Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รพ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร เป็นต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) เพิ่มศักยภาพดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนในพื้นที่ ทั้งอายุรแพทย์ ศัลยแพทย์ ศูนย์ฟอกไต 16 เตียง หอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต ลดส่งต่อผู้ป่วยไปโรงพยาบาลจังหวัดเกือบ 20% ประชาชนเข้าถึงการรักษารวดเร็ว ลดค่าเดินทาง ลดภาระของครอบครัว พร้อมต่อยอดโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน WHO GMP เชื่อมการดูแลสุขภาพกับการสร้างรายได้ให้ชุมชน

19 กรกฎาคม 2569 พญ.นารีกาน สังขะฤกศร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร กล่าวว่า โรงพยาบาลนิคมคำสร้อยได้รับการยกระดับให้สามารถดูแลผู้ป่วยโรคซับซ้อนได้มากขึ้น และได้รับ “รางวัลศรีสวางควัฒน ประจำปี 2568” จากการพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ที่มุ่งให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพใกล้บ้าน โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์ ภาคีเครือข่าย ชุมชน และผู้สนับสนุนจากหลายภาคส่วน

ทั้งนี้ จากเดิมที่โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลชุมชน (รพช.) ขนาดเล็กในพื้นที่ชนบทและจังหวัดชายแดน มีข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากร อาคารสถานที่ และเครื่องมือทางการแพทย์ จึงพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งเพิ่มแพทย์เฉพาะทาง พัฒนาเครื่องมือ และปรับระบบบริการให้รองรับผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยปัจจุบันทางโรงพยาบาลมีอายุรแพทย์และศัลยแพทย์ประจำ ทำให้ดูแลผู้ป่วยโรคทางอายุรกรรมและศัลยกรรมได้ภายในพื้นที่ ช่วยให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ต้องเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลจังหวัด ส่งผลให้การส่งต่อผู้ป่วยลดลงเกือบ 20% ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าเดินทาง ค่าอาหาร และการสูญเสียรายได้ของครอบครัวที่ต้องหยุดงานเพื่อดูแลผู้ป่วย

หนึ่งในบริการที่สะท้อนผลอย่างชัดเจน คือศูนย์ฟอกไตขนาด 16 เตียงที่ช่วยรองรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในพื้นที่ จากเดิมที่มีผู้ป่วยรอคิวฟอกเลือดประมาณ 80 ราย และหลายคนต้องเดินทางไปฟอกเลือดที่อยู่ที่ห่างไกลออกไปสัปดาห์ละหลายครั้ง ทำให้มีภาระทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่ต้องหยุดงาน เมื่อมีศูนย์ฟอกไตใกล้บ้าน ผู้ป่วยสามารถเข้ารับการรักษาได้อย่างต่อเนื่องและปลอดภัยมากขึ้น ส่วนผู้ดูแลนอกจากรับส่งผู้ป่วยได้สะดวกขึ้นแล้ว ยังสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ลดผลกระทบต่อรายได้ของครอบครัว และทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

พร้อมกันนี้ โรงพยาบาลยังพัฒนาระบบดูแลผู้ป่วยโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยคัดกรองและติดตามผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งมีจำนวนรวมเกือบ 3,000 ราย พร้อมให้คำแนะนำด้านโภชนาการและการดูแลตนเอง ชะลอการเสื่อมของไตและลดโอกาสเข้าสู่โรคไตระยะสุดท้าย และจากการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้โรคไตวายเรื้อรังที่เคยเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโรงพยาบาล ลดลงมาอยู่ในอันดับที่ 4–5 สะท้อนให้เห็นว่าการมีแพทย์เฉพาะทาง ระบบติดตามผู้ป่วย และบริการฟอกไตในพื้นที่ ช่วยลดความรุนแรงของโรคและความสูญเสียได้อย่างเป็นรูปธรรม

พญ.นารีกาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้โรงพยาบาลยังเพิ่มความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยอาการหนัก ด้วยการจัดตั้งหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต หรือ Semi ICU จำนวน 4 เตียง รองรับผู้ป่วยภาวะไตวายเฉียบพลัน ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด และภาวะช็อกจากการติดเชื้อ ซึ่งการมีหอผู้ป่วยกึ่งวิกฤต เครื่องช่วยหายใจ และบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาทักษะ ทำให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่รวดเร็วขึ้น ลดการส่งต่อ และเพิ่มโอกาสรอดชีวิต โดยเฉพาะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกันด้านศัลยกรรม ปัจจุบันโรงพยาบาลสามารถให้บริการผ่าตัดโรคที่พบบ่อยในพื้นที่ เช่น ไส้ติ่งอักเสบ ไส้เลื่อน นิ่วในถุงน้ำดี และก้อนเนื้อบริเวณเต้านม รวมถึงการผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมีแผลขนาดเล็ก เจ็บน้อย ฟื้นตัวเร็ว และลดระยะเวลานอนโรงพยาบาล ซึ่งจากความพร้อมด้านศัลยกรรมนี้ โรงพยาบาลยังต่อยอดไปสู่บริการส่องกล้องตรวจระบบทางเดินอาหารและลำไส้ เพื่อค้นหาความผิดปกติและคัดกรองโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งลำไส้ใหญ่ หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสรักษา ลดความรุนแรงของโรค และลดค่าใช้จ่ายจากการรักษาในระยะลุกลาม

นอกเหนือจากการพัฒนาบริการทางการแพทย์แล้ว โรงพยาบาลยังเชื่อมโยงงานสุขภาพกับการพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ ผ่านโรงงานผลิตยาสมุนไพรมาตรฐาน WHO GMP ซึ่งสามารถผลิตยาและสารสกัดสมุนไพรส่งให้โรงพยาบาลของรัฐทั่วประเทศ

การดำเนินงานของโรงงานครอบคลุมตั้งแต่การส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดมุกดาหารให้ปลูกสมุนไพรตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ การถ่ายทอดองค์ความรู้ การประกันราคารับซื้อ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง และทำให้เงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่ชุมชน นอกจากนี้บุคลากรในกระบวนการผลิตส่วนใหญ่ยังเป็นคนในพื้นที่ จึงช่วยสร้างงานและลดการย้ายถิ่น ขณะเดียวกันยังเป็นตัวอย่างของการพัฒนาระบบสุขภาพที่ไม่ได้มุ่งเฉพาะการรักษาโรค แต่เชื่อมโยงไปถึงคุณภาพชีวิตและความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชุมชน

พญ.นารีกาน กล่าวว่า เป้าหมายต่อไปของโรงพยาบาลคือการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง เพื่อให้ประชาชนได้รับการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค และตรวจพบความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ขณะเดียวกัน หากมีภาวะเจ็บป่วยที่ซับซ้อน ก็สามารถเชื่อมต่อเข้าสู่การรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่จำเป็นต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การดูแลใกล้บ้านในระดับปฐมภูมิ ไปจนถึงบริการรักษาโรคซับซ้อนในโรงพยาบาลชุมชน เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่เหมาะสมตามระดับความจำเป็น โดยไม่ต้องเดินทางไปยังโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในทุกกรณี

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง