Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

หลังจากศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 ปี  ‘ทิวากร วิถีตน’ จากการใส่เสื้อที่มีข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เมื่อ 7 พ.ค.2569 เพื่อนของทิวากรที่ขาดการติดต่อกันไปพักใหญ่ก็เดินทางจากจังหวัดมุกดาหารไปเยี่ยมทิวากรที่เรือนจำจังหวัดขอนแก่นในช่วงปลายเดือน มิ.ย.

ใช้เวลาเดินทางหลายชั่วโมงกับระยะทางไปกลับ 400 กม.แต่ใช้เวลาเพียงแค่ประมาณ 2 นาทีสำหรับการถูกปฏิเสธเข้าเยี่ยม 

เรือนจำให้เหตุผลว่า ผู้เข้าเยี่ยมไม่ใช่ญาติสนิทที่มีนามสกุลเดียวกัน หากเป็นญาติสนิทก็ขอแสดงสำเนาทะเบียนบ้าน สำหรับ ‘เพื่อน’ ทางเรือนจำจะไม่ให้เข้าเยี่ยม ระหว่างเจรจากันไปมา เพื่อนของทิวากรจึงได้พลอยทราบว่า ผู้ที่เรือนจำอนุญาตให้มีสิทธิ์เข้าเยี่ยมทิวากรได้ มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นคือ มารดาที่อยู่ในวัยชรา และพี่ชายสูงวัยของเขา 

ไม่กี่วันถัดมา พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน  ซึ่งเป็นทนายว่าความให้กับทิวากรได้เดินทางเข้าไปเยี่ยม และทางเรือนจำได้อนุญาตให้เข้าพบ 

เขาเล่าเรื่องราวของทิวากรว่า หลังจากมีคำพิพากษาศาลฎีกาทิวากรถูกย้ายจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนเแก่น (สำหรับคุมขังจำเลยที่คดียังไม่สิ้นสุด) มายังเรือนจำกลางจังหวัดขอนแก่นโดยทันที เป็นการย้ายที่ไปแต่ตัว ข้าวของเครื่องใช้สมบัติส่วนตัวของผู้ต้องขังที่มีเพียงน้อยนิด ไม่ได้ได้รับอนุญาตให้นำเข้าไปด้วย ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด 

แม้แต่สมุดบันทึกที่ทิวากรใช้บันทึกความคิดเห็น เหตุการณ์ประจำวัน โปสการ์ด และจดหมายที่เพื่อนของทิวากรเขียนเข้ามาให้กำลังใจก็ถูกยึด ไม่ให้นำเข้าไปที่เรือนจำแห่งใหม่ แต่ทิวากรต่อรองจนทางเรือนจำอนุญาตให้เก็บโปสการ์ด ไว้ได้เพียง 5 ฉบับ

การย้ายเรือนจำก่อให้เกิดผลกระทบต่อทิวากร ทิวากรไม่สามารถใช้เงินจากกองทุนราษฎรประสงค์ และเพื่อนของทิวากรไม่สามารถสั่งซื้ออาหารจากทางเรือนจำส่งให้ได้  ทิวากรเล่าให้ทนายความฟังว่า โชคยังดีที่ในเรือนจำแห่งใหม่ ทิวากรมีเพื่อนที่เป็นคนอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเป็นผู้ต้องขังที่คอยให้ความช่วยเหลือ ให้ข้าวของเครื่องใช้จำเป็นในช่วงแรก ต่อมาอีกระยะ เงินในสมุดเงินฝากของทิวากรจากเรือนจำแห่งเดิมได้ถูกโอนเข้าไปให้ ตอนนี้เขาจึงมีเงินใช้จ่ายอยู่ในเรือนจำ

ทิวากรเล่าให้ทนายความฟังว่า ระเบียบเรือนจำในเรื่องคนเข้าเยี่ยมต้องเป็นญาติใกล้ชิดเท่านั้น นี่เป็นกฏพื้นฐาน หากเพื่อนจะเข้าเยี่ยมก็ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากทางเรือนจำให้บรรจุชื่อในโควตาเยี่ยม 10 คน  

ก่อนหน้านี้แม่ได้มาเยี่ยมเขา 1 ครั้ง แต่การพูดคุยทำให้เกิดความไม่สบายใจ จึงเขียนจดหมายบอกทางบ้านว่าแม่ไม่ต้องมาเยี่ยมเขาอีก ทิวากรคิดว่าที่แม่สามารถเข้ามาเยี่ยมเขาได้ แม้ว่ารายชื่อทั้ง 10 คนที่แจ้งกับทางผู้ช่วยผู้คุมอาจตกหล่น ไม่ถูกส่งเข้าระบบ ก็เพราะว่าเป็นญาติใกล้ชิด อย่างไรก็ดี 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา เขานำรายชื่อ 10 คนส่งให้ทางเรือนจำอีกหน หากเรือนจำไม่อนุมัติอีก เขาตั้งใจว่าจะทำเรื่องร้องต่อศาลปกครอง

นอกจากการถูกจำกัดผู้เข้าเยี่ยมแล้ว ทิวากรยังเคยไม่ได้รับอนุญาตให้เขียนจดหมายส่งถึงคนภายนอกด้วย เหตุเกิดจากการที่เขาเคยเขียนจดหมายถึงแอมเนสตี้ ประเทศไทย เนื้อหาระบุต้องการความช่วยเหลือ ทางเรือนจำอ้างว่าผู้ต้องขังสามารถร้องทุกข์ต่อหน่วยงานราชการไทยเท่านั้น ไม่ อนุญาตให้ร้องทุกข์ต่อองค์กรหรือหน่วยงานภายนอกประเทศ ต่อมาทิวากรได้เจรจากับทางเจ้าหน้าที่จนมีการผ่อนปรนให้เขียนจดหมายถึงเพื่อนที่อยู่ภายนอกได้

ทิวากรเล่าให้ทนายของเขาฟังถึงสภาพภายในเรือนจำว่า เมื่อเปรียบเทียบสภาพความเป็นอยู่ภายในเรือนจำแห่งนี้ ถือว่าดีกว่าเรือนจำแห่งเก่า อาคารนอนมีผู้ต้องขังไม่หนาแน่นมากเท่าเดิม ทำให้ไม่ต้องนอนสลับหัว-เท้า สามารถพลิกตัวได้ ในห้องสมุดก็มีหนังสือให้ผู้ต้องขังได้เลือกอ่านมากกว่าที่เรือนจำแห่งเก่าและมีเนื้อหาที่หลากหลายกว่า

ชื่อ ‘ทิวากร’ เริ่มเป็นที่รู้จักราวกลางปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแฟลชม็อบไล่รัฐบาลประยุทธ์มากมาย ก่อนจะก่อตัวเป็นขบวนใหญ่ในนาม ‘ม็อบราษฎร’ เนื่องจากเขานำเสนอความคิดทางการเมือง ‘ตรงไปตรงมา’ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งเริ่มโชว์เสื้อสกรีนด้วยข้อความที่ภายหลังถูกฟ้องดังกล่าว (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2020/06/88256) มันไม่ใช่การรณรงค์ เพียงแต่เป็นการแสดงออกของปัจเจกชน กระนั้น ฝ่ายความมั่นคงพยายามเจรจาบล็อคเขาทุกทางก่อนจะเป็นคดีความ แต่ดูเหมือนเขายืนยันความบริสุทธิ์แห่งเจตนาและเชื่อมั่นว่าเป็นเสรีภาพอันไม่ละเมิดกฎหมาย กระทั่งถูกบังคับคุมตัวไปอยู่ใน รพ.จิตเวช (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2020/07/88564) จากนั้นเกิดกระแสกดดันจากสังคมภายนอกมากมาย จนครบ 2 สัปดาห์จึงได้รับการปล่อยตัว และแพทย์ระบุว่าเขาไม่มีอาการทางจิต แม้จะมีการฉีดยาและเขาให้เขากินยาที่เขาไม่ทราบชนิดด้วยก็ตาม 

ต่อมาตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ แก่เขาสืบเนื่องจากการการสกรีนเสื้อด้วยข้อความดังกล่าว และการโพสต์เฟสบุ๊ค 2 ครั้ง เขาสามารถประกันตัวได้ระหว่างสู้คดี  จน 29 ก.ย.2565 คำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นสร้างความประหลาดใจให้ทั้งเขาและขบวนการเคลื่อนไหว เนื่องจากพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2022/09/100736) ทิวากรถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้ผมยังงง และยังหาคำตอบไม่ได้ว่า รัฐไทยเขามองคดีผมยังไง” 

2 ปีถัดมา (14 ส.ค.2567) สภาพการณ์กลับมาสู่จุดที่สังคมไทยเคยชิน เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา โดยให้ลงโทษจำคุกเขา 6 ปี ศาลวินิจฉัยว่า ‘สถาบันกษัตริย์’ ที่ทิวากรกล่าวถึงนั้นหมายถึง ร.10 และทำให้พระองค์เสื่อมเสีย จากนั้นทิวากรจึงต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ แม้จะมีการยื่นประกันตัวหลายครั้งเพื่อต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกาก็ได้รับการปฏิเสธตลอด 

7 พ.ค.2569 โดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทิวากรถูกเบิกตัวไปศาลโดยเจ้าตัวยังคิดว่าคงไปฟังคำสั่งเรื่องประกันตัว แต่กลับกลายเป็นการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเพียงลำพัง ผลลัพธ์คือ จำคุก 6 ปี เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์ 

ทนายความได้เข้าเยี่ยมเขาหลังคดีถึงที่สุดและเล่าว่า เขารู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษาศาลสูงสุด และยังคงยืนยันว่าเจตนาในการแสดงออกของเขานั้นหมายถึงตัวองค์กร ตัวสถาบัน มิใช่ตัวบุคคลแต่อย่างใด และหวังว่าคดีของเขาจะเป็นวัตถุดิบให้ผู้คนได้ศึกษาการต่อสู้ของคนธรรมดาคนหนึ่งทั้ง 3 ชั้นศาลได้ต่อไป 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง