Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-aged Society) อย่างสมบูรณ์ ภายในปี 2574 ประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปจะมีสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่อเนื่อง และอายุคาดเฉลี่ยของคนไทยยืนยาวขึ้นทุกปี คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “เรามีผู้สูงอายุมากขึ้นเพียงใด” หากแต่คือ “เมื่อประชาชนทำงานมาตลอดชีวิต ประเทศไทยมีระบบบำนาญที่เพียงพอรองรับชีวิตหลังเกษียณแล้วหรือยัง”

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม รวมทั้งข้อเสนอขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบว่า ประเทศไทยมีระบบบำนาญหลายระบบ ทั้งบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนประกันสังคม กองทุนการออมแห่งชาติ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ แต่ยังไม่มีระบบใดที่สามารถคุ้มครองประชาชนส่วนใหญ่ได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ข้อมูลสำคัญที่สะท้อนความท้าทายของระบบบำนาญของประเทศไทย ได้แก่ 


ข้อมูลที่ 1 คนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่มีบำนาญ

ประเทศไทยมีแรงงานประมาณ 40 ล้านคน ในจำนวนนี้ แรงงานนอกระบบ ประมาณ 20–21 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งของกำลังแรงงานทั้งหมด แรงงานกลุ่มนี้ประกอบด้วยเกษตรกร ผู้ค้ารายย่อย คนขับรถรับจ้าง ผู้รับงานอิสระ ผู้ทำงานแพลตฟอร์ม และแรงงานรับจ้างทั่วไป แม้คนกลุ่มนี้จะเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจ แต่เมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ส่วนใหญ่กลับไม่มี “บำนาญรายเดือน” รองรับเหมือนแรงงานในระบบ หรือข้าราชการ ทำให้เมื่อมีอายุมากขึ้นจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินออม รายได้จากการทำงานต่อ หรือการพึ่งพาบุตรหลาน

ผลสำรวจภาวะการทำงานของผู้สูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงทำงานหลังอายุ 60 ปี ด้วยเหตุผลสำคัญคือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ มีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เพียงพอจะกลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ต้องทำงานจนวาระสุดท้ายของชีวิต


ข้อมูลที่ 2 ผู้สูงอายุจำนวนมากยังต้องทำงาน

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 13.7 ล้านคน และยังมีผู้สูงอายุประมาณ 5.2 ล้านคน หรือเกือบ 4 ใน 10 ที่ยังอยู่ในกำลังแรงงาน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย รับจ้าง และงานบริการขนาดเล็ก ซึ่งล้วนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศ 

ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ยังพบว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากทำงาน 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือมากกว่า และเหตุผลสำคัญที่สุดของการทำงานคือ รายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต สะท้อนว่าการทำงานในวัยสูงอายุของคนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้เป็น “ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็น”

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่า การทำงานในวัยสูงอายุไม่ใช่ปัญหา หากเป็นการทำงานที่สมัครใจ มีความยืดหยุ่น และเหมาะสมกับสภาพร่างกาย แต่หากผู้สูงอายุต้องทำงานเพราะไม่มีรายได้เพียงพอ หรือไม่มีหลักประกันทางรายได้หลังเกษียณ  นั่นย่อมสะท้อนถึงข้อจำกัดของระบบคุ้มครองทางสังคมมากกว่าศักยภาพของผู้สูงอายุเอง


ข้อมูลที่ 3 งบประมาณของรัฐไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม

เมื่อพิจารณางบประมาณที่รัฐใช้ไปกับการดูแลผู้สูงอายุที่ผ่านมา จะเห็นข้อท้าทายต่อมายาคติที่ว่ารัฐต้องใช้เงินดูแลเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่ส่วนใหญ่เป็นแรงงานนอกระบบไปจำนวนมาก เพราะข้อเท็จจริงที่พบคือการกระจายงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยนั้นสะท้อนความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมอย่างมาก

ปีงบประมาณ 2566 รัฐใช้งบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุไป 87,580 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.7 ของงบประมาณแผ่นดิน เพื่อดูแลผู้สูงอายุ 11.03 ล้านคน หรือเฉลี่ยประมาณ 7,940 บาทต่อคนต่อปี

ในขณะเดียวกัน ในปีงบประมาณเดียวกัน รัฐใช้งบประมาณสำหรับเบี้ยหวัด บำเหน็จ และบำนาญข้าราชการ 322,790 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10.1 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด สำหรับผู้รับสิทธิ 8.1 แสนคน หรือเฉลี่ยกว่า 398,500 บาทต่อคนต่อปี

แม้จำนวนผู้ได้รับเบี้ยยังชีพจะมากกว่าผู้รับบำนาญข้าราชการถึง 13.6 เท่า แต่ผู้รับบำนาญข้าราชการกลับได้รับงบประมาณเฉลี่ยต่อคนสูงกว่าประมาณ 50 เท่า

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าข้าราชการไม่สมควรได้รับบำนาญ เนื่องจากเงินบำนาญเป็นสิทธิที่เกิดจากการรับราชการ แต่ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ระบบคุ้มครองรายได้ของประเทศไทยให้ความคุ้มครองที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานนอกระบบ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังคงมีหลักประกันทางรายได้ที่จำกัด และยังคงต้องทำงานแม้อายุมากขึ้น 


ข้อมูลที่ 4 เบี้ยยังชีพไม่ได้เพิ่ม แต่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นทุกปี

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุของไทยกำหนดไว้แบบขั้นบันไดได้แก่ อายุ 60–69 ปี ได้รับเดือนละ 600 บาท อายุ 70–79 ปี ได้รับ 700 บาท อายุ 80–89 ปี ได้รับ 800 บาท และอายุ 90 ปีขึ้นไปได้รับ 1,000 บาทต่อเดือน อัตราดังกล่าวเริ่มใช้มาตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2555 และยังคงไม่เปลี่ยนแปลงมานานกว่า 14 ปี และอัตรานี้ต่ำกว่าเส้นความยากจนที่กำหนดไว้ 3,078 บาท ต่อเดือนอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยประมาณ 1.5 % ต่อปี ส่งผลให้ มูลค่าที่แท้จริง (Real Value)หรือกำลังซื้อของเบี้ยยังชีพลดลงทุกปี แม้จำนวนเงินที่ได้รับจะยังคงเดิม กล่าวคือ เงิน 600 บาทในปัจจุบันไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการได้เท่ากับเงิน 600 บาทเมื่อปี 2554

องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และ OECD จึงเสนอว่าระบบบำนาญพื้นฐานควรมีกลไก Benefit Indexation หรือการปรับเพิ่มตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจซื้อของผู้สูงอายุในระยะยาว


ข้อมูลที่ 5 คุณค่าทางเศรษฐกิจของเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 

เงินเบี้ยยังชีพส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ายา และค่าสาธารณูปโภค จึงหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจชุมชน มากกว่าถูกนำไปเก็บออม 

การมองเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุว่าเป็นเพียง “รายจ่ายของรัฐ” อาจทำให้สังคมมองข้ามบทบาทที่แท้จริงของระบบบำนาญ งานศึกษาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ธนาคารโลก (World Bank) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ชี้ตรงกันว่า รายได้พื้นฐานของผู้สูงอายุเป็นการลงทุนทางสังคม (Social investment) มากกว่าการให้ความช่วยเหลือเพียงระยะสั้น

หลักฐานจากหลายประเทศพบว่า รายได้พื้นฐานสามารถ ลดความยากจนของผู้สูงอายุ ลดภาระค่าใช้จ่ายของบุตรหลาน เพิ่มการเข้าถึงอาหารและบริการสุขภาพ รวมทั้งกระตุ้นการใช้จ่ายในเศรษฐกิจท้องถิ่น เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่นำเงินไปใช้จ่ายกับสินค้าและบริการที่จำเป็นในชุมชน ทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

ในอีกด้านหนึ่ง รายได้ที่เพียงพอยังช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกทำงานที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกาย มากกว่าจะต้องทำงานหนักเพียงเพื่อความอยู่รอด ดังนั้น ระบบบำนาญจึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสวัสดิการ แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของทั้งครัวเรือนและสังคมในระยะยาว

จากข้อมูลทั้ง 5 ข้อ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ควรเพิ่มเบี้ยยังชีพหรือไม่ หรือควรเพิ่มเท่าไร” หากแต่คือ “ประเทศไทยควรออกแบบระบบบำนาญอย่างไร เพื่อให้ประชาชนทุกคนที่ทำงานและร่วมสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมาตลอดชีวิตมีหลักประกันรายได้เมื่อเข้าสู่วัยชราอย่างสมศักดิ์ศรี”

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แต่ระบบบำนาญของเรายังคุ้มครองประชาชนได้ไม่เท่าเทียม คนจำนวนมากยังไม่มีหลักประกันรายได้หลังเกษียณ เบี้ยยังชีพมีมูลค่าที่แท้จริงลดลงจากเงินเฟ้อ ขณะที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยยังต้องทำงานเพราะรายได้ไม่เพียงพอ 

ภาพเหล่านี้สะท้อนว่า “ความท้าทายของสังคมสูงวัยไม่ได้อยู่ที่อายุของประชากร หากแต่อยู่ที่การออกแบบระบบบำนาญที่เพียงพอและครอบคลุมประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ” เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะดูแลผู้สูงอายุอย่างไร แต่คือเราจะสร้างสังคมที่คนทุกคนสามารถทำงานอย่างเต็มที่ โดยมั่นใจได้หรือไม่ว่า เมื่อถึงวันที่ไม่สามารถทำงานต่อได้ ชีวิตของพวกเขาจะยังมีหลักประกันรายได้และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียม

การปฏิรูประบบบำนาญจึงไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น แต่เป็นการเตรียมความพร้อมของคนวัยทำงานทุกคน เพราะผู้สูงอายุในวันหน้าก็คือคนวัยทำงานในวันนี้

 

อ้างอิง 

  1. ILO, UNICEF, IOM, & UN Women. (2022). Thailand social protection diagnostic review: Social protection mapping and vulnerability analysis. International Labour Organization.
  2. Meemon, N., & Paek, S. C. (2023). Older adults living alone in Thailand: Socioeconomic inequality and its relation to unmet health needs. Asia-Pacific Social Science Review, 20(4), 17–31.
  3. OECD. (2025). OECD Economic Surveys: Thailand 2025. OECD Publishing.
  4. OECD/ERIA. (2025). Promoting active ageing in Southeast Asia. OECD Publishing.
  5. Phijaisanit, E. (2024). Fostering active ageing in Thailand’s informal economy: A policy imperative. Thammasat Review of Economic and Social Policy, 9(1), 54–73.
  6. Poonpolkul, P., Porapakkarm, P., & Wasi, N. (2024). Aging, inadequacy, and fiscal constraint: The case of Thailand. International Studies of Economics, 19, 35–67.
  7. Pruksacholavit, P. (2025). Aging population and employment in Thailand: Towards inclusive legal reforms. Tokyo: Japanese Institute of Labour Policy and Training.
  8. Zhao, J., Law, C. K., Piggott, J., & Yiengprugsawan, V. S. (2024). Health capacity to work among older people in Thailand. Asian Development Review, 41(1), 169–194.
  9. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (2567). ข้อเสนอเชิงนโยบายวิกฤตประชากรและสังคมสูงวัย (สมุดปกขาว). กรุงเทพฯ: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
  10. เฉลิมพล แจ่มจันทร์, สุภรต์ จรัสสิทธิ์, และ ณัฐณิชา ลอยฟ้า. (2565). แรงงานสูงอายุนอกระบบ และการเปลี่ยนผ่านสภาพการทำงานของแรงงานสูงอายุไทย (เอกสารทางวิชาการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม หมายเลข 577). นครปฐม: สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
  11. ไทยพับลิก้า. (2567). สวัสดิการผู้สูงอายุได้อะไรบ้าง: 14 ปี งบเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 8.7 แสนล้านบาท. https://thaipublica.org/2024/03/infographic-social-welfare-for-elderly/
  12. ไทยพีบีเอส. (2566). เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ โจทย์ยากการคลังประเทศ. https://theactive.thaipbs.or.th/data/welfare-finance-question
  13. สำนักงบประมาณ. (2565). พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 วงเงิน 3,185,000 ล้านบาท. กรุงเทพฯ: สำนักงบประมาณ.
  14. สภาองค์กรของผู้บริโภค. (2566). เส้นทางเบี้ยยังชีพ สู่การผลักดันบำนาญถ้วนหน้า. https://www.tcc.or.th/timeline-pension/
  15. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). การคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553–2583 (ฉบับปรับปรุง).
  16. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2566). สรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
  17. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). การสำรวจประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2568. กรุงเทพฯ: สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
  18. สำนักงานสภาพัฒน์. (2568). รายงานความยากจนและความเหลื่อมล้ำ ปี 2567.
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง