Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

3 ลูกเรือ “มยุรี นารี” ฟ้องร้องบริษัท เรียกร้องค่าชดเชยฐานแล่นเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส จนทำให้ถูกยิง ผลกระทบด้านจิตใจจากโรค  PTSD และเงินชดเชยเลิกจ้างที่เป็นธรรม ทนายความหวังเป็นบรรทัดฐาน และกรณีศึกษาด้านสิทธิแรงงาน ด้านศาลนัดคู่กรณีกำหนดประเด็นนำสืบพยาน และข้อพิพาท วันที่ 28 ก.ย. นี้ เวลา 9.00 น. 

 

10 ก.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (10 ก.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 9.50 น. ที่ศาลแรงงานกลาง ถนนพระราม 4 กทม. กัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ พร้อมด้วย 3 ลูกเรือ "มยุรี นารี" (M/V Mayuree Naree) ประกอบด้วย ปณิธิ ตุ้มแก้ว อายุ 43 ปี นพดล วงศ์สุวรรณ อายุ 33 ปี และสุรเดช แม่นปืน อายุ 32 ปี ยื่นฟ้องร้องกลุ่มบริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ จำกัด บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง จำกัด บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) และสถาพร หกสี่ กัปตันเรือมยุรี นารี เพื่อเรียกค่าชดเชยจากกรณีที่บริษัทสั่งเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส จนถูกโจมตี และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ราย และค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างลูกเรือ 3 ราย โดยไม่มีการค่าชดเชยอย่างเป็นธรรม และละเลยการดูแลเยียวยา กรณีที่มีลูกเรือป่วยเป็นโรค PTSD จากเหตุการณ์ถูกโจมตีดังกล่าว

กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้สั่งให้เรือมยุรี นารี เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุส ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับประเทศอิหร่าน โดยที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน (IRGC) ได้มีการประกาศห้ามเรือต่างประเทศเดินเรือผ่านช่องแคบฯ ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต จนเป็นผลให้เรือมยุรี นารี ถูกโจมตี และทำให้มีลูกเรือเสียชีวิตจำนวน 3 ราย 

นอกจากนี้ ทางลูกเรือต้องการฟ้องร้องกรณีถูกเลิกจ้าง ยกเลิกสัญญาเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาอย่างไม่เป็นธรรม และมีการละเลยไม่ดูแลจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับลูกเรือ “มยุรี นารี” ซึ่งปัจจุบันป่วยด้วยอาการ PTSD หรือภาวะโรคเครียดรุนแรงหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ ทำให้ไม่อาจใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ และไม่สามารถหางานใหม่ได้ 

กัณต์พัศฐ์ กล่าวว่า วันนี้ลูกเรือมยุรี นารี ได้มายื่นฟ้องทางกลุ่มบริษัท พรีเชียส ชิพปิ้งฯ เนื่องจากตัวลูกเรือทั้ง 3 คน มองว่าพวกเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลกระทบจากการนำเรือมยุรี นารี ผ่านช่องแคบฮอร์มุส จนทำให้ลูกเรือทั้ง 3 คนได้รับผลกระทบ และได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่า ป่วยเป็นโรค PTSD 

แม้ว่าก่อนหน้านี้มีการเจรจาหารือกับทางบริษัท แต่ว่าบริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบ เลยมองว่าต้องพึ่งกลไกของศาลแรงงาน เพื่อให้มาดูว่าตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แรงงานทางทะเล พ.ศ. 2558 ต้องรับผิดชอบมากน้อยแค่ไหนในกรณีนี้อย่างนี้ ทั้งค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ผลกระทบที่ลูกเรือเขาได้รับ อาจถึงขั้นสูญเสียอาชีพ เพราะเท่าที่ประเมินจากทั้ง 3 คนไม่น่าจะทำอาชีพคนประจำเรือได้อีกต่อไปแล้ว และทางบริษัทให้เหตุผลที่ปฏิเสธช่วยเหลือเยียวยา โดยอ้างว่าไม่ใช่ความรับผิดชอบของบริษัท เนื่องจากตอนที่เลิกจ้างตัวบริษัทมองว่าลูกเรือยังไม่มีอาการ PTSD เขาเลยไม่รับผิดชอบ แต่เรามองว่าอาการมันค่อยๆ สะสมจากการทำงาน และค่อยแสดงอาการในภายหลัง

กัณต์พัศฐ์ ระบุว่า ลูกเรือมาเรียกร้องเนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุส ไม่ได้เป็นการตัดสินใจของลูกเรือ แต่เป็นการตัดสินใจของบริษัทเอง ทั้งที่บริษัทได้รับคำเตือนจากกรมยุทธศาสตร์ของกองทัพเรือแล้ว แต่บริษัทอ้างว่า หากไม่เดินเรือจะทำให้งานเสียหาย จึงมีการสั่งเดินเรือ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของลูกเรือ แต่เป็นความผิดของบริษัท อีกทั้ง การจ่ายเงินค่าตอบแทน หรือค่าชดเชยจากการยกเลิกสัญญา บริษัทกลับมีการจ่ายเงินให้ลูกเรือแค่ 2 เดือนเท่านั้น ทั้งที่ตามกำหนดสัญญาจ้างอยู่ที่ 9 เดือน ซึ่งพวกเขามองว่าทางบริษัทควรจ่ายให้ลูกเรือตามสัญญา 9 เดือนทั้งหมด 

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ามีลูกเรือคนอื่นๆ ได้รับผลกระทบหรือไม่ ทนายความ ระบุว่า เขาไม่ทราบว่าลูกเรือคนอื่นๆ ได้รับผลกระทบหรือไม่ แต่หมอวินิจฉัยทั้ง 3 คนนี้ว่ามีอาการ PTSD ซึ่งทั้งสามคนมีอาการในรายละเอียดที่แตกต่างกัน อย่างกรณีของ ปณิธิ ตุ้มแก้ว คือ ถ้าเจอเสียงดัง ก็จะคุยไม่รู้เรื่อง มีอาการลิ้นพันกัน หรือกรณีของนพดล วงศ์สุวรรณ เจอคนจำนวนมากไม่ไหว ต้องเดินหนีไปพัก และรู้สึกคล้ายจะเป็นลม 

ด้านปณิธิ หนึ่งในลูกเรือมยุรี นารี ที่มาฟ้องร้องต่อศาลแรงงานกลางวันนี้ เล่าว่าเขาทำงานเดินเรือมาตั้งแต่ปี 2558  หรือประมาณเมื่อ 11 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเขาได้รับค่าจ้างเมื่อทำงานครบ 9 เดือนตามกำหนดมาตลอด ยกเว้นครั้งนี้ ส่วนอาการ PTSD เริ่มเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เรือมยุรี นารี ถูกยิง และเดินทางกลับมาที่ประเทศไทยแล้ว ช่วงแรกๆ เวลาคุยกับแฟน เริ่มมีอาการพูดไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งแฟนพาไปพบแพทย์ จึงได้ทราบว่ามีอาการป่วย PTSD 

ปณิธิ เล่าให้ฟังว่า อาการของเขาจะมีลักษณะที่ ถ้าเวลาคุยหรือทำอะไร แล้วมีเสียงดัง เขาจะตกใจ และหัวใจสั่นแรง ต้องทานยาจำพวกยากล่อมประสาท และนอน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรคต่อการหางานใหม่อย่างมาก เพราะถ้าเจอภาวะที่เสียงดัง เขาก็จะตกใจ และไม่สามารถทำงานได้ 

นอกจาก พ.ร.บ.แรงงานทางทะเลแล้ว ยังมีการฟ้องกฎหมายแพ่ง มาตรา 420 คือ กฎหมายว่าด้วยเรื่อง “ความรับผิดฐานทำละเมิด” โดยบัญญัติว่าผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมาย ให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย เสรีภาพ ทรัพย์สิน หรือสิทธิอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้นั้นต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และมาตรา 425 บัญญัติไว้ว่า “นายจ้างต้องร่วมกันรับผิดกับลูกจ้างในผลแห่งละเมิด ซึ่งลูกจ้างได้กระทำไปในทางการที่จ้างนั้น”

สำหรับเลขคดีของคดีนี้คือ ร2990/2569 หลังจากยื่นฟ้องเสร็จแล้ว ศาลแรงงานกลาง ได้มีการนัดกำหนดประเด็นนำสืบพยานหลักฐานอีกครั้ง วันที่ 28 ก.ย. 2569 เวลา 9.00 น. โดยคู่ความทั้งโจทก์ และจำเลย ต้องมาคุยกันที่ศาล เพื่อกำหนดประเด็นที่จะสืบพยานว่าจะนำสืบประเด็นอะไร หรืออย่างไร และใครจะเป็นคนนำสืบก่อน

นอกจากนี้ ทางทนายความของโจทก์ ระบุว่า ก่อนอื่นเขาก็คงต้องขอหมายเรียกเอกสารสัญญาจ้างลูกเรือมาดู เนื่องจากเอกสารส่วนใหญ่ของลูกเรือจะสูญหายอยู่บนเรือทั้งหมด ซึ่งตอนลูกเรือเดินทางกลับมา พวกเขาไม่ได้อะไรกลับมาเลย แม้แต่สัญญาที่เขาจะต้องเก็บไว้ที่ตัวก็ไม่ได้กลับมาด้วย 

ส่วนกรณีที่สื่อถามว่า กรณีนี้จะไม่มีการไกล่เกลี่ยกับบริษัทคู่ความใช่หรือไม่ ทนายความ ระบุว่า กรณีทั่วไปจะมีการไกล่เกลี่ยก่อน แต่เนื่องจากเป็นบริษัทมหาชน มักไกล่เกลี่ยไม่ได้ ศาลเลยตัดขั้นตอนนี้ออกไป และให้กำหนดประเด็นข้อพิพาทเลย ซึ่งอันนี้เป็นขั้นตอนใหม่ 

ทนาย มองว่า สำหรับคดีแรงงาน น่าจะใช้เวลานำสืบพอสมควร และส่วนใหญ่คนที่มาเป็นพยาน น่าจะเป็นแพทย์ หรือนักจิตวิทยา และเอกสารทั้งหลายที่เราพอจะได้มา ทั้งอีเมลทั้งหลายในเรื่องของการเดินเรือ 

ต่อประเด็นที่สื่อถามต่อความหวังของคดีนี้ สำหรับทนายความ มองว่า เขาอยากให้เป็นบรรทัดฐาน และกรณีศึกษาด้านสิทธิแรงงาน เพราะคดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการฟ้องร้อง เมื่อเกิดเหตุที่บริษัทให้แล่นเรือและถูกโจมตี บริษัทต้องรับผิดชอบมากหรือน้อยขนาดไหน หรือปฏิเสธความรับผิดชอบได้หรือไม่ เขามองว่าเรื่องนี้จะเป็นกรณีศึกษาต่อไป 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง