง “ความเป็นคน” ของพวกเขาเหล่านั้นได้เลย!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง