Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

FIFA เผยว่าบริการคุ้มครองบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Protection Service: SMPS) ตรวจพบโพสต์ล่วงละเมิด 89,000 โพสต์ในช่วงรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2026 เพิ่มขึ้น 13 เท่าจากรอบเดียวกันของการแข่งขันปี 2022 ที่กาตาร์ โดยการเหยียดเชื้อชาติคิดเป็น 11% ของเนื้อหาล่วงละเมิดทั้งหมดและเป็นหมวดที่พบมากที่สุด ตัวเลขล่าสุดนี้เป็นข้อมูลชุดใหม่ของปัญหาที่ถูกบันทึกมาแล้วในการแข่งขันครั้งก่อน ทั้งข้อมูลของ FIFA จากฟุตบอลโลกหญิง 2023 ที่พบว่าผู้เล่น 1 ใน 5 ได้รับข้อความล่วงละเมิด และงานวิจัยของสหภาพนักกีฬาระดับโลกที่พบว่าเนื้อหาล่วงละเมิดส่วนใหญ่ยังคงเปิดดูได้บนแพลตฟอร์มแม้ถูกตรวจพบแล้ว

  • FIFA เผยว่า บริการคุ้มครองบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Protection Service: SMPS) ของ FIFA วิเคราะห์โพสต์และคอมเมนต์มากกว่า 6 ล้านรายการในช่วงรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2026 ระหว่างวันที่ 11-27 มิถุนายน 2026 ส่งเข้าสู่การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ 225,000 รายการ ยืนยันว่าเป็นเนื้อหาล่วงละเมิด 89,000 โพสต์ ส่งต่อบัญชีประมาณ 1,000 บัญชีเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม และพบมากกว่า 100 กรณีที่ผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายสำหรับการเตรียมสำนวนคดี
  • ข้อมูลของ FIFA จากฟุตบอลโลกหญิง 2023 ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์พบว่าผู้เล่น 152 คนจาก 697 บัญชีที่ระบบติดตามได้รับข้อความเลือกปฏิบัติ ล่วงละเมิด หรือข่มขู่ คิดเป็น 1 ใน 5 ของผู้เล่นทั้งหมด และผู้เล่นหญิงมีโอกาสตกเป็นเป้ามากกว่านักเตะในฟุตบอลโลกชาย 2022 อยู่ 29% โดยข้อความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกัน เหยียดเพศ และคุกคามทางเพศ รวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของโพสต์ที่ตรวจพบ
  • รายงานร่วมของสหภาพนักฟุตบอลอาชีพโลก (FIFPRO) กับสหภาพผู้เล่นบาสเกตบอลชายและหญิงของสหรัฐอเมริกา ซึ่งศึกษาการล่วงละเมิดนักกีฬาบน Twitter เมื่อปี 2021 พบว่า 87% ของเนื้อหาล่วงละเมิดที่ตรวจพบยังคงเปิดดูได้ต่อสาธารณะ และมีเพียง 3% ของกรณีที่บัญชีต้นทางถูกระงับ


ภาพจาก: FIFA

FIFA ระบุว่าการเหยียดเชื้อชาติกำลังเพิ่มขึ้นและเป็นภัยต่อเนื่องต่อคนในวงการนักฟุตบอล โดยบริการคุ้มครองบนโซเชียลมีเดีย (Social Media Protection Service: SMPS) ที่เปิดให้ทุกทีม ผู้เล่น โค้ช และผู้ตัดสินที่เข้าร่วมการแข่งขันของ FIFA ใช้งานได้ สื่อ ANI รายงานว่าระบบนี้ใช้เทคโนโลยีร่วมกับการตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ เพื่อระบุ คัดกรอง และปิดกั้นข้อความเหยียดเชื้อชาติ เลือกปฏิบัติ และข่มขู่

ข้อมูลทั้ง 3 ชุดที่เผยแพร่ต่างช่วงเวลากันแสดงให้เห็นปัญหาเดียวกันในหลายมิติ ทั้งปริมาณเนื้อหาล่วงละเมิดที่เพิ่มขึ้น รูปแบบที่ต่างกันระหว่างนักกีฬาชายและหญิง และข้อจำกัดของการจัดการเนื้อหาบนแพลตฟอร์ม

เนื้อหาเหยียดเชื้อชาติเพิ่มขึ้นทั้งสัดส่วนและระดับความรุนแรง


ภาพจาก: FIFA

ในช่วงรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งแข่งขันระหว่างวันที่ 11-27 มิถุนายน 2026 SMPS วิเคราะห์โพสต์และคอมเมนต์มากกว่า 6 ล้านรายการ เพิ่มขึ้น 33% จากช่วงเดียวกันของฟุตบอลโลก 2022 ในจำนวนนี้มี 225,000 รายการที่ถูกส่งเข้าสู่การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ และมากกว่า 89,000 โพสต์ได้รับการยืนยันว่าเป็นเนื้อหาล่วงละเมิดและถูกดำเนินการตามขั้นตอน พร้อมกันนั้นมีบัญชีประมาณ 1,000 บัญชีที่ถูกส่งต่อเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม

จำนวนนี้เพิ่มขึ้น 13 เท่าเมื่อเทียบกับรอบแบ่งกลุ่มของปี 2022 ซึ่งตรวจพบคอมเมนต์ล่วงละเมิด 6,700 รายการ อย่างไรก็ตาม FIFA ระบุข้อสังเกตว่าตัวเลข 2 ชุดนี้มาจากรูปแบบการแข่งขันที่ต่างกัน คือ 32 ทีมในปี 2022 กับ 48 ทีมในปี 2026 และการปรับปรุงทางเทคนิคของ SMPS ก็มีส่วนทำให้จำนวนกรณีที่ถูกรายงานเพิ่มขึ้นด้วย แม้มีข้อสังเกตเหล่านี้ FIFA ระบุว่าแนวโน้มข้อมูลในส่วนการล่วงละเมิดด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติกำลังไปในทิศทางที่น่ากังวล

เมื่อวิเคราะห์การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทุกรูปแบบ การโจมตีที่มีแรงจูงใจด้านเชื้อชาติคิดเป็น 11% ของข้อความไม่เหมาะสมทั้งหมด และเป็นหมวดที่พบมากที่สุดในบรรดาคอมเมนต์และโพสต์ล่วงละเมิด สัดส่วนนี้เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2022 และ FIFA ระบุว่าการเพิ่มขึ้นครั้งนี้รวมถึงเนื้อหาประเภทที่รุนแรงและไม่เหมาะสมที่สุดด้วย

ในด้านการจัดการเนื้อหา ระบบตรวจสอบที่ให้บริการแก่บัญชีของทีมต่าง ๆ ซ่อนคอมเมนต์แสดงความเกลียดชังโดยอัตโนมัติประมาณ 181,000 รายการ เพื่อลดจำนวนเนื้อหาไม่พึงประสงค์ที่ทีมและผู้ติดตามจะพบเห็น เมื่อรวมเนื้อหาทุกประเภทแล้ว มีคอมเมนต์ที่ถูกดำเนินการจัดการรวม 2,028,214 รายการตลอดช่วงรอบแบ่งกลุ่ม ซึ่งรวมถึงสแปมและเนื้อหาล่วงละเมิดที่สร้างโดยบอตหรือบัญชีปลอม จำนวนนี้เพิ่มขึ้น 4 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2022

FIFA ระบุด้วยว่า SMPS ได้พัฒนาไปสู่การรวบรวมพยานหลักฐานสำหรับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยในรอบแบ่งกลุ่มของฟุตบอลโลก 2026 มีมากกว่า 100 กรณีที่ผ่านเกณฑ์ทางกฎหมายสำหรับการเตรียมสำนวนคดีต่อผู้กระทำ ตัวเลขชุดนี้เผยแพร่หลังจาก FIFA ประกาศก่อนหน้านี้ว่านับตั้งแต่เปิดตัวบริการในปี 2022 SMPS ได้ลบโพสต์และคอมเมนต์ล่วงละเมิดไปแล้วมากกว่า 30 ล้านรายการในมากกว่า 50 ภาษา ครอบคลุมแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลักทั้งหมด

ควบคู่กันนี้ FIFA จัดกิจกรรมเนื่องในวันสากลแห่งการต่อต้านคำพูดสร้างความเกลียดชัง (International Day of Countering Hate Speech) เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2026 ในสนามแข่งขัน 4 แห่ง และเดินหน้าแคมเปญ No Racism ซึ่งเชิญชวนให้แฟนบอลรับฟังประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบและคัดค้านการเหยียดเชื้อชาติเมื่อพบเห็น

การเหยียดเชื้อชาติทางออนไลน์ต่อผู้เล่น

ข้อมูลจาก Wikipedia ระบุว่า หลังจากการตกรอบของเนเธอร์แลนด์จากการแพ้การดวลจุดโทษให้กับโมร็อกโก ผู้เล่นชาวดัตช์หลายคน รวมถึง จัสติน ไคลเวิร์ต (Justin Kluivert), ควินเตน ทิมเบอร์ (Quinten Timber) และ คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์ (Crysencio Summerville) ซึ่งเป็นผู้ที่ยิงจุดโทษพลาด ได้ถูกเหยียดเชื้อชาติบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทางด้านสมาคมฟุตบอลเนเธอร์แลนด์ (KNVB) ได้ประณามการล่วงละเมิดดังกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ "เลวร้าย" พร้อมระบุว่าการเหยียดเชื้อชาติและการเลือกปฏิบัติไม่มีที่ยืนในวงการฟุตบอล ทั้งบนโลกออนไลน์หรือในสังคม และจะยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังหน่วยงานแจ้งเหตุเลือกปฏิบัติออนไลน์ (Meld.Online Discriminatie) ด้าน มิริอัม สเติร์ก (Mirjam Sterk) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬาของเนเธอร์แลนด์ก็ร่วมประณามการกระทำดังกล่าวว่า "น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่ง" และกล่าวว่าอาจมีการส่งเรื่องให้ตำรวจสืบสวนคดีต่อไป

ข้อมูลฟุตบอลโลกหญิง 2023 ผู้เล่น 1 ใน 5 ได้รับข้อความล่วงละเมิด และมีโอกาสตกเป็นเป้ามากกว่านักเตะชาย 29%

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนธันวาคม 2023 สื่อ The Guardian รายงาน โดยอ้างอิงข้อมูลที่ FIFA เผยแพร่ว่า ในฟุตบอลโลกหญิง 2023 ที่ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เป็นเจ้าภาพ ผู้เล่น 152 คนจากทั้งหมด 697 คนที่บัญชีโซเชียลมีเดียถูกติดตามโดยระบบ ได้รับข้อความเลือกปฏิบัติ ล่วงละเมิด หรือข่มขู่แบบเจาะจงตัวบุคคลระหว่างรอบสุดท้ายของการแข่งขัน คิดเป็น 1 ใน 5 ของผู้เล่นทั้งหมด

ข้อความเกลียดชังคนรักเพศเดียวกัน ข้อความเหยียดเพศ และข้อความในเชิงคุกคามทางเพศ รวมกันคิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของโพสต์ล่วงละเมิดที่ SMPS ตรวจพบ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างการแข่งขัน 2 รายการ ผู้เล่นในฟุตบอลโลกหญิง 2023 มีโอกาสตกเป็นเป้าของการล่วงละเมิดออนไลน์มากกว่าผู้เล่นในฟุตบอลโลกชาย 2022 ที่กาตาร์อยู่ 29%

ในการแข่งขันครั้งนั้น SMPS สแกนโพสต์บนโซเชียลมีเดียมากกว่า 5 ล้านรายการ โดยปัญญาประดิษฐ์คัดกรองเนื้อหา 102,511 โพสต์ส่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และในจำนวนนี้ 7,085 โพสต์ได้รับการยืนยันว่าเป็นเนื้อหาเลือกปฏิบัติ ล่วงละเมิด หรือข่มขู่ และถูกรายงานไปยังแพลตฟอร์ม ผู้เล่นจากสหรัฐอเมริกาและอาร์เจนตินาได้รับข้อความล่วงละเมิดในปริมาณสูงที่สุด ขณะที่นัดชิงชนะเลิศระหว่างอังกฤษกับสเปนมีกรณีการล่วงละเมิดที่ได้รับการยืนยันเชื่อมโยงกับนัดดังกล่าว 637 กรณี

ข้อมูลของ FIFA ยังพบว่าปริมาณโพสต์ล่วงละเมิดเพิ่มขึ้นเป็นช่วง ๆ ตามเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน เช่น ข่าวที่สมาชิกราชวงศ์อังกฤษจะไม่เข้าชมนัดชิงชนะเลิศ ข้อความอวยพรจากริชี ซูแนค (Rishi Sunak) นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรในขณะนั้น รวมถึงพฤติกรรมของลุยส์ รูเบียเลส (Luis Rubiales) ประธานสหพันธ์ฟุตบอลสเปนในขณะนั้นหลังจบนัดชิงชนะเลิศ ซึ่งทำให้เนื้อหาล่วงละเมิดและเหยียดเพศหญิงเพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลาดังกล่าว

รายงานฉบับดังกล่าวอ้างอิงคำพูดของไลซี ซานโตส (Leicy Santos) ผู้เล่นทีมชาติโคลอมเบีย ซึ่งระบุว่าสิ่งที่นักฟุตบอลต้องเผชิญมากที่สุดนอกเหนือจากความพ่ายแพ้คือคอมเมนต์ล่วงละเมิด ผู้เล่นบางคนทนได้ แต่บางคนทนไม่ได้ และเรื่องนี้เป็นประเด็นละเอียดอ่อนด้านสุขภาพจิต

จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) ประธาน FIFA กล่าวในเวลานั้นว่าโซเชียลมีเดียไม่มีที่สำหรับผู้ที่ล่วงละเมิดหรือข่มขู่ผู้อื่น และระบุว่า SMPS ได้รายงานและซ่อนคอมเมนต์ไปแล้วมากกว่า 400,000 รายการนับตั้งแต่เริ่มใช้งานเมื่อ 1 ปีก่อนหน้านั้น การวิเคราะห์แหล่งที่มาของโพสต์ล่วงละเมิดในฟุตบอลโลกหญิง 2023 พบว่า 67% มาจากอเมริกาเหนือ และ 21% มาจากยุโรป

FIFA ระบุไว้ในข้อมูลชุดปี 2023 ว่าแม้กรณีที่ได้รับการยืนยันจะถูกรายงานไปยังแพลตฟอร์มแล้ว แต่การตอบสนองของแพลตฟอร์มยังไม่สม่ำเสมอ ขณะที่หลักฐานตัวตนของเจ้าของบัญชีในกรณีที่ดำเนินการได้ ถูกส่งให้สมาคมฟุตบอลสมาชิกและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายแล้ว

งานวิจัยของสหภาพนักกีฬาพบเนื้อหาล่วงละเมิด 87% ยังเปิดดูได้ และการจัดการของแพลตฟอร์มยังไม่เพียงพอ

ก่อนหน้าข้อมูลของ FIFA ทั้ง 2 ชุด ปัญหานี้ถูกบันทึกไว้ในระดับข้ามกีฬาและข้ามทวีปแล้ว โดยรายงาน Decoding Online Abuse of Players ที่เผยแพร่เมื่อปี 2022 ซึ่งจัดทำร่วมกันโดยสหภาพนักฟุตบอลอาชีพโลก (FIFPRO) สมาคมผู้เล่นบาสเกตบอลแห่งชาติ (National Basketball Players Association: NBPA) และสมาคมผู้เล่นบาสเกตบอลหญิงแห่งชาติ (Women's National Basketball Players Association: WNBPA) ของสหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาข้อมูลด้วยปัญญาประดิษฐ์ที่ครอบคลุมหลายตลาดและหลายกีฬาเป็นครั้งแรกของโลก โดยใช้ระบบ Threat Matrix ของบริษัทวิทยาศาสตร์ข้อมูล Signify Group

การศึกษาติดตามบัญชีของนักฟุตบอล 80 คนและนักบาสเกตบอล 80 คน ทั้งชาย หญิง และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคมถึง 30 กันยายน 2021 โดยจำกัดขอบเขตที่แพลตฟอร์ม Twitter เพื่อให้เปรียบเทียบข้ามกลุ่มได้ ผลการศึกษาตรวจพบโพสต์ล่วงละเมิด 1,558 โพสต์จาก 1,455 บัญชี แบ่งเป็นบาสเกตบอลชาย 648 โพสต์ ฟุตบอลชาย 427 โพสต์ ฟุตบอลหญิง 398 โพสต์ และบาสเกตบอลหญิง 85 โพสต์ โดยรายงานระบุว่าการจำกัดขอบเขตที่แพลตฟอร์มเดียวทำให้ตัวเลขต่ำกว่าการล่วงละเมิดที่ผู้เล่นพบจริงในทุกช่องทางอยู่มาก

รูปแบบการล่วงละเมิดแตกต่างกันตามกลุ่มผู้เล่น ในฟุตบอลชาย การเหยียดเชื้อชาติและการเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันรวมกันคิดเป็น 85% ของการล่วงละเมิดที่ตรวจพบ และนักฟุตบอลชายในกลุ่มตัวอย่าง 2 ใน 3 คนตกเป็นเป้าของข้อความเลือกปฏิบัติ ในฟุตบอลหญิง การเหยียดเพศและการเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันรวมกันคิดเป็น 90% โดยมักเชื่อมโยงกับจุดยืนทางการเมืองและอัตลักษณ์ทางเพศของผู้เล่นมากกว่าเหตุการณ์ในสนาม ส่วนผู้เล่น NBA พบการเหยียดเชื้อชาติและการเกลียดชังคนรักเพศเดียวกันรวมกัน 74% ขณะที่การล่วงละเมิดผู้เล่น WNBA จำนวน 4 ใน 5 กรณีมีเนื้อหาทางเพศอย่างชัดแจ้งหรือเข้าข่ายคุกคามรวมอยู่ด้วย

ข้อค้นพบสำคัญของรายงานอยู่ที่การจัดการเนื้อหาหลังการตรวจพบ โดย ณ เวลาที่ตรวจสอบ 87% ของเนื้อหาล่วงละเมิดทั้งหมดยังคงออนไลน์และเปิดดูได้ต่อสาธารณะ มีเพียง 8% ของกรณีที่ตัวโพสต์ถูกระบุว่าละเมิดกติกาของแพลตฟอร์ม และเพียง 3% ของกรณีที่บัญชีต้นทางถูกระงับ เมื่อแยกตามประเภท โพสต์เหยียดเชื้อชาติถูกนำออกในสัดส่วน 27% ขณะที่โพสต์เกลียดชังคนรักเพศเดียวกันถูกนำออกเพียง 6% รายงานสรุปว่าตัวเลขเหล่านี้ชี้ถึงข้อบกพร่องของกติกาที่มีอยู่และการบังคับใช้กติกาของแพลตฟอร์ม

รายงานยังพบว่าบัญชีที่ถูกกล่าวถึงร่วมกับผู้เล่นในโพสต์ล่วงละเมิดมากที่สุด คือบัญชีของทีมต้นสังกัดและผู้จัดการแข่งขันเอง หมายความว่าผู้เล่นจำนวนมากถูกล่วงละเมิดผ่านโพสต์ประชาสัมพันธ์ของทีม สปอนเซอร์ และสื่อ กรณีที่รายงานยกเป็นตัวอย่างคือโพสต์ของแคนเดซ โอเวนส์ (Candace Owens) ผู้มีอิทธิพลทางความคิดฝ่ายการเมือง ที่เรียกผู้เล่นทีมชาติหญิงสหรัฐฯ คนหนึ่งว่าเป็นบุคคลต่อต้านอเมริกา ซึ่งทำให้ผู้เล่นรายนั้นถูกล่วงละเมิดเพิ่มขึ้นตามมา

ในด้านผลกระทบ รายงานระบุว่าโซเชียลมีเดียเข้าถึงผู้เล่นได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีช่วงพักจากความวิตกกังวลและบาดแผลทางจิตใจที่การล่วงละเมิดก่อขึ้น และผลที่ตามมาอาจรวมถึงภาวะซึมเศร้า การแยกตัวจากสังคม ปัญหาการนอน และผลต่อการทำผลงานในสนาม รายงานยังทบทวนกรอบกฎหมายในขณะนั้น ทั้งร่างกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ (Online Safety Bill) ของสหราชอาณาจักร กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act: DSA) ของสหภาพยุโรป และกรณีสหรัฐฯ ที่แพลตฟอร์มอาศัยมาตรา 230 ของกฎหมายการสื่อสาร (Communications Act) เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้าง โดยรายงานประเมินว่ากรอบกำกับดูแลของสหรัฐฯ อ่อนที่สุดในบรรดาเขตอำนาจที่ศึกษา

จากข้อค้นพบดังกล่าว สหภาพทั้ง 3 แห่งประกาศแผนปฏิบัติการร่วม ประกอบด้วยการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ การให้ความรู้ผู้เล่นและสนับสนุนบริการด้านสุขภาพจิต การเจรจากับนายจ้าง ผู้จัดการแข่งขัน แพลตฟอร์ม และภาครัฐในฐานะประเด็นความปลอดภัยในที่ทำงาน พร้อมเรียกร้องให้ลีก สโมสร และสปอนเซอร์วางระบบติดตามการล่วงละเมิดที่เกิดจากแคมเปญประชาสัมพันธ์ของตนเอง


ที่มา:
FIFA Social Media Protection Service identifies 89,000 abusive posts during FIFA World Cup 2026™ group stage - with over one in 10 racially motivated (FIFA, 1 July 2026) 
FIFA World Cup 2026: FIFA flags 89,000 abusive posts during group stage, 13-fold rise from 2022 edition (ANI, 1 July 2026) 
One in five players at Women's World Cup received online abuse during finals (PA Media, The Guardian, 11 December 2023) 
Decoding Online Abuse of Players: Collective Responses by Players and Unions (FIFPRO, NBPA and WNBPA, 31 May 2022) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง