Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รัฐสภาอาเซียนฯ ร้อง ‘ไทย-กัมพูชา’ หยุดยิง หลังมีพลเรือนตาย 13 ราย มีเด็ก 8 ขวบและทารกรวมอยู่ด้วย สส.อินโดฯ ระบุทั้งสองฝ่ายละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อดีต สส.‘โรม’ ระบุข้อพิพาทดินแดนใช้อ้างทำลายชีวิตคนกว่าครึ่งล้านไม่ได้

15 ธ.ค. 2568 สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (ASEAN Parliamentarians for Human Rights – APHR) ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชาหยุดยิงโดยทันทีโดยไม่มีเงื่อนไขและต้องคุ้มครองพลเรือนอย่างเต็มที่ รวมถึงเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าถึงทุกชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตามแนวชายแดนอย่างปลอดภัย

“ทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาได้ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ผ่านการปฏิบัติการทางทหารที่ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต และทำลายบ้านเรือน โรงเรียน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต” เมอร์ซี คริสตี บาร์เอนดส์ ประธาน APHR และสมาชิกรัฐสภาอินโดนีเซีย ระบุว่าการกระทำเหล่านี้ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของความขัดแย้ง แต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องยุติลงในทันที

แถลงการณ์ของ APHR ให้ข้อมูลว่า นับตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.2568 มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน ในจำนวนนี้เป็นพลเรือนอย่างน้อย 13 คน รวมถึงเด็กอายุ 8 ขวบ ทารก พ่อแม่ และปู่ย่าตายาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 200 คนจากการโจมตีด้วยจรวด ปืนใหญ่ และการโจมตีทางอากาศ อีกทั้งมีประชาชนระหว่าง 330,000 ถึง 600,000 คนอาศัยอยู่ในศูนย์อพยพ ต้องนอนบนพื้น แบ่งปันอาหารอย่างจำกัด และพรากพวกเขาจากจากทุกสิ่งที่พวกเขาสร้างมาทั้งชีวิต

แถลงการณ์ระบุอีกว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในระดับ “วิกฤต” ด้านมนุษยธรรม ทั้งศูนย์อพยพที่ขาดแคลนที่พักพิงที่เหมาะสม น้ำสะอาด ระบบสุขาภิบาล และเวชภัณฑ์ที่เพียงพอสำหรับรองรับผู้พลัดถิ่นนับแสน ครอบครัวจำนวนมากแจ้งว่าขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง และการอพยพจากบ้านทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตที่เลวร้ายลง เฉพาะฝั่งประเทศไทย มีโรงเรียน 852 แห่งต้องปิดทำการ และโรงพยาบาล 7 แห่งได้รับความเสียหายหรือถูกปิด ส่งผลให้เด็กขาดโอกาสทางการศึกษา และครอบครัวไม่สามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุขในยามจำเป็น

อีกทั้งการส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 ของประเทศไทยได้นำไปสู่การโจมตีทางอากาศที่สร้างความเสียหายต่อสะพาน สิ่งปลูกสร้างของพลเรือน และปราสาทพระวิหารซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ยิ่งทำให้ความรุนแรงทวีขึ้น และเป็นการคุกคามมรดกทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจทดแทนได้

“ข้อพิพาทด้านดินแดนไม่อาจใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายชีวิตของผู้คนกว่าครึ่งล้านคนได้” รังสิมันต์ โรม กรรมการ APHR และสมาชิกรัฐสภาไทย กล่าว “ชาวไทยและชาวกัมพูชามีมรดกทางวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ทางการค้า และสายใยครอบครัวร่วมกันข้ามพรมแดน ทุกวันที่ความขัดแย้งนี้ดำเนินต่อไป เด็กจำนวนมากต้องขาดเรียน ครอบครัวสูญเสียบ้านเรือน และชุมชนสูญเสียความเชื่อมั่นต่อสถาบันระดับภูมิภาคที่มีหน้าที่คุ้มครองพวกเขา”

APHR เรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหประชาชาติ ประเทศสมาชิกอาเซียน และประเทศที่มีอิทธิพลต่อทั้งไทยและกัมพูชา ใช้แรงกดดันทางการทูตอย่างเร่งด่วน และอำนวยความสะดวกในการเจรจาที่ให้ความสำคัญกับชีวิตมนุษย์เหนือข้อเรียกร้องด้านดินแดน

มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ได้เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ในเดือนตุลาคม 2568 หลังจากทั้งสองรัฐบาลร้องขอการไกล่เกลี่ยจากมาเลเซีย แต่เมื่อข้อตกลงดังกล่าวถูกละเมิดและการสู้รบกลับมาปะทุอีกครั้ง ฟิลิปปินส์ซึ่งรับตำแหน่งประธานอาเซียนต่อในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2568 จำเป็นต้องใช้บทบาทผู้นำเพื่อกดดันทั้งสองรัฐบาลให้ปฏิบัติตามพันธกรณีและยุติการสู้รบทุกรูปแบบโดยทันที ประธานาธิบดีเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ และรัฐบาลฟิลิปปินส์ ต้องประสานงานกับมาเลเซียซึ่งยังคงเป็นผู้ไกล่เกลี่ยที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ เพื่อสนับสนุนความพยายามทางการทูตด้วยแรงกดดันร่วมของอาเซียน และการมีส่วนร่วมของหุ้นส่วนภายนอก เพื่อให้เกิดการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างแท้จริง

“การแก้ไขความขัดแย้งภายใต้การนำของอาเซียนไม่อาจจำกัดอยู่เพียงถ้อยแถลงแสดงความห่วงใยหรือการทูตเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น แต่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเพื่อสันติภาพในพื้นที่จริง รวมถึงการหยุดยิงอย่างต่อเนื่อง การคุ้มครองพลเรือน และการยุติความขัดแย้งโดยทันที” หว่อง เฉิน กรรมการ APHR และสมาชิกรัฐสภามาเลเซีย กล่าว

APHR ขอแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับพลเรือนที่ถูกบังคับให้อพยพ เด็กที่ถูกตัดขาดจากการศึกษา ผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาล และชุมชนที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการสู้รบ ประชาคมระหว่างประเทศต้องก้าวข้ามเพียงการออกแถลงการณ์ ดำเนินการให้เกิดการหยุดยิงโดยทันที และรับประกันการคุ้มครองพลเรือนอย่างแท้จริง ความรุนแรงต้องยุติลง ชุมชนชายแดนสมควรได้รับความปลอดภัยและสันติภาพ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง