Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คนริมน้ำกกเดือดร้อนหนัก รายได้หาย กังวลผัก-ปลาปนเปื้อนสานพิษ

ในช่วงวันที่ 3-5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวประชาไทเป็นหนึ่งในคณะสื่อมวลชนไทย พม่า และต่างประเทศรวมๆ แล้วหลายสิบชีวิต ที่มีโอกาสลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย เพื่อสำรวจสถานการณ์และผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก  โดยหนึ่งในจุดที่คณะไปเยือนคือ “บ้านแคววัวดำ” ชุมชนชาวไทยเชื้อสายปกาเกอะญอที่อยู่ริมแม่น้ำกก ต.แม่ยาว อ.เมืองเชียงราย

‘บ้านแคววัวดำ’ เป็นหนึ่งในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2567 อย่างรุนแรง น้ำท่วมครั้งนั้นมีปริมาณโคลนมากผิดปกติ ต่อมากรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารปนเปื้อน อย่างไรก็ตาม มีคนในชุมชนที่บอกว่าสารปนเปื้อนอาจมีมานานแล้วก็ได้แต่ไม่มีใครรู้ 

สมพงษ์ พนาสง่าวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านแคววัวดำ หรือที่คนในชุมชนเรียกว่า ‘พ่อหลวง’ กล่าวว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนั้น ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 32 หลังคาเรือน มีอยู่ 9 หลังคาเรือนที่ถูกกระแสน้ำพัดหายไปเลย น้ำมาแรงมาก คืนวันที่ 10 ก.ย. 2567 หมู่บ้านมีการเฝ้าระวัง แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าระดับน้ำจะขึ้นมาถึงชั้น 2

นอกจากบ้านเรือนที่เสียหายอย่างเห็นได้ชัด น้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้นยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและจิตใจของคนในชุมชนด้วย มีเด็กๆ เยอะมากที่สัมผัสกับดินและน้ำต้องเข้าโรงพยาบาล

โฆษณา - Advertising

หญิงคนหนึ่งในชุมชนบ้านแควววัวดำ เล่าว่าเธอไปตรวจร่างกายมาแล้วก็พบสารเคมี หลังจากน้ำท่วมครั้งนั้น เธอไม่มีความสุขอีกเลย แมลงต่างๆ และอึ่งอ่างเข้ามาในบ้าน เธอรู้สึกกังวลตลอดเวลาว่าจะเกิดน้ำท่วมอีกไหม

เธอเล่าต่อไปว่าหลายคนในชุมชนนี้ป่วยเป็นซึมเศร้า มีอยู่กรณีหนึ่งที่สะเทือนใจอย่างมาก คือคนหนึ่งในชุมชนแห่งนี้ที่ไปทำงานต่างประเทศ เก็บเงินสร้างบ้านจากน้ำพักน้ำแรง แต่น้ำท่วมครั้งนั้นทำให้บ้านของเขาพังทั้งหลัง หลังสิ่งที่สร้างมาหายวับไปทั้งหมด เขาก็ป่วยเป็นซึมเศร้าและตัดสินใจจบชีวิตตนเอง

ทางด้าน วิโรจน์ พนาสง่าวงศ์ ชาวปกาเกอะญอในชุมชนบ้านแควววัวดำ เล่าว่าเดิมทีตัวเขาเป็นคนที่ชอบตกปลามาก แต่ปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยน ไม่สามารถตกปลาได้เหมือนเดิม ลงน้ำไปครึ่งตัวก็คันครึ่งตัว ตอนนี้เวลาไปซื้อผักก็ต้องถามคนขายว่าปลูกที่ไหน ใช้น้ำที่ไหนรดผัก 

ชาวปกาเกอะญออีกรายหนึ่งบอกด้วยว่า ผู้ประกอบการร้านค้าริมน้ำ จาก ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่มาถึง จ.เชียงราย ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างหนัก จากการจับปลา-ค้าขาย-ปลูกพืชริมน้ำที่ทำไม่ได้อย่างเคย เทียบกับเมื่อก่อนที่ถ้าเอาปลามาขาย 3 ชั่วโมงก็หมดแล้ว 

‘ธรรมยาตรา’ เดินสื่อสารสายน้ำปนเปื้อน ใช้ธรรมมะเป็นแกนขยายแนวร่วม

ในช่วงที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ได้ร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมเดินรณรงค์ที่ใช้ชื่อว่า “ธรรมยาตรา” พระสงฆ์ สามเณร ภาคประชาสังคม และประชาชนทั้งฝั่งไทยและพม่า ร่วมเดินไปตามเส้นทางริมแม่น้ำกก จ.เชียงราย เพื่อสื่อสารผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษใน 6 ลุ่มน้ำที่เผชิญปัญหาคล้ายๆ กัน (แม่น้ำกก แม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรี)

ความพิเศษของกิจกรรมนี้คือการนำหลักธรรมมะมาผสมผสานกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ช่วงเวลาที่มีการเดินก็ถือเป็นการเชื่อมโยงสองวันสำคัญที่อยู่ไม่ห่างกัน คือออกเดินจาก อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ตั้งแต่ 31 พ.ค. (วันวิสาขบูชา) และสิ้นสุดการเดินในวันที่ 5 มิ.ย. (วันสิ่งแวดล้อมโลก) ณ ศาลากลาง จ.เชียงราย

เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนับเป็นวันที่สี่ของการเดินธรรมยาตรา พระมหานิคม มหาภินิกฺขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดท่าตอน พระอารามหลวง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับคณะสื่อมวลชนว่าตลอดเส้นทางใน จ.เชียงใหม่และเชียงราย ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดี สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นคือการทำให้ผู้คนหันมาสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับแม่น้ำ ในบางพื้นที่ก็ยังไม่มีไฟฟ้าเลย ทำให้เห็นว่าประชาชนยังเข้าไม่ถึงข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการปนเปื้อนและผลกระทบที่เกิดขึ้น 

“สถานการณ์กำลังเลวร้ายลง แม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน คือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คนและอารยธรรม เป็นดั่งมารดาของสรรพชีวิต เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน ผลกระทบก็จะยาวนานและส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลัง ยิ่งปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไป สารพิษก็ยิ่งสะสมในระบบนิเวศมากขึ้นทุกปี”

“ประชาชนจำนวนมากรับรู้ว่ามีปัญหาเกิดขึ้น แต่ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ แนวทางแก้ไข และผู้ที่ควรรับผิดชอบ หลายชุมชนรู้สึกว่าปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าที่พวกเขาจะจัดการได้เพียงลำพัง ธรรมยาตราจึงเป็นโอกาสในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความหวังให้กับผู้คน”

พระมหานิคม มหาภินิกฺขมฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดท่าตอน กล่าวว่าข้อเรียกร้องสำคัญคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือกิจกรรมเหมืองแร่ที่ขาดความรับผิดชอบในพื้นที่ต้นน้ำ การทำเหมืองจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากไม่สามารถป้องกันมลพิษได้ ก็ควรยุติหรือระงับการดำเนินงานไว้ก่อนจนกว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสม

ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสิ่งแวดล้อม แต่กระทบต่อการท่องเที่ยว สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ขณะนี้เข้าสู่ปีที่สองของวิกฤตแล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน

นอกจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว ยังจำเป็นต้องมีมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาชุมชนที่ได้รับผลกระทบด้วย ปัจจุบันโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถไว้วางใจแม่น้ำกกในฐานะแหล่งน้ำที่ปลอดภัยได้อีกต่อไป

“การตอบสนองของภาครัฐยังค่อนข้างล่าช้า ทั้งที่แม่น้ำเป็นเรื่องของความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต การเกษตร และเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก หากแม่น้ำกกถูกทำลาย ก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค”

ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดท่าตอน กล่าวต่อไปว่าทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้ในช่องทางที่แตกต่างกัน ชุมชนในเมียนมาก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่หลายคนไม่สามารถแสดงความเห็นหรือเคลื่อนไหวได้อย่างเปิดเผยเพราะข้อจำกัดด้านสถานการณ์ความมั่นคง ดังนั้นผู้ที่อยู่ในประเทศไทยจึงมีโอกาสมากกว่าในการส่งเสียงและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ ชุมชนลุ่มน้ำต่างๆ ที่มีการปนเปื้อน ต่างประกอบไปด้วยผู้คนที่มีภูมิหลัง ความเชื่อ และอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน จากการที่ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปพูดคุยพบว่าผู้ที่มาร่วมกิจกรรมเดินรณรงค์-เสวนามีทั้งกลุ่มชาวไทยเชื้อสายปกาเกอะญอ ณ บ้านแคววัวดำที่นับถือศาสนาคริสต์, ชาวไทยชาติพันธุ์ลาหู่, ชาวไทยชาติพันธุ์ม้ง, ชาวเชื้อสายปกาเกอะญจากลุ่มน้ำสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ที่นับถือศาสนาพุทธ ฯลฯ

เชียงรายไม่มีศูนย์ตรวจโลหะหนัก-ท้องถิ่นอำนาจจำกัด รัฐราชการรวมศูนย์ซ้ำเติมปัญหา

นอกจากผลกระทบจากการปนเปื้อนของสารพิษแล้ว อีกหนึ่งประเด็นที่สะท้อนออกมาจากเรื่องเล่าของแหล่งข่าวหลายคน คือ ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพชัดเจน-ระบบรัฐราชการรวมศูนย์ ขณะที่องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใกล้ชิดคนในพื้นที่ก็ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะงบประมาณและอำนาจมีจำกัด ประชาไทขอสรุปประเด็นหลักๆ จากที่ได้รับฟังมาไว้ดังนี้ 

  • ดร. สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลตั้งศูนย์ตรวจโลหะหนักปนเปื้อนในน้ำและห่วงโซ่อาหาร ที่ จ.เชียงราย โดยกระจายไปที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย เพื่อให้สามารถทราบผลตรวจได้อย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ เพราะว่าจนถึงปัจจุบันการตรวจน้ำต้องส่งไปที่ กทม. กว่าจะได้ผลใช้ระยะเวลา 1 เดือน ซึ่งแปลว่าผลที่ได้เป็นผลย้อนหลัง
  • โอฬาร ปัญญาตระกูล รองนายกเทศบาลตำบลแม่ยาว จ.เชียงราย เล่าว่าตำบลแม่ยาวมีพื้นที่ป่าครอบคลุมส่วนใหญ่ของตำบล โดยพื้นที่ป่าจะมีหน่วยงานหลักที่ดูแลคือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขณะที่งบประมาณของท้องถิ่น ส่วนที่เป็นงบสำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีประมาณ 10% เท่านั้น
  • ศิริรัตน์ สันธิ ปลัดเทศบาลตำบลแม่ยาว มองว่าการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกกเป็นภัยคุกคามความมั่นคงแบบองค์รวม ถือเป็นภัยระดับชาติ ถ้าจะให้ดีเธอมองว่าองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตลอดแนวพื้นที่ริมแม่น้ำต้องมาวางแผนร่วมกัน เพื่อทำข้อเสนอไปที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
  • แสงระวี สุวีรการย์ รองประธานมูลนิธิร่มโพธิ์  อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อปีที่แล้วคนใน ต.ท่าตอน ได้ต้อนรับ สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส.ที่เข้ามารับฟังปัญหา โดยทางชุมชนเสนอให้ปิดเหมืองและขอแหล่งน้ำปลอดภัย ซึ่งพวกตนรอมาแล้ว 10 เดือน ยังไม่ได้รับการตอบรับ ชาวบ้านท่าตอนต้องซื้อน้ำกินน้ำใช้แพงกว่าคนในเมืองถึง 15 เท่า ทางมูลนิธิฯ ได้ขอให้สร้างพื้นที่กักเก็บน้ำ รวมทั้งขอให้ทำแผนที่มลพิษ (Pollution mapping) ใน ต.ท่าตอน ทั้งหมด เนื่องจากพื้นที่ที่โดนน้ำท่วมน่าจะประมาณ 1 ใน 4 แต่พืชผักในท่าตอนทั้งหมดส่งออกไม่ได้เลย จึงต้องการให้มีการจัดทำแผนที่มลพิษเพื่อจำกัดพื้นที่ความเสียหาย และเพื่อให้ง่ายต่อการเยียวยาด้วย

เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมจอมกิตติ ศาลากลางจังหวัดเชียงราย ตัวแทนเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง สาละวิน ร่วมหารือกับ พล.ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ซึ่งเป็นตัวแทนมารับฟังและรับหนังสือข้อเรียกร้องของเครือข่ายฯ โดยในที่ประชุมมี มณีรัฐ เขมะวงศ์ สมาชิกวุฒิสภา จ.เชียงราย, ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการมลพิษทางน้ำข้ามแดน และ ชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย เข้าร่วมหารือด้วย 

ช่วงหนึ่งของการหารือในห้องประชุมดังกล่าว มีประชาชนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ข้างหลังห้องได้ชูป้ายผ้าขนาดยาวที่มีข้อความว่า “รัฐบาลทำห่าอะไรอยู่” ต่อมา ชูชีพ ผู้ว่าราชการ จ.เชียงราย ที่นั่งอยู่หน้าห้องได้ขอให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวนำป้ายผ้าลง โดยบอกด้วยว่าทางศาลากลางจังหวัดให้ใช้ห้องประชุมนี้โดยที่ไม่คิดค่าใช้จ่าย จึงขอให้ประชาชนเคารพต่อห้องประชุมอันศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วย ขณะที่ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือ ครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ ก็ได้กล่าวว่าขอให้นำป้ายลงก่อน จากนั้นจึงมีการนำป้ายลง การหารือก็ดำเนินต่อไป

ในช่วงท้ายของการหารือ พล.ต.ต. นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วย รมว.ทส. กล่าวในห้องประชุมว่า รมว.ทส.สุชาติ ชมกลิ่น ติดภารกิจจึงได้มอบหมายให้ตนมารับฟังปัญหาที่นี่แทน ตนยืนยันว่า รมว.ทส.ให้ความสำคัญต่อเรื่องการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำ ที่นี่ก็เป็นที่แรกที่ รมว.ทส.มาลงพื้นที่หลังจากเข้ารับตำแหน่งนี้มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอนุทิน 1 โดย รมว.ทส.ฝากมาบอกพี่น้องประชาชนว่าเขามีความห่วงใยชาวบ้านจริงๆ ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ยอมรับว่าบางเรื่องก็อาจล่าช้า

เดอะรีพอร์ตเตอร์รายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงท้ายของการประชุม พล.ต.ต. นันทชาติ ได้เสนอให้มีการจัดตั้ง "คณะกรรมการร่วม" เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจะให้ตัวแทนของเครือข่ายภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย แต่ทางที่ประชุมมีความเห็นร่วมกันว่า จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นคณะกรรมการในระดับชาติ เพื่อให้มีอำนาจในการสั่งการและบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ พร้อมทั้งยืนยันในเจตนารมณ์ที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีเดินทางมาลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากปากของชาวบ้านด้วยตนเอง 

เมื่อเสร็จสิ้นการหารือ เครือข่ายประชาชน 6 ลุ่มน้ำ ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยเรียกร้องให้ยกระดับวิกฤตแม่น้ำปนเปื้อนสารพิษข้ามพรมแดนเป็นวาระแห่งชาติ โดยมี พล.ต.ต. นันทชาติ เป็นผู้รับข้อเรียกร้อง 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising