กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม (กญธ.) เดินหน้าส่งเสริมความรู้ด้านสิทธิแรงงานและสถานะบุคคลแก่แรงงานกหญิงข้ามชาติในแคมป์ก่อสร้างจังหวัดเชียงใหม่ ด้านกฎหมาย ด้านการเข้าถึงข้อมูล สิทธิประกันสังคม และความกังวลต่ออนาคตของบุตรแรงงานข้ามชาติที่ยังขาดเอกสารแสดงตัวตน ซึ่งส่งผลต่อโอกาสทางการศึกษาและการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานในอนาคต

ภาพจาก: กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม (กญธ.)
เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มคนงานหญิงเพื่อความยุติธรรม (กญธ.) ลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านสิทธิแรงงานและสถานะบุคคลแก่แรงงานหญิงข้ามชาติในแคมป์ก่อสร้างในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน สิทธิขั้นพื้นฐาน และประเด็นสถานะบุคคล ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของแรงงานหญิงข้ามชาติและครอบครัว
ตัวแทนจาก กญธ. กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้นอกจากจะเป็นการให้ความรู้แล้ว ยังเป็นการสร้างเครือข่ายแรงงานหญิงในชุมชน เพื่อให้แรงงานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและมีช่องทางในการขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญปัญหา
“แรงงานหญิงหลายคนยังไม่กล้าพูดถึงปัญหาที่ตัวเองเจอ บางคนถูกเอาเปรียบในที่ทำงาน บางคนไม่เข้าใจสิทธิที่ตัวเองควรได้รับ แต่เลือกเก็บปัญหาไว้เพราะกลัวผลกระทบหรือไม่รู้ว่าจะไปปรึกษาใคร เราจึงพยายามสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยให้พวกเขาได้พูดคุยและเรียนรู้ร่วมกัน” ตัวแทนจาก กญธ. กล่าว
ทั้งยังกล่าวอีกว่า จากการแลกเปลี่ยนกับแรงงานในพื้นที่ พบว่าปัญหาสำคัญประการหนึ่งคือการขาดข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิทธิของตนเอง โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานหญิงที่ต้องรับภาระทั้งการทำงานและการดูแลครอบครัว ทำให้ไม่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูลด้านกฎหมายหรือบริการสาธารณะมากนัก
โดยผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้สะท้อนปัญหาเรื่องใดบ้าง โดยตัวแทนจาก กญธ. กล่าวว่า พี่น้องแรงงานหญิงได้สะท้อนว่า ก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิที่ตนเองควรได้รับในฐานะแรงงาน
ซึ่งเวลามีปัญหาก็ไม่รู้จะถามใคร บางครั้งกลัวว่าจะมีผลกับงาน หรือกลัวว่าจะถูกมองไม่ดี พอมีคนมาอธิบายให้ฟังก็รู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไรบ้าง
ขณะที่แรงงานหญิงอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญคือความกลัวและความไม่ไว้วางใจ เนื่องจากที่ผ่านมาเคยได้ยินข้อมูลต่อ ๆ กันมาว่าหากเข้ารับคำปรึกษาจากองค์กรต่าง ๆ อาจมีค่าใช้จ่าย หรืออาจต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อน
ตอนแรกตัวพวกเขาก็ไม่กล้าเข้ามาฟัง เพราะคิดว่าต้องเสียเงินหรือมีเงื่อนไขอะไรหรือเปล่า แต่พอได้คุยจริง ๆ ก็รู้ว่าเขามาให้ข้อมูลและช่วยเหลือเฉย ๆ
ทั้งยังมีผู้เข้าอบรมร่วมสะท้อนอีกว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุดไม่ใช่เรื่องสถานะของพ่อแม่ แต่เป็นสถานะของลูกที่กำลังเติบโตในประเทศไทย
“พ่อแม่จะมีสถานะหรือไม่มีก็ยังพออยู่ได้ แต่สิ่งที่กังวลคืออนาคตของลูก อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือจนจบ มีเอกสารที่ทำให้เขาเรียนต่อและทำงานได้ในอนาคต
“มีบางครอบครัวที่ลูกสาวใกล้จะเรียนจบแล้ว แต่ยังไม่มีเอกสารใด ๆ เลย พ่อแม่ไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องได้บัตรประชาชนไทยทันที แต่อย่างน้อยอยากให้ลูกมีเลขประจำตัว 13 หลัก มีเอกสารที่ยืนยันตัวตน เพื่อให้สามารถเรียนต่อหรือสมัครงานได้ในอนาคต”
ทั้งนี้ ตัวแทนจาก กญธ. กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันที่แรงงานข้ามชาติหลายๆคนจำเป็นต้องเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนแรงงานอย่างเป็นทางการ รวมถึงการจัดทำหนังสือเดินทางและการเข้าสู่ระบบประกันสังคม ว่ามาตรการดังกล่าวแม้มีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองแรงงาน แต่ในทางปฏิบัติกลับทำให้แรงงานข้ามขาติจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาระและความไม่เป็นธรรม
“สมัยก่อนนายจ้างหลายแห่งยังช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารให้คนงาน เช่น ค่าใบอนุญาตทำงานที่นายจ้างกับลูกจ้างช่วยกันออกคนละครึ่ง ทำให้คนงานยังสามารถอยู่ในระบบได้ แม้จะได้รับค่าจ้างไม่สูงนัก แต่เมื่อมีการกำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งนายจ้างต้องร่วมจ่ายเงินสมทบตามกฎหมาย ปัญหาก็เริ่มปรากฏชัดขึ้น เพราะเนื่องจากนายจ้างเขาก็ไม่ต้องการรับภาระต้นทุนดังกล่าว”
โดยตัวแทนจาก กญธ. ได้ยกตัวอย่างเหตุการณ์ของปัญหาว่า มีกรณีที่นายจ้างเรียกคนงานมารวมตัวกันและแจ้งว่าจะไม่ดำเนินการเป็นนายจ้างในระบบให้ต่อไป หากแรงงานต้องการทำงานอยู่ในประเทศไทยก็ต้องไปหานายจ้างรายใหม่หรือดำเนินการเรื่องเอกสารด้วยตนเอง ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้แรงงานจำนวนมากตกอยู่ในภาวะกดดัน เพราะหากไม่มีนายจ้างรับรอง ก็อาจไม่สามารถดำเนินการด้านเอกสารหรือรักษาสถานะการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ หลายคนจึงต้องหันไปพึ่งพานายหน้าและแบกรับค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อรักษาสถานะของตนเอง
“พี่น้องแรงงานข้ามชาติเหมือนถูกบีบสองทาง ด้านหนึ่งต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดให้มีเอกสารและเข้าสู่ระบบประกันสังคม แต่อีกด้านหนึ่งกลับต้องเผชิญกับนายจ้างที่ไม่ต้องการรับผิดชอบต้นทุนตามกฎหมาย ผลสุดท้ายภาระจึงตกอยู่กับพี่น้องแรงงาน” ตัวแทนจากกลุ่ม กญธ. กล่าวทิ้งท้าย
ขณะเดียวกัน ล่าสุดกรมการจัดหางานส่วนบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวได้ออกบันทึกข้อความด่วนที่สุด ลงวันที่ 17 มิถุนายน 2569 เรื่อง “การแก้ไขปัญหาคำขออนุญาตทำงานของคนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ถูกยกเลิกคำขอโดยระบบ e-WorkPermit” หลังได้รับเรื่องร้องทุกข์จากนายจ้าง คนต่างด้าว และบริษัทนำเข้าแรงงานจำนวนมาก กรณีคำขออนุญาตทำงานที่ได้ดำเนินการชำระค่าธรรมเนียม ตรวจสุขภาพ และจัดทำประกันสุขภาพเรียบร้อยแล้ว แต่กลับถูกระบบยกเลิกคำขอโดยไม่ทราบสาเหตุ ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการต่อได้
หนังสือดังกล่าวระบุว่า มีคำขอที่ได้รับผลกระทบจำนวนกว่า 140,000 คำขอ ทำให้กรมการจัดหางานสั่งการไปยังสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศให้เร่งพิจารณาคำขอที่ค้างอยู่ เพื่อให้แรงงานสามารถเข้าสู่ระบบการจ้างงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยหากเอกสารบางส่วนไม่ปรากฏในระบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารต้นฉบับและดำเนินการพิจารณาคำขอต่อไปได้
