'ชลณัฏฐ์' สส.พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลอนุทิน ถอนฟ้องประชาชนที่วิจารณ์โดยสุจริตทันที และเร่งเสนอกฎหมายป้องกันฟ้องปิดปาก หากปล่อยต่อไป จะไม่มีใครในสังคมกล้าออกมาพูดความจริงหรือวิจารณ์ผู้มีอำนาจ ย้ำเตือน ยังมีนักโทษทางการเมืองจำนวนมากที่ไม่ได้ออกไปพบครอบครัวช่วงสงกรานต์
เมื่อ 10 เม.ย. 2569 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์ เมื่อเวลา 20.33 น. ที่อาคารรัฐสภา ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.พรรคประชาชน เขตบางบอน จอมทอง หนองแขม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ได้ร่วมกล่าวอภิปรายในการประชุมร่วม วาระแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาล โดยเธอแสดงความกังวลต่อสถานการณ์สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และตั้งคำถามต่อเสรีภาพของประชาชนจะได้รับการคุ้มครองจริงหรือไม่ หรือรัฐจะยังคงปล่อยให้การฟ้องปิดปาก หรือคดี SLAPP ทำร้ายประชาชนที่ออกมาตรวจสอบรัฐบาลและกลุ่มทุนใหญ่
สส.พรรคประชาชน ระบุต่อว่า ตอนนี้ประชาชนกลัวไปหมดแล้ว ประชาชนไม่กล้าพิมพ์หรือทำอะไรแล้ว เพราะไม่มีที่เก็บหมายศาลแล้ว คนที่โดนฟ้องเขาลำบากจริงๆ คนที่ออกมาพูดความจริงต้องเหนื่อยต้องเสี่ยง แต่คนที่ต้องสงสัยว่าทำผิดกลับลอยตัวเหนือปัญหา ทำไมรัฐปล่อยให้มีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม และใช้นิติสงครามเป็นอาวุธทำลายล้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ทำไมปล่อยให้มีการเชือดไก่ให้ลิงดู ขัดขวางไม่ให้ประชาชนออกมาปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม
ชลณัฏฐ์ วิจารณ์ว่า ในคำแถลงของรัฐบาลอนุทิน 2 มีการเอ่ยถึงหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล และความเป็นธรรม เพียงแค่ 2 บรรทัดเท่านั้น ไม่ได้มีการลงรายละเอียดเลยว่าจะมีกลไกป้องกันการฟ้องปิดปากอย่างไรบ้าง
เธอกล่าวต่อว่าความร้ายกาจของการฟ้องปิดปาก ประเทศไทยถือว่าเป็นแชมป์อาเซียนในเรื่องของการฟ้องปิดปาก อันดับ 1 ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปี 2568 มีคดีลักษณะนี้ประมาณ 600 คดี และผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้าน คนที่ออกมาปกป้องชุมชนของตัวเอง ขณะที่นักการเมือง และสื่อมวลชน ก็ตกเป็นเหยื่อเช่นเดียวกัน เมื่อพวกเขาออกปกป้องความจริง จึงอยากตั้งคำถามต่อรัฐบาลอนุทิน ด้วยว่าท่านจะยังรักษาแชมป์ในแง่ลบนี้ต่อไปหรือไม่
เธอยกตัวอย่างกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ออกมาฟ้องสื่อมวลชน และประชาชนรวม 6 คน จากกรณีที่ไปยืนสังเกตการณ์พตรวจสอบบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และเป็นการยัดข้อหาร้ายแรงต่อประชาชนที่ต้องการการเลือกตั้งที่โปร่งใส
ต่อมา ชลณัฏฐ์ ยกตัวอย่างในภาคเอกชน และธุรกิจ ก็มีการฟ้อง SLAPP ต่อวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิ BIOTHAI เรียกค่าเสียหาย 200 ล้านบาท จากการเปิดโปงความจริงเพื่อปกป้องระบบนิเวศ รวมถึงกรณีของสฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จากการออกมาวิจารณ์เรื่องสัมปทานโรงไฟฟ้า
"คนที่ฟ้องคดีเขาไม่ต้องการชนะคดี แต่เขาต้องการให้จำเลยเหนื่อย สิ้นเปลือง เสียสุขภาพจิตไม่ไหวจนหยุดพูดไปเอง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับการฟ้องคดี SLAPP
"เมื่อคนหนึ่งคนโดนฟ้องปิดปาก ไม่ได้เกิดผลกระทบต่อเขาคนเดียว แต่ทำให้เกิดภาวะความหวาดกลัวในสังคม คนที่มีเรื่องที่อยากจะพูด เขาเลือกจะเงียบ ส่วนคนที่เคยพูดไปแล้ว ไม่พูดต่อดีกว่า เดี๋ยวจะเป็นอันตรายต่อตัวเอง สังคมจะมีคนที่กล้าพูดความจริงน้อยลงเรื่อยๆ" สส.พรรคประชาชน ระบุ
สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า ผลกระทบของการฟ้องปิดปาก ยังส่งผลถึงเศรษฐกิจอีกด้วย เพราะรัฐบาลตั้งเป้าอยากจะเข้าร่วมกลุ่มประเทศ OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ซึ่งกลุ่มนี้เขาให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและหลักนิติธรรม และแบบนี้เขาจะให้เราเข้าร่วมกลุ่มหรือ เขาไม่ได้ดูแค่คำประกาศของรัฐบาล แต่เขาดูเรื่องการบังคับใช้กฎหมายในประเทศอย่างเป็นธรรมหรือไม่
เมื่อกฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเพียงเสือกระดาษ
มีการอัปเดตกฎหมาย Anti-SLAPP ไปแล้วใช่หรือไม่ พรรคประชาชนตื่นตูมเกินไปหรือเปล่าในเรื่องนี้ ชลณัฏฐ์ ระบุว่า ข้อเท็จจริงนี้ถูกต้อง เพราะเคยมีการแก้ไข ป.วิอาญา มาตรา 161/1 และ 165/2 เมื่อปี 2562 ให้อำนาจศาลยกฟ้องคดีที่ไม่สุจริตได้ แต่ความจริง คือมาตราเหล่านี้แทบไม่เคยได้ใช้จริง เพราะศาลมักจะรับฟ้องไว้ก่อน และค่อยวินิจฉัยตอนจบ ซึ่งประชาชนสิ้นเนื้อประดาตัว หมดแรงไปแล้ว
อีกปัญหาก็คือ ศาลมักมีดุลยพินิจที่ไม่ชัดเจน และตีความ SLAPP ค่อนข้างกว้าง ทั้งหมดนี้ทำให้กฎหมาย Anti-SLAPP เป็นเพียงเสือกระดาษเท่านั้น
พฤติกรรมของผู้มีอำนาจ คือสิ่งที่น่ากลัวกว่าคดี
ชลณัฏฐ์ กล่าวว่า อนุทิน ชาญวีรกูล เคยฟ้องสื่อมวลชน และอดีต สส. ที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายโควิด-19 ก่อนหน้านี้เคยฟ้องเศรษฐา ทวีสิน เพราะไปปราศรัยเรื่องกัญชาเสรี แต่พอจะจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ก็ไปถอนฟ้องออก สรุปกฎหมายมีไว้เพื่อผดุงความยุติธรรม หรือเพื่อการเมืองกันแน่
ต่อมา สุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีการฟ้อง บ.ก.บห. สำนักข่าว The Isaan Record จากการรายงานข่าวเรื่องคดีแรงงานไทยในฟินแลนด์ แม้ว่ากรณีแรกจะมีการถอนฟ้องไปแล้ว แต่ก็มีการไปฟ้อง บ.ก.เนื้อหาจากเรื่องเดียวกัน ซึ่งแม้ว่าปลายทางของคดีจะเป็นการยกฟ้องก็ตาม แต่ระหว่างนั้น 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี ประชาชนมีคดีติดตัวเป็นตราบาปทางสังคมไปแล้ว และนี่คือความเลวร้ายของการฟ้องปิดปาก ไม่ต้องชนะคดี แต่ทำให้คนหยุดพูดก็พอ
นอกจากนี้ เธอยังมีข้อเสนอถึงรัฐบาลอนุทิน 2 จำนวน 3 ข้อ เพื่อสร้างมาตรฐานป้องกันการฟ้องปิดปาก ประกอบด้วย
- ถ้ารัฐบาลไม่เห็นด้วยกับการฟ้องปิดปาก ท่านสามารถทำให้เห็นเป็นตัวอย่างโดยการถอนฟ้องประชาชนทันที
- สร้างมาตรฐาน โดยให้หน่วยงานรัฐและผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่ฟ้องประชาชนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต
- เร่งรัดกระทรวงยุติธรรม ออกร่าง Anti-SLAPP ของรัฐบาล เข้ามาพิจารณาในสภาฯ
ต่อมา ชลณัฏฐ์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์คดีความทางการเมืองในปัจจุบัน โดยตอนนี้คนที่ถูกดำเนินคดีแค่เพราะแสดงออกทางการเมือง นักโทษการเมืองตอนนี้ 2,000 กว่าคน ในจำนวน 1,300 คดี และมี 600 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด
"พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ในปัจจุบัน ทุกคนในที่นี้ได้มีโอกาสกลับไปหาครอบครัว ได้มีโอกาสพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ว่ามีแค่คนบางคน นักโทษการเมืองที่ไม่มีโอกาสแบบนั้น
"อานนท์ นำภา โทษสูงเหลือเกิน จำคุก 31 ปี 9 เดือน ‘เก็ท’ โสภณ โทษรวม 4 คดี 10 ปี 6 เดือน 'ครูใหญ่' อรรถพล โทษรวม 5 ปี และ ‘ไผ่ ดาวดิน’ โทษ 2 ปี 12 เดือน ล่าสุดวันนี้เพิ่งโดนปฏิเสธการขอประกันตัว
"...นี่คือความเจ็บปวด เราควรจะต้องมีการลงโทษคนเหล่านี้หรือไม่ มันเป็นการลงโทษที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรมหรือไม่” ชลณัฏฐ์ กล่าว
ท้ายสุด เธอกล่าวว่า ในการแถลงนโยบายด้านสังคมของรัฐบาล มีคำพูดสวยหรูในข้อ 15 บอกว่าเราต้องพัฒนาคนในชาติให้มีเหตุมีผล ให้อยู่ร่วมกันแบบมีความรับผิดชอบ อยู่ด้วยกันแบบสมานฉันท์ อยากถามกลับไปยังรัฐบาลว่าถ้าอยากให้คนในชาติอยู่ร่วมกันอย่างมีสิทธิเสรีภาพ ช่วยสอนคนในรัฐบาลด้วยกันก่อน อย่าฟ้องประชาชนซี้ซั้ว และให้เคารพสิทธิเสรีภาพประชาชน อย่าปล่อยให้ประชาชนเหนื่อยในการออกมาพูดความจริง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เผยว่า นับตั้งแต่มีการชุมนุมของคนรุ่นใหม่ปี 2563 จนถึงเดือน มีนาคม 2569 มีการดำเนินคดีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ต่อประชาชน จำนวน 1,997 คน ในจำนวน 1,346 คดี แบ่งเป็นคดีที่สิ้นสุดไปแล้ว 811 คดี และยังไม่สิ้นสุด 535 คดีความ
ขณะที่สถานการณ์ผู้ถูกคุมขังทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึง 24 มี.ค. 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำในคดีจากการแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 62 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 35 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) แยกเป็น
- ผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 28 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 16 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน)
- เยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชน
- ผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วถูกคุมขังในเรือนจำ อย่างน้อย 33 คน (เป็นคดีตามมาตรา 112 จำนวน 19 คน)
