เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์แลกเปลี่ยน พิจารณาปัญหาอย่างเป็นองค์รวมเชื่อมโยงถึงกันไม่แยกส่วนและเพื่อความสะดวกในการสืบค้นแสวงหาข้อมูลสำหรับผู้สนใจ ขอตั้งชื่อบทความนี้และบทความที่จะเขียนในตอนต่อๆ ไปเหมือนกันว่า “เลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรง ??? (ตอน...)”
บทความสามตอนที่ผ่านมาได้กล่าวถึง ที่มาของฝ่ายบริหาร การกระจายอำนาจ และบทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระ วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง ที่มาของฝ่ายนิติบัญญัติ
ก่อนอื่นขอนำมุมมองความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมืองการปกครองในหนังสือ ธรรมะกับการเมือง ของท่านพุทธทาสภิกขุ มาวิเคราะห์แลกเปลี่ยน
เนื้อหาในหนังสือสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับระบบการเมืองไว้ว่า การเมืองในโลกมี 2 ระบบเท่านั้น คือ การเมืองบริสุทธิ์ หมายถึง การจัดหรือการกระทำเพื่อให้คนในสังคมอยู่อาศัยร่วมกันอย่างผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา (ไม่ใช้อาวุธ ศาสตรา เข่นฆ่าทำร้ายกัน) เป็นการเมืองที่มีความมุ่งหมายอันบริสุทธิ์ของธรรมชาติหรือ ธรรม ซึ่งมีอยู่ 4 ความหมาย คือ
1. ตัวธรรมชาติ หรือ สภาวธรรม หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างหรือปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตไม่มีชีวิต เป็นรูปธรรม นามธรรม มองเห็นมองไม่เห็น ถือเป็นธรรมชาติทั้งสิ้น อาจกล่าวได้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ แม้แต่นิพพานก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง
2. กฎธรรมชาติ หมายถึง กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติ ที่เรียกว่า สัจธรรม เช่น กฎแห่งไตรลักษณ์ กฎแห่งกรรม กฎแห่งแรงโน้มถ่วงของโลก กฎแห่งการสืบพันธ์หรือพันธุกรรมต่างๆ เป็นต้น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ล้วนตั้งอยู่หรือเป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์แห่งธรรมชาติทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดที่เป็นข้อยกเว้นหรืออยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
3. หน้าที่ตามกฎธรรมชาติ หรือเรียกเป็นภาษาบาลีว่า ปฏิปัตติธรรม คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติหรือพึงปฏิบัติ สิ่งมีชีวิตทุกชนิดรวมทั้งมนุษย์ด้วยต้องทำหน้าที่ตามกฎธรรมชาติ จะหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติไม่ได้ มิฉะนั้นย่อมไม่อาจมีชีวิตอยู่รอด เช่น มนุษย์เราต้องมีหน้าที่กิน นอน ขับถ่าย ศึกษาเรียนรู้ ทำงานหาเลี้ยงชีพ ฝึกฝนพัฒนาจิต รวมตลอดถึงหน้าที่อันพึงมีต่อครอบครัวและสังคมส่วนรวม หากใครละทิ้งหน้าที่ย่อมหมายถึงการละทิ้งธรรมะ หากใครบกพร่องต่อหน้าที่ย่อมหมายถึงการบกพร่องต่อการปฏิบัติธรรม คนที่บกพร่องต่อหน้าที่หรือการปฏิบัติธรรมย่อมไม่อาจเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบได้และชีวิตจะมีแต่ปัญหากับความทุกข์
4. ผลที่เกิดขึ้นตามกฎธรรมชาติ หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามกฎธรรมชาตินั้นๆไม่มีอะไรที่ทำไปแล้วจะไม่เกิดผลขึ้นมา ในระดับสูงเรียกว่า ปฏิเวธธรรม คือ ผลที่เราได้รู้สึกด้วยจิตใจของเรา ผลจะเกิดขึ้นตรงตามกฎของธรรมชาติเสมอไป ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้ กรณีผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์นั้นจะมี 2 ลักษณะ คือ ถ้าทำถูกต้องก็จะเป็นผลที่พึงปรารถนา แต่ถ้าทำผิดผลที่ออกมาก็จะไม่พึงปรารถนา เช่น ผลที่เกิดจากการทำความดีย่อมออกมาเป็นความดีก่อให้เกิดความสุข ผลที่เกิดจากการทำชั่วย่อมออกมาเป็นความชั่วและก่อให้เกิดความทุกข์ เป็นต้น
การเมืองบริสุทธิ์จะมีความเกี่ยวพันกับธรรมในสี่ความหมายดังกล่าวอย่างสนิทแน่นแฟ้นแยกจากกันไม่ได้เลย โดยเฉพาะข้อสามกับข้อสี่ หากมนุษย์ทำหน้าที่ตามกฎธรรมชาติอย่างถูกต้องก็จะก่อให้เกิดผลคือ การอยู่อาศัยร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข
อีกระบบหนึ่งเรียกว่า ระบบคดโกง หรือการเมืองของคนพาล มีจุดมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือกลุ่มพวกของตนเป็นสำคัญและประโยชน์ที่ว่านั้นก็ไม่ใช่ประโยชน์อันแท้จริง เพราะเป็นเรื่องของกิเลสตัณหา เป็นเรื่องทางเนื้อหนัง กิน กาม เกียรติ เน้นความสุขทางวัตถุธรรมเป็นเป้าหมายสูงสุด คำว่าสันติภาพในความหมายของนักการเมืองระบบนี้คือ โลกทั้งโลกต้องอยู่ภายใต้อำนาจของเขา เมื่อเขาเป็นผู้ครองโลกโดยสมบูรณ์แล้วความสงบสุขก็จะเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เพราะเมื่อต่างคนหรือต่างพวกก็ต่างคิดจะครองโลก แล้วสันติภาพจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
สำหรับระบบการเมืองที่เรียกชื่อกันต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการ ราชาธิปไตย สังคมนิยมหรือประชาธิปไตยนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงวิธีการเท่านั้นไม่ใช่หัวใจหรืออุดมคติ เพราะคนในโลกนี้อยู่ในที่ต่างกัน มีจิตใจต่างกัน ย่อมทำอะไรไม่เหมือนกัน อีกทั้งวิธีการที่ใช้ต้องเหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไปด้วย แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีการอย่างไร หากประกอบด้วยธรรมแล้ว ย่อมสามารถแก้ไขปัญหาและทำให้สังคมมีความสงบสุขได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าก็เป็นผู้เผด็จการเพราะดำรงพระองค์อยู่เหนือวินัยแต่ด้วยความรักความเมตตา ด้วยความเป็นธรรม เผด็จการของพระองค์จึงสำเร็จประโยชน์
ในทางตรงข้ามหากไม่ประกอบด้วยธรรมวิธีการไหนก็ใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะวิธีการที่เรียกว่าประชาธิปไตยนั้น หากไม่ประกอบไปด้วยธรรมจะเลวร้ายที่สุด เพราะเปิดหมดต่างคนต่างใช้กิเลสยื้อแย่งกัน ระบบอื่นเขายังมีควบคุม ยังมีบังคับ ยังมีให้อยู่ในร่องในรอย ประชาธิปไตยจึงเหมาะสำหรับคนที่มีธรรมะ ถ้าไม่มีธรรมะก็เป็นเครื่องทำลายโลก เผด็จการยังจะดีเสียกว่า เพราะยังควบคุมกันได้บ้าง แต่ประชาธิปไตยจะควบคุมกันไม่ได้เลย
การเมืองในโลกปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นระบบคดโกงไม่มีธรรมจึงเกิดความเดือดร้อนวุ่นวายดังที่เห็นกันอยู่และจะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ สภาไม่ใช่ที่ประชุมของสัตบุรุษแต่เป็นสถานที่ของกลุ่มคนมานั่งทะเลาะทุ่มเถียงกันไม่มีจุดหมายเพื่อความสงบสันติอย่างแท้จริง แย่งกันครองเมืองด้วยการต่อสู้กันอย่างดุร้าย พวกต่อต้านนายทุนก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า เมื่อสำเร็จแล้วตนเองจะกลายไปเป็นนายทุนเสียเองในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือไม่ นักการเมืองระบบนี้อย่างดีที่สุดก็เป็นได้เพียงแค่ผู้หาประโยชน์ให้แก่ชาติของตนโดยไม่คำนึงถึงชาติอื่น ความสงบสุขจึงไม่เกิดขึ้นในโลก
การแก้ไขปัญหาการเมืองจึงได้แก่ การทำให้คนในสังคมยอมรับว่า การเมืองคือธรรมะ ธรรมะคือการเมือง ถ้าไม่มีธรรมะก็แก้ปัญหาไม่ได้ ธรรมะกับการเมืองต้องอยู่ด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน นักการเมืองที่ดีไม่ใช่เพียงแต่มีความตั้งใจจริง มีความซื่อสัตย์เท่านั้น ต้องมีความรู้เรื่องธรรมอย่างถูกต้องด้วย
หัวใจหลักสำคัญของธรรมคือ อิทัปปัจจยตาคือ กฎธรรมชาติที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีเหตุแล้วเป็นไปตามเหตุ เมื่อมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น อิทัปปัจจยตาเป็นเหมือนพระเจ้าในศาสนาพุทธ พระเจ้าอิทัปปัจจยตาคือนักการเมืองสูงสุด ยอดสุดของนักการเมือง โลกนี้อยู่ภายใต้การควบคุมจัดการของพระเจ้าอิทัปปัจจยตาซึ่งเป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลาย พระเจ้าอิทัปปัจจยตาไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ใคร มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง บริสุทธิ์ ยุติธรรม หากไปทำกับพระเจ้าอิทัปปัจจยตาในรูปแบบที่ออกมาเป็นความวินาศ มันก็เป็นความวินาศ ถ้ากระทำไปในรูปแบบที่เกิดความเจริญก็เจริญ
ต่อคำถามที่ว่า แล้ววิธีการหรือระบอบการปกครองแบบไหนดีที่สุด ท่านพุทธทาสบอกว่า คงไม่อาจพูดว่าระบอบไหนดีได้ ถ้าไปแยกเป็นส่วนๆแล้ว มันมีทางผิดทั้งนั้น พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อย่าไปพูดผ่าซากลงไปในด้านใดด้านหนึ่งโดยส่วนเดียว มันจะถึงที่สุดแห่งความโง่” จะพูดว่าต้องประชาธิปไตย ต้องเผด็จการ ต้องสังคมนิยม มันจะเป็นความโง่สุดเหวี่ยงทิศหนึ่งทางหนึ่งเสมอ บางสัดบางส่วนบางกรณีบางความหมายก็ควรเผด็จการอย่างยิ่ง บางความหมายก็เป็นประชาธิปไตย เราต้องรู้ว่ากรณีอย่างไรต้องเผด็จการ กรณีอย่างไรต้องประชาธิปไตย การยึดติดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เป็นขวาจัดซ้ายจัด อะไรจัดก็โง่ทั้งนั้น มันต้องแล้วแต่พระเจ้าอิทัปปัจจยาตาซึ่งฉลาดที่สุด ควรตรงก็ตรง ควรซ้ายก็ซ้าย ควรขวาก็ขวา
จากมุมมองความเห็นของท่านพุทธทาสดังกล่าว ขอตั้งข้อสังเกตและแสดงความคิดเห็นด้วยความเคารพในธรรมว่า โดยที่ประชาธิปไตยมีหลักการพื้นฐานอันสำคัญยิ่งข้อหนึ่งคือ การยึดมั่นในหลักนิติรัฐ ทุกคนในสังคมรวมทั้งผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของกฎหมาย การใช้สิทธิเสรีภาพทั้งหลายทั้งปวงจะเกินขอบเขตของกฎหมายไม่ได้ การทำหน้าที่ของทุกคนทุกฝ่ายต้องมีการถ่วงดุลตรวจสอบเสมอ ดังนั้น ในสังคมประชาธิปไตยจึงไม่อาจมีใครทำอะไรตามอำเภอใจเพื่อสนองกิเลสตัณหาของตนเองได้ทุกอย่าง ต่างจากเผด็จการที่เฉพาะประชาชนเท่านั้นอยู่ภายใต้กฎหมาย ขณะที่ผู้ปกครองจะอยู่เหนือกฎหมาย สิทธิเสรีภาพแทบทุกอย่างของผู้ปกครองจึงเปิดหมด ซึ่งหากเป็นเผด็จการที่ไม่ประกอบด้วยธรรมก็จะเลวร้ายที่สุด บ้านเมืองจะปั่นป่วนวุ่นวายไม่สงบสุข ประชาชนจะเป็นทุกข์เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
นอกจากนั้น ยังเห็นว่าหากพิจารณาถึงกฎธรรมชาติที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์มีสมองมีปัญญาสามารถฝึกฝนเรียนรู้และพัฒนาไปสู่สิ่งดีงามได้ และมนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันจึงอยู่รอด การพัฒนามนุษย์ก็ต้องอาศัยมนุษย์ด้วยกันแล้ว ด้วยหลักการพื้นฐานและกลไกของประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพ การกระจายอำนาจ และเปิดโอกาสให้ทุกคนในสังคมได้มีส่วนร่วม จึงมีลักษณะที่เอื้อหรือเกื้อหนุนให้ประชาชนได้มีโอกาสศึกษาเรียนรู้และพัฒนาชีวิตให้เจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป อันเป็นการสร้างเหตุปัจจัยให้เกิดความผาสุกในสังคมตามกฎอิทัปปัจจยตานั่นเอง ขณะที่เผด็จการนั้นจะมีลักษณะบั่นทอนปิดกั้นขัดขวางโอกาสการพัฒนาศักยภาพของผู้คนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดอิสรภาพในการแสดงความคิดเห็น ทำให้ตกเป็นทาสทางสติปัญญา
อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยจะช่วยทำให้สังคมก้าวเดินไปข้างหน้าได้เรื่อยๆ อาจมีล้มลุกคลุกคลานลองผิดลองถูกหรือล่าช้าไปบ้างซึ่งก็คงจะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่างๆมากมาย แต่สิ่งที่จะได้รับอย่างแน่นอนคือการสั่งสมพอกพูนประสบการณ์และได้เรียนรู้ความผิดพลาดอันจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการสร้างรากฐานประเทศชาติบ้านเมืองให้มั่นคงแข็งแรงและพัฒนาก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป ขณะที่เผด็จการนั้นบางยุคสมัยอาจดีสูงสุดถึงระดับหนึ่ง แต่ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องการคานดุลตรวจสอบการใช้อำนาจ ไม่ช้าไม่นานก็จะมีแต่ทรงกับทรุด บทสรุปสุดท้ายของจอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายจึงมักจะจบลงด้วยการเป็นทรราชย์เสมอ
จากเหตุผลดังที่วิเคราะห์มา เมื่อพิจารณาประกอบกับหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแล้ว จึงน่าจะสรุปได้ว่า คำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิล อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรที่ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุด แต่เป็นรูปแบบการปกครองที่เลวน้อยที่สุด” เป็นความจริง
เพราะฉะนั้น ขอประชาชนคนไทยทั้งหลายจงมั่นใจในระบอบประชาธิปไตย มั่นใจในการเลือกตั้ง อย่าวอกแวกหรือลังเลสงสัยใดๆทั้งสิ้น และเมื่อมั่นใจในประชาธิปไตยแล้ว ก็ต้องมั่นใจในประชาชน อย่าวิตกกังวลหรือดูหมิ่นดูแคลนว่าประชาชนไร้ซึ่งปัญญา เห็นแก่วัตถุ ทรัพย์สินเงินทองหรือมัวเมาลุ่มหลงซึ่งกิเลสตัณหา เพราะนั่นเป็นปัญหาที่เราจะต้องเรียนรู้และคิดหาทางแก้ไขร่วมกัน การมั่นใจในประชาธิปไทย มั่นใจการเลือกตั้ง ก็คือการมั่นใจในตัวเอง การหมิ่นแคลนประชาชน หมิ่นแคลนคนไทยก็เท่ากับหมิ่นแคลนตัวเอง เพราะทุกคนก็คือประชาชนคือคนไทย
มีปัญหาต้องพิจารณาว่า เราจะกำหนดรูปแบบหรือระบบการเลือกตั้งฝ่ายนิติบัญญัติกันอย่างไร เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ถูกต้องเหมาะสม ถูกที่ถูกตำแหน่ง สามารถทำหน้าที่ได้อย่างลงตัวหรือประสานสอดคล้องกลมกลืนกันตามแนวทางแก้ไขปัญหาแบบ harmonize
โจทย์ข้อแรกคือ เราควรจะมีสภาเดียวหรือสองสภา ประเด็นนี้เห็นว่า จากประสบการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยเหตุปัจจัยและเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือ ส.ส. ซึ่งเป็นตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรงยังมีปัญหาอยู่ไม่น้อย อีกทั้ง ด้วยบทเรียนประวัติศาสตร์ ที่มาที่ไป อะไรต่อมิอะไร ในสังคมไทย ทั้งในที่ลับที่แจ้ง มืดสว่าง พูดได้ไม่ได้ ฯลฯ เพื่อความรอบคอบและความไม่ประมาทจึงเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาหรือ ส.ว. ยังมีความจำเป็นอยู่ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงต้องทบทวนปรับเปลี่ยนเรื่องบทบาทหน้าที่กันขนานใหญ่ มิให้มีขอบเขตกว้างขวางมากเกินไป โดยควรกำหนดให้มีหน้าที่หลักเฉพาะการกลั่นกรองกฎหมายเท่านั้น
โจทย์ข้อต่อไปคือ รูปแบบการเลือกตั้ง ส.ส. ควรเป็นอย่างไร ผู้เขียนเห็นว่า ทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเขตเล็ก เขตใหญ่ เขตเดียวเบอร์เดียว แบ่งเขตรวมเบอร์หรือเรียงเบอร์ ฯลฯ น่าจะมีทั้งข้อดีข้อเสียของ “ระบบ” พอๆกัน ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยมีประสบการณ์ ลองผิดลองถูก มาแล้วมากมาย รู้จุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละระบบเป็นอย่างดี ขอไม่วิเคราะห์วิจารณ์ในรายละเอียด แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ว่าจะเลือกใช้รูปแบบการเลือกตั้งแบบไหน อย่างไร “คน” ย่อมเป็นปัจจัยหลักสำคัญเสมอต่อความสำเร็จหรือล้มเหลว
ดังนั้น จึงต้องเน้นให้ความสนใจแก้ไขปัญหาเรื่องคนอย่างจริงจังมากเป็นพิเศษ ซึ่งการจัดการปัญหาเรื่องคนนั้น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “นิติศาสตร์แนวพุทธ” ตอนหนึ่งว่า การบัญญัติกฎหมายในสังคมมนุษย์มี 2 แนวทาง คือ
1. การปกครองเพื่อให้สังคมสงบเรียบร้อยก็จะเป็นการปกครองด้วยอำนาจหรือเน้นการใช้อำนาจ กฎหมายก็จะมุ่งบังคับและควบคุมโดยเน้นการกำจัดคนชั่ว ด้วยการลงโทษคนทำความผิด
2. ในระบบสังคมที่ถือคติว่าการปกครองเป็นการสร้างสังคมที่ดีขึ้นมา เพื่อเป็นสภาพที่เอื้อให้มนุษย์ได้พัฒนาตนเข้าสู่ชีวิตที่ดีงาม การบัญญัติกฎหมายก็จะเน้นการศึกษา เน้นการสร้างและส่งเสริมคนดีมากกว่าการพยายามกำจัดคนชั่ว
แต่โดยที่สังคมในขณะหนึ่งๆ ย่อมมีคนที่อยู่ในระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันหลากหลาย การปกครองและกฎหมายจึงต้องทำหน้าที่ทั้งสองด้านพร้อมๆกันไปคือ ทั้งส่งเสริมคนดีและกำราบคนร้าย แต่ต้องมีจุดเน้นที่การสร้างและส่งเสริมคนดีเป็นสำคัญ เพราะวิถีทางนี้เป็นแนวทางที่สร้างสรรค์เป็นแนวทางที่มุ่งพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้าไปสู่ความดีงามยิ่งๆขึ้นไป หากเน้นการกำราบคนร้าย ด้วยการใช้อำนาจบังคับและการลงโทษจะเกิดความรู้สึกในเชิงปฏิปักษ์และก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งตามมา
โจทย์ข้อสุดท้ายคือ ที่มาของ ส.ว. ควรเป็นอย่างไร แนวคิดนิติศาสตร์แนวพุทธมีหลักการสำคัญคือ กฎมนุษย์หรือกฎหมายที่ดีนั้น ต้องมีความสัมพันธ์สอดคล้องกลมกลืนลงตัวกับกฎธรรมชาติ แต่ปัญหาก็คือว่าในเรื่องหนึ่งๆ นั้น มีกฎธรรมชาติเข้าไปเกี่ยวข้องมากมายหลายกฎหลายลักษณะ ทั้งโดยตรงโดยอ้อมมากน้อยแตกต่างกันไป ดังนั้น ในการออกกฎหมายจึงต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ที่แตกต่างหลากหลายกันให้มากที่สุด เพื่อจะได้ร่วมกันคิดร่วมกันพิจารณาในทุกมิติแง่มุมของปัญหาอย่างถี่ถ้วนรอบคอบ
จากหลักการแนวคิดดังกล่าว เมื่อนำไปพิจารณาประกอบกับแนวคิดเรื่องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย จึงขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ดังนี้
โดยที่ระบบแต่งตั้งหรือสรรหามีจุดเด่นคือ เปิดโอกาสให้สามารถเลือกสรร ส.ว. ได้อย่างหลากหลาย แต่ก็มีจุดอ่อนเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนและระบบอุปถัมภ์ ขณะที่ระบบเลือกตั้งมีจุดเด่นเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่มีจุดอ่อนเรื่องคุณสมบัติของ ส.ว. ที่อาจไม่ครบถ้วนหลากหลายตามที่ต้องการ และปัญหาเรื่องการเอื้อประโยชน์ในทางการเมือง การซื้อสิทธิ์ขายเสียง ดังนั้น จึงเห็นว่าควรเดินทางสายกลางด้วยการนำระบบแต่งตั้งกับระบบเลือกตั้งมาผสมผสานกันให้เหมาะสมลงตัว
ข้อเสนอคือ ส.ว. ควรมาจากตัวแทนของกลุ่มคนต่างๆ ในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะประกอบอาชีพสาขาใด เป็นต้นว่า นักธุรกิจ เกษตรกร ผู้ใช้แรงงาน ข้าราชการพลเรือน ครูอาจารย์ ทหาร ตำรวจ อัยการ ศาล ทนายความ แพทย์ วิศวกร พนักงานรัฐวิสาหกิจ สื่อมวลชน กลุ่มคนพิการ ฯลฯ หรือแม้กระทั่งบุคลากรในสถาบันศาสนา เพราะความรู้ทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ฯลฯ เปรียบเสมือนมีดดาบ ยิ่งรู้มากก็ยิ่งคมมาก ซึ่งหากความรู้นั้นไม่มีธรรมกำกับ ก็นับว่าน่าอันตรายอย่างยิ่ง
สำหรับวิธีการให้ได้มาซึ่งตัวแทนของแต่ละกลุ่มนั้น แนวทางวิธีการตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในมาตรา 1๐๗ ที่กำหนดให้ผู้สมัครของแต่ละกลุ่มเลือกกันเองไขว้กันไปมา ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ มีความยุ่งยากซับซ้อน ก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จึงเห็นควรปรับเปลี่ยนวิธีการใหม่ด้วยการให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมดในแต่ละกลุ่มลงคะแนนเลือกตั้งตัวแทนของกลุ่มตนเองโดยตรง โดยอาจกำหนดกฎเกณฑ์กติกาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม
ตัวอย่างเช่น ตัวแทนมหาวิทยาลัยอาจกำหนดให้ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งได้แก่ บุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งบริหารตั้งแต่คณบดีขึ้นไปหรือมีตำแหน่งทางวิชาการเป็นรองศาสตราจารย์ขึ้นไป ตัวแทนศาลอาจเลือกตั้งจากอดีตประธานศาลฎีกาหรือผู้ที่กำลังดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาเป็นต้นไป ตัวแทนทหารหรือตำรวจอาจเลือกตั้งจากบุคคลที่มียศพลตรีหรือพลตำรวจตรีขึ้นไป ตัวแทนกลุ่มนักธุรกิจอาจเลือกตั้งจากอดีตประธานสภาหอการค้าไทยหรือประธานกรรมการหอการค้าจังหวัดต่างๆกลุ่มสื่อสารมวลชนอาจเลือกตั้งจากผู้บริหารหรือบรรณาธิการของสื่อแต่ละแขนง ตัวแทนฝ่ายแรงงานอาจแบ่งเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง ตัวแทนเกษตรกรอาจแบ่งเป็นกลุ่มชาวนา ชาวสวนยาง ชาวประมง ฯลฯ เป็นต้น
แน่นอนว่า บางกลุ่มบางอาชีพอาจมีปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติอยู่บ้าง แต่หากเรายอมรับหลักการวิธีคิดดังกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม ก็คงไม่เหลือวิสัยที่จะช่วยกันคิดสร้างกฎเกณฑ์กติกากัน
กรณีตัวแทนที่มาจากกลุ่มข้าราชการนั้น บางท่านอาจมองว่าไม่ใช่ตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงและอาจไม่เข้าใจถึงความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้อง แต่ก็ขอแย้งว่าอย่าลืมว่าข้าราชการก็คือ ประชาชนเหมือนกัน และเป็นประชาชนกลุ่มใหญ่ที่มีความรู้ความสามารถ มีการศึกษาที่ดี โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงหรือข้าราชการบำนาญ กว่าจะก้าวไปถึงจุดนั้นเขาได้สั่งสมพอกพูนความรู้และประสบการณ์ต่างๆมากมาย การเปิดโอกาสให้ตัวแทนข้าราชการเข้าไปทำหน้าที่ในฐานะ ส.ว. จึงน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมไม่น้อย
สำหรับปัญหาเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การเล่นพรรคเล่นพวกหรือระบบอุปถัมภ์นั้น อย่างไรเสียเราก็ต้องยอมรับความจริงกันว่า คงจะอยู่คู่กับสังคมไทยไปอีกยาวนาน ซึ่งก็คงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่จะต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำเพื่อแก้ไขปัญหากันต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การศึกษาการช่วยกันติดอาวุธทางปัญญาให้กับตัวเองและผู้คนในสังคม
ท้ายนี้ ขอนำคำกล่าวของโสกราติส ปราชญ์เมธีชาวเอเธนส์ ฝากเป็นแง่คิด “การที่คนเราทำอะไรนั้นเขาย่อมทำตามความรู้ที่เขามี เขาทำสิ่งนั้นก็เพราะเขาเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่โดยที่คนเรามีกิเลสต่างกัน ดังนั้น หากเขาไม่ใช้เหตุผลไตร่ตรองให้ดี กิเลสอาจลวงให้เขาคิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทั้งๆที่ในความเป็นจริงเป็นสิ่งที่ไม่ดีก็ได้ ไม่มีใครทำความชั่วทั้งๆที่ตัวรู้ว่าชั่ว ถ้าหากเขาทำชั่วก็เพราะตอนนั้นเขาเข้าใจผิดไปว่าสิ่งนั้นดี...”
ปญญา โลกสฺมี ปชฺโชโต ... ปัญญาคือ แสงสว่างในโลก./
