Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เวทีเสวนา “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ : สิทธิในร่างกาย และเสียงของชุมชนในนโยบาย” ตอกย้ำ สิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง ตั้งอยู่บนหลักฐาน ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และความจำเป็นด้านสุขภาพ ไม่ใช่กระแสสังคม พร้อมระบุ การเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยคือส่วนหนึ่งของการไม่ทิ้งประชาชนกลุ่มใดไว้ข้างหลัง

ในเวทีเสวนาและแถลงการณ์เครือข่ายภาคประชาชน “ฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ : สิทธิในร่างกาย และเสียงของชุมชนในนโยบาย” เพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนต่อกรณีการผลักดันบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศเข้าสู่สิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ณ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  

คุณณชเล บุญญาภิสมภาร ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะคนข้ามเพศ กล่าวว่า จากการทำงานใกล้ชิดกับชุมชนคนข้ามเพศ พบว่ามีผู้เข้ามาปรึกษาเรื่องการใช้ฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการทราบว่าควรใช้ผลิตภัณฑ์ใดและใช้อย่างไรจึงจะเหมาะสมกับร่างกายของตนเอง แต่ในอดีตข้อมูลวิชาการและบริการรองรับยังมีจำกัด ทำให้หลายคนต้องพึ่งพายาคุมกำเนิด คำแนะนำจากเพื่อน หรือซื้อยาด้วยตนเอง ซึ่งมีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

อย่างไรก็ดี ภายหลังจากที่มีการบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) และมีกลุ่มไม่เห็นด้วยคัดค้าน พร้อมสะท้อนความเข้าใจคลาดเคลื่อน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การมองว่าสิทธินี้เป็นสิทธิพิเศษ ทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานด้านสุขภาพ 2.การนำไปเปรียบเทียบกับสิทธิประโยชน์อื่น เช่น วัคซีนเด็ก ทั้งที่แต่ละบริการมีหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาแตกต่างกัน และ 3.ความไม่เข้าใจต่อกระบวนการพิจารณาสิทธิประโยชน์ในระบบสาธารณสุข ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลวิชาการ ความปลอดภัย ความเป็นธรรม และผลกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่การตัดสินจากกระแสสังคมเพียงอย่างเดียว

“ขอให้ข้อมูลและย้ำว่า สิทธินี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นการทำให้ระบบบริการสุขภาพมองเห็นคนไทยทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ที่ผ่านมาคนข้ามเพศจำนวนไม่น้อยถูกผลักออกจากระบบบริการเพราะการตีตรา และเลือกปฏิบัติ การมีบริการที่ปลอดภัยจึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบสาธารณสุขที่เข้าใจชีวิตจริงของประชาชนมากขึ้น” คุณณชเลกล่าว

ด้าน นพ.ฐิติสันต์ ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์บริการสาธารณสุข 28 กรุงธนบุรี กล่าวว่า สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ได้ให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศมาตั้งแต่ปี 2565 ภายใต้นโยบาย BKK Pride Clinic โดยต่อยอดจากบริการป้องกันเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น PrEP และ PEP ประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่า บริการฮอร์โมนเป็น “ประตูบานแรก” ที่ช่วยพาคนข้ามเพศ โดยเฉพาะเยาวชน เข้าสู่ระบบสุขภาพที่ปลอดภัย เพราะหลายคนไม่ได้มีเพียงความต้องการใช้ฮอร์โมน แต่ยังมีปัญหาซ้อนทับ เช่น ภาวะซึมเศร้า ความเครียดจากการไม่ถูกยอมรับ หรือความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์

ที่ผ่านมาศูนย์บริการจึงจัดให้มีการตรวจระดับฮอร์โมนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย พร้อมจัดหายาฮอร์โมนคุณภาพในราคาทุน เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย ป้องกันการซื้อยาทางอินเทอร์เน็ต และติดตามผลข้างเคียงระยะยาว เช่น ไขมันในเลือดสูง หรือภาวะกระดูกพรุน

“การจัดบริการนี้ไม่ได้เป็นการนำงบประมาณไปแข่งขันกับวัคซีนหรือบริการพื้นฐานอื่น แต่เป็นการจัดบริการสร้างเสริมสุขภาพตามความจำเป็นของประชาชนแต่ละกลุ่มและแต่ละช่วงวัย” ผอ.ศูนย์บริการสาธารณสุข 28 กรุงธนบุรี กล่าว

คุณพีราณี ศุภลักษณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิเด็กและความหลากหลายทางเพศ มูลนิธิช่วยเหลือเด็ก ประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับเยาวชนหลากหลายทางเพศ การเข้าถึงบริการที่ปลอดภัยมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเด็กจำนวนหนึ่งเผชิญความเครียด ภาวะซึมเศร้า หรือความคิดทำร้ายตนเองจากแรงกดดันของสังคมที่ไม่ยอมรับตัวตน ที่น่ากังวลคือเยาวชนหญิงข้ามเพศในต่างจังหวัดบางรายต้องเข้าโรงพยาบาลจากการซื้อยาคุมหรือฮอร์โมนมาใช้เองเกินขนาด เนื่องจากขาดข้อมูลและไม่มีช่องทางบริการที่ปลอดภัย

การจัดบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องร่างกาย แต่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต การยอมรับตัวตน และสิทธิของเด็กในการได้รับบริการสุขภาพที่เหมาะสม รัฐจึงควรทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการดูแลที่ปลอดภัย แทนที่จะปล่อยให้ต้องเสี่ยงจากการใช้ยาเอง

ศ. ดร. ภก. อาทร ริ้วไพบูลย์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุข กล่าวว่า การพิจารณาสิทธิประโยชน์ในระบบสุขภาพ ไม่ได้ตัดสินจากความรู้สึกหรือกระแสสังคม แต่ต้องอาศัยข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ และกระบวนการกลั่นกรองอย่างรอบด้าน ทั้งประสิทธิผล ความปลอดภัย ความเป็นธรรม ผลกระทบต่อสังคม จริยธรรม และความเหมาะสมของการใช้ทรัพยากร ซึ่งในมุมเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขไม่ได้มองเพียงว่าใช้งบประมาณเท่าไร แต่ต้องพิจารณาว่าบริการนั้นช่วยสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพและคุณภาพชีวิตให้ประชาชนอย่างไร และในกรณีฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศ หากไม่มีระบบบริการที่ปลอดภัย คนข้ามเพศบางส่วนอาจต้องซื้อยาใช้เองโดยขาดการติดตามจากบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเสี่ยงต่อผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อน สุดท้ายระบบสุขภาพอาจต้องรับภาระรักษาปัญหาที่สามารถป้องกันได้

“การนำบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศเข้าสู่ระบบบริการ จึงไม่ใช่การพิจารณาเพียงเรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นการประเมินว่าบริการดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเป็นธรรมได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ศ. ดร. ภก. อาทร กล่าว

ทั้งนี้ ผู้ร่วมเสวนาเห็นตรงกันว่าการทำให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศอยู่ภายใต้ระบบบัตรทอง คือการทำให้ระบบสุขภาพมีมาตรฐาน โปร่งใส และครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่การให้สิทธิพิเศษหรือแย่งทรัพยากรจากใคร แต่เป็นการลดความเสี่ยง ป้องกันปัญหาสุขภาพ และยืนยันหลักการสำคัญของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ต้องดูแลทุกคนอย่างเท่าเทียม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง