Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การอภิปรายนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน 2” ที่ผ่านมา ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ชี้ปัญหา “5 คลัสเตอร์อำนาจ” ในการเมืองไทยปัจจุบัน คือ 1) มุ้งการเมืองต่างๆ 2) พรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้  3) บรรดาพรรคร่วมอื่นๆ ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน 4) ไพ่โจ๊กเกอร์ คือบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งรวมองค์กรอิสระต่างๆ และ 5) คนบางกลุ่มในประเทศนี้ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป

หลายคนชมว่าเป็นการอภิปรายที่ให้ “ภาพรูปธรรม” ของปัญหาการเมืองปัจจุบันชัดเจนมาก เสียดายที่สื่อมวลชนและนักวิชาการไม่นำไป “ขยายผล” ต่อให้สังคมถกเถียงอย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ผมคิดว่าหากเราพิจารณาตรงไปตรงมาจะเห็นว่าคลัสเตอร์ 1 และคลัสเตอร์ 3 – 5 เป็นปัญหาที่เราต่าง “รู้ๆ กันอยู่แล้ว” หรือรู้กันมานานมากแล้ว 

ประเด็นปัญหาสำคัญของการอภิปรายอยู่ที่ “คลัสเตอร์ที่ 2” ต่างหากตามที่ณัฐพงษ์ขยายความว่า 

“คือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาลอยู่ในขณะนี้ ที่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่ายอมขายวิญญาณตัวเอง เพราะไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้...”

ทำให้อีกฝ่ายลุกขึ้นประท้วงให้ถอนคำพูดที่กล่าวหาเพื่อไทยว่า “ขายวิญญาณ” แต่ณัฐพงษ์เปลี่ยนจาก “ขายวิญญาณ” เป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” แทน จนกลายเป็นประเด็น “ดราม่า” ทางสื่อต่างๆ ดังที่ทราบกัน

ปัญหาคือ ประเด็นที่ณัฐพงษ์กล่าวหาเพื่อไทยร่วมรัฐบาลอนุทิน 2 ว่า “ไม่สามารถต่อรองอะไรเลยกับพรรคภูมิใจไทยได้” ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าเพื่อไทยกับภูมิใจไทยได้ต่อรองร่วมรัฐบาล โดยการแบ่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ เพื่อนำ “นโยบาย” ของแต่ละพรรคไปบริหารเรียบร้อยแล้ว แต่จะทำสำเร็จตามนโยบายได้แค่ไหนภายใต้ข้อจำกัดของการเมืองใต้อำนาจรัฐพันลึก เป็นเรื่องที่เราต้องดูกันต่อไป  

ทว่าเมื่อย้อนไปดูเคสที่พรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ ที่อ้างว่า “โหวตอนุทินคุมง่ายกว่า” ในช่วงเวลาที่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคประชาชนยืนยันเองว่า “ไม่มีช่วงเวลาไหนที่พรรคประชาชนมีอำนาจต่อรองมากขนาดนี้แล้ว” แต่ผลลัพธ์ของ “การต่อรองได้แบบพรรคประชาชน” กลับเป็นความพ่ายแพ้ของพรรคประชาชนเอง และทำให้ “พรรคน้ำเงิน” กลายเป็น “แกนนำหลัก” ของตัวแทนอำนาจของรัฐพันลึก ด้วยการรวมคลัสเตอร์อำนาจที่ 1 และ 3 – 5 เข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพมากที่สุดอย่างที่เห็น

จึงมีคำถามกลับไปที่พรรคประชาชนเองว่า “การโหวตอนุทินตามหวยล็อกรัฐพันลึก” หรือตามความต้องการของรัฐพันลึกที่ผูกขาดอำนาจออก “ใบอนุญาตที่ 2” โดยใช้อำนาจนอกระบบ “สอย” น่ายกฯ พรรคเพื่อไทย เพื่อเอาอนุทินขึ้นเป็นนายกฯ แทน สะท้อนว่าพรรคประชาชนอยู่ในคลัสเตอร์ไหนกันแน่ และได้ “ลดทอน” หรือ “เพิ่มอำนาจ” ให้ คลัสเตอร์ที่ 1 และคลัสเตอร์ที่ 3-5 เข้มแข็งขึ้นกว่าเดิมกันแน่ 

 จึงน่าวิเคราะห์ต่อว่าคำกล่าวหาเพื่อไทย “ขายวิญญาณ” ซึ่งเดาว่าณัฐพงษ์อาจจงใจนำคำพูดของ “ปัญญาชนสาธารณะแถวหน้า” คนหนึ่งมาใช้กล่าวหา เพราะในช่วงที่ปัญญาชน นักวิชาการ และสื่อฝ่ายก้าวหน้าต่าง romanticize ปกป้องพรรคประชาชนโหวตอนุทินนั้น มีการใช้ข้ออ้างว่า “ยังไม่ถือว่าพรรคประชาชนทิ้งหลักการ หรือไม่ถึงกับขายวิญญาณ” แล้วถูกนำมาขยายความต่อว่าถึงจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นในการโหวตอนุทิน แต่ “พรรคประชาชนไม่ได้ขายวิญญาณเหมือนเพื่อไทย” ที่กลายเป็น “สมุนรับใช้” ของรัฐพันลึกไปเรียบร้อยแล้ว 

ผมคิดว่าปรากฏการณ์แปะป้ายดังกล่าว สะท้อนปัญหาของ “การปั้นคำ” ที่มีความเป็นการเมืองในตัวมันเองในแง่ที่การปั้นคำเช่นนั้นละเลย “ความซับซ้อน” ของข้อเท็จจริงหลายๆ แง่มุมของปัญหาการเมือง ทำให้เกิดการนำคำปั้นแต่งเช่นชั้นมาใช้ “แปะป้าย” ฝ่ายที่คิดต่างในเชิงพิพากษาตัดสินแบบ “ขาว-ดำ” ได้ง่ายดาย เช่นคำว่า “ระบอบทักษิณ” ที่ปัญญาชนแถวหน้าบางคนเคยปั้นขึ้นจนกลายเป็น “อาวุธทางการเมือง” ที่เครือข่ายอำนาจรัฐพันลึกใช้ได้ผลเกินคาดมาแล้ว แม้ว่าปัญญาชนแถวหน้าผู้ปั้นคำนั้นขึ้นมาจะไม่มีเจตนาให้เป็นเช่นนั้นก็ตาม 

คำอภิปรายของหัวหน้าพรรคประชาชนที่แปะป้ายเพื่อไทยขายวิญญาณ หรือ “ละทิ้งจุดยืนเดิม” เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดที่ซับซ้อนของปัญหาการเมืองไทยทั้งระบบ จึงชวนให้เกิดคำถามต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะคำถามต่อปัญหาสำคัญที่สุดคือ “การขังลืมนักโทษ 112” ที่เหมือนว่าการเมืองในสภาและสังคมไทยค่อยๆ ลืม “ความเป็นคน” ของพวกเขามาโดยลำดับ ตั้งแต่หลังเลือกตั้งปี 2566 เป็นต้นมา

ที่พูดเช่นนี้เพราะในช่วงเวลาที่ประเทศนี้ตกอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลประยุทธ์ 1 (คสช.) และรัฐบาลประยุทธ์ 2 (สืบทอดอำนาจ คสช.) ได้เกิดการต่อสู้ของ “ม็อบคนอยากเหลือกตั้ง” ที่จุดประกาย “ความหวังริบหรี่” ท่ามกลางความมืดมิด แต่เป็นเหมือน “สะพานเชื่อมต่อ” จากการต่อสู้ของคนเสื้อแดงมาสู่ “ม็อบชูสามนิ้ว” ที่ “ทะลุเพดาน” ความกลัว กล้าเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา ทำให้ประชาชนที่อยากเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงเป็นประชาธิปไตยกลับมามี “ความหวัง” มากขึ้น

ขณะเดียวกันการเมืองในสภาโดยพรรคเพื่อไทยและพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล ก็เชื่อมโยงตัวเองเข้ากับความคาดหวังของคนรุ่นใหม่ เห็นได้จากทั้งสองพรรคต่างออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประยุทธ์ “คืนสิทธิ์ประกันตัว” แก่บรรดาแกนนำที่ถูกคุมขังคดี 112 ทั้งสองพรรคจึงถูกขนานนามว่า “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” ที่เป็นความหวังในการเลือกตั้งปี 2566

ทว่าหลังเลือกตั้ง เมื่อพรรคอันดับ 1 คือก้าวไกลตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ เพราะไม่สามารถรวมเสียง ส.ส. และ สว. ลากตั้งยกมือสนับสนุนได้เกินครึ่งของสมาชิกรัฐสภาตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อไทยซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 จึงรวบรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ แต่ถูกโจมตีว่าตระบัดสัตย์, ข้ามขั้ว, ฉีก MOU กับพรรคก้าวไกล และทรยศหักหลังประชาชน โดยเชื่อมโยงกับการกล่าวหาว่าทักษิณ ชินวัตร “ดีลกับรัฐพันลึก” เพื่อกลับบ้านมาเป็นตัวแทนฝ่ายรัฐพันลึกสู้กับพรรคก้าวไกล ที่เป็นพรรคตัวแทนของคนรุ่นใหม่

เป้าหมายทางการเมืองของก้าวไกล-พรรคประชาชนหลังการตั้งรัฐบาลเพื่อไทย ตั้งแต่ปี 2566 ถึงปัจจุบัน จึงมุ่งโจมตีอย่างต่อเนื่อง ด้วยการใช้ “วาทกรรมการเมือง” เช่นตระบัดสัตย์, ข้ามขั้ว, ฉีก MOU และทรยศหักหลังประชาชน กระทั่งล่าสุดคือ “ขายวิญญาณ” ส่วนปัญหาของคลัสเตอร์อำนาจที่ 1 และ 3-5 เหมือนพรรคประชาชนและบรรดาผู้สนับสนุนจะพูดถึงไม่มากเท่าที่ควร 

ขณะที่เกิดความขัดแย้งต่อเนื่องแบบ “ผีไม่เผา” ระหว่างแดง-ส้ม รัฐพันลึกก็สอยสองนายกฯ ของเพื่อไทยได้ง่ายดาย และการสร้างกระแสตรวจสอบ “เคสชั้น 14” ของพรรคส้ม ผนวกกับการแจ้งความเอาผิดของฝ่าย “เสื้อเหลือง” ก็เหมือนการเขี่ยลูกบอลให้เข้าเท้าของรัฐพันลึกขังคุกทักษิณในคดีจากรัฐประหารได้ง่ายขึ้น

เท่ากับว่าผลของความขัดแย้งระหว่าแดง-ส้ม ทำให้พรรคแดงที่ถูกกระทำจากรัฐพันลึกมามากกว่าถูกกระทำซ้ำอีก จนอ่อนกำลังลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี ขณะที่พรรคส้มเพื่อที่จะเอาชนะพรรคแดงให้ได้ จนทำได้แม้กระทั่ง “โหวตอนุทินตามหวยล็อกรัฐพันลึก” ก็กลับกลายเป็นยกอำนาจให้กับพรรคการเมืองตัวแทนอำนาจรัฐพันลึก “ตัวจริงเสียงจริง” จนพลิกเกมกลับมาเอาชนะทั้งพรรคแดงและพรรคส้มได้อย่างขาดลอย และอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกล ก็ถูกรัฐพันลึกเล่นงานคดี “จริยธรรมร้ายแรง” หลังชัยชนะเลือกตั้งของพรรคน้ำเงิน

ดังนั้น ถ้าพูดถึงการ “ละทิ้งจุดยืนเดิม” หากพูดอย่างซื่อตรงต่อข้อเท็จจริง ทั้งพรรคแดงและพรรคส้มต่างก็ไม่สามารถรักษาจุดยืนเดิมไว้ได้จริง ทั้งสองฝ่ายต่างถูกบีบให้ “ถอยจากจุดยืนเดิม” เหมือนกัน เช่น เมื่อตั้งรัฐบาลแล้วเพื่อไทยก็ไม่สามารถทำเรื่องคืนสิทธิประกันตัว 112 นิรโทษ 112 และแก้รัฐธรรมนูญได้ พรรคประชาชนแม้จะโหวตรับร่างฯ นิรโทษกรรม 112 แต่ก็ไม่ได้นำเงื่อนไขนิรโทษกรรม 112 ใส่ใน MOA แลกกับการโหวตอนุทิน และการแก้รัฐธรรมนูญก็ไม่สำเร็จตาม MOA เช่นกัน ที่เป็นเช่นนี้เพราะอะไร ก็เพราะต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ “ผู้มีอำนาจของรัฐพันลึก” ไม่ยอมให้ทำเช่นนั้นได้ ซึ่งทุกพรรคการเมืองต่างรู้ๆ กันอยู่แล้ว

แต่ทั้งๆ ที่ทุกพรรคการเมืองต่างรู้ๆ กันอยู่แล้วว่าต้นตอปัญหาอยู่ตรงไหน พรรคแดงกับพรรคส้มกลับเอาแต่ฟาดฟันกันเองไป ขณะที่รัฐพันลึกก็เล่นงานทั้งพรรคแดงและพรรคส้มไป ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือ รัฐพันลึกได้ใช้ 112 กดปราบแกนนำต่อสู้ทางการเมืองทีละคนๆ มากขึ้นเรื่อยๆ หลายคน “ถูกขังลืม” ไม่ได้สิทธิประกันตัวสู้คดี และถูกตัดสินคดี 112 ที่ลงโทษสูงสุดไปแล้วกว่า 30 ปี ถึงเกือบ 50 ปี 

ล่าสุดเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน (ดู สถิติผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 "หมิ่นประมาทกษัตริย์" ปี 2563-69 | ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน) รายงานว่าสถิติผู้ถูกดำเนินคดี 112 ตั้งแต่ปี 2563 ถึงต้นปี 2569 มีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกและการชุมนุมทางการเมืองในข้อหาตามมาตรา 112 แล้วอย่างน้อย 291 คน ใน 321 คดี ทว่าการนิรโทษกรรมคดีการเมืองในสภาชุดที่แล้วกลับ “ไม่รวมคดี 112” ด้วยเลย 

แน่นอนว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ การคืนสิทธิประกันตัวนักโทษ 112 แก่แกนนำคนสำคัญอย่างอานนท์ นำภา, เก็ท-โสภณ สุรฤทธิ์ธำรง, ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์, ไผ่ ดาวดิน-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา เป็นต้นไม่ได้ สาเหตุหลักอยู่ที่รัฐพันลึก แต่การที่พรรคแดง-ส้มที่ต่างก็ถูกรัฐพันลึกกระทำมาเหมือนกันและยังถูกกระทำอยู่เอาแต่มุ่งทะเลาะขัดแย้งกันเองต่อเนื่องยาวนาน ก็ย่อมเป็นส่วนสำคัญหนึ่งที่ทำไห้ “การขังลืมนักโทษทางความคิด” ทั้งถูกลืมจากการเมืองในสภาและจากสังคมมากขึ้นไปอีก 

คำเตือนตรงไปตรงมาแต่ “สมเหตุสมผล” อย่างยิ่งจากนักโทษทางความคิดอย่างไผ่ ดาวดินให้ทั้งชาวแดงและชาวส้ม “คำนึงถึงจุดร่วม” ที่ต่างตกเป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนกัน และต้องการเห็นประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยเหมือนกัน กลับเป็นคำเตือนที่ “ถูกเมิน” จากทุกฝ่าย ไม่ว่าปัญญาชนสาธารณะ นักวิชาการ สื่อก้าวหน้าต่างๆ ก็ไม่มีใครนำคำเตือนเช่นนี้มา “ขยายผล” ต่อ บางคนถึงกับบอกว่า “ข้อเรียกร้องแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการเรียกร้องให้สามัคคีๆ ที่ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง” แต่พวกเขาก็ไม่มีทางออกอื่น นอกจากฟาดฟันกันเอง และเสมือน “ยอมรับโดยปริยาย” ว่าการขังลืมนักโทษทางความคิดเป็นเรื่องปกติ และการที่พรรคแดงและพรรคส้มถูกรัฐพันลึกกระทำซ้ำๆ ก็เหมือนเป็นเรื่องปกติเช่นกัน 

แล้วทางออกของปัญหาคืออะไร?

รอให้ชนะรัฐพันลึกได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก่อนใช่ไหม ก็ไม่มีใครตอบได้ว่าจะชนะแบบนั้นได้จริงหรือไม่ เมื่อใด คนนอกคุกอาจพูดได้ว่า “ก็ต้องรอไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีวันนั้น” แต่สำหรับชีวิตคนในคุก วันเดียวก็ยาวนานมากอย่างไม่อาจเทียบได้กับเวลาของคนนอกคุก การปล่อยให้พวกเขาถูกขังลืม จึงเสมือนเราต่างลืม “ความเป็นคน” ของพวกเขาโดยปริยาย 

หากเรายังไม่ลืมความเป็นคนของพวกเขา ก็จำเป็นต้องทบทวน “ข้อผิดพลาด” ของการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยการโจมตีและสร้างความเกลียดชังกันเองแบบที่ผ่านๆ มา แล้วหันมาสร้างความร่วมมือในการช่วยคนออกจากคุกให้ได้เป็น “เป้าหมายหลัก” จริงๆ เพราะการ “คืนสิทธิประกันตัว” และ “การนิรโทษกรรม 112” จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อเกิดการเจรจาตกลงกันได้ระหว่างตัวแทน 6 ฝ่ายหลักๆ คือ

     -  ตัวแทนเครือข่ายสถาบันกษัตริย์

     - ตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ที่มีแกนนำพรรคภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคร่วมอื่นๆ เป็นตัวแทนหลัก

     - ตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีประธานรัฐสภาเป็นตัวแทนหลัก

     - ตัวแทนฝ่ายค้าน ที่มีแกนนำพรรคประชาชน และพรรคร่วมอื่นๆ เป็นตัวแทนหลัก 

     - ตัวแทนฝ่ายตุลาการ ที่มีประธานศาลฎีกาเป็นตัวแทนหลัก และ

     - ตัวแทนภาคประชาชน ที่มีศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไอลอว์และฝ่ายเห็นต่างเป็นตัวแทนหลัก

เหตุผลสำคัญที่จำเป็นต้องมีการเจรจาระหว่างตัวแทน 6 ฝ่ายดังกล่าว เพราะการปล่อยให้มี “นักโทษทางความคิดถูกขังลืม” สถาบันกษัตริย์, รัฐบาล หรือประเทศชาติและประชาชนไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย มีแต่จะเป็น “ตราประทับ” ให้ไทยเป็น “ประเทศไม่เสรี” ในสายตานานาอารยประเทศไปยาวนาน การคืนสิทธิประกันตัวและนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทุกคนต่างหากที่จะเกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาด้านต่างๆ และพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ให้ก้าวหน้าต่อไป

ผมไม่รู้หรอกว่าการเจรจาระหว่างตัวแทนดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้อย่างไร รู้แต่ว่าถ้าปล่อยให้มีนักโทษทางความคิดถูกขังลืมต่อไปเหมือนเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับกันได้ การพูดถึงประชาธิปไตย, สิทธิ, เสรีภาพ, คุณธรรมจริยธรรมใดๆ ในประเทศนี้จะไม่มีความหมายใดๆ เลย เหมือนเราต่างพูดคำเหล่านี้แบบ “หลอกตัวเอง” กันไปวันๆ ขณะที่ทุกคนต่างมีส่วนร่วมทั้งโดยตรงและโดยอ้อมในการเหยียบย่ำ “ศักดิ์ศรีความเป็นคน” ของนักโทษทางความคิดที่ถูกขังลืมราวกับ “ไม่รู้สึก” อะไรเลย ตกลงเราเป็น “หุ่นยนต์ที่มีชีวิต” หรือเป็น “คน” กันแน่ ก็ยากที่จะแยกได้ชัดเจน!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง