ธีร์ อันมัย: อยุติธรรมซึ่งหน้า

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

… “แล้วพี่มีกระดาษ ปากกา พร้อมจดแล้วบ่ ?” “บ่มีค่ะ เขียนใส่ขี่ดินนี่ล่ะ” หลังคุยกันราว 8 นาที เธอวานให้ผมบอกเบอร์โทรศัพท์ของผมให้เธอเขียนลงผืนดินตรงลานบ้านอย่างช้า ๆ เพราะเธอไม่รู้วิธีการโทรกลับเบอร์ที่เรียกเข้า เธอขี่มอเตอร์ไซค์คันเดียวของครอบครัวไม่เป็น และมันก็เป็นเหตุให้ลูกชายคนเล็กของเธอต้องขาดเรียนประจำ เมื่อ สามีถูกตำรวจเรียกตัวไปสอบสวนที่ สภ.พิบูลมังสาหาร จ.อุบลราชธานีเมื่อเดือนมิถุนายน 2553 และถูกคุมขังด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์ความยาว 2 – 3 หน้า จากนั้น ก็ไม่มีใครขี่รถเครื่องส่งเด็กชายวัย 9 ขวบไปโรงเรียนที่อยู่ห่างจากบ้าน 10 กิโลเมตร โชคดีที่มีเพื่อนบ้านบางคนแวะมารับส่งบ้าง แต่หากวันไหนเขาไม่ว่างหรือไม่มีใครผ่านมา เด็กชายก็จะไม่ได้ไปโรงเรียนที่เขาเองก็ดูจะไม่มีกะจิตกะใจจะเล่าจะเรียน เธอกลายเป็นกำลังหลักของครอบครัว ลูกชายคนโตไปเป็นทหารเกณฑ์ ลูกสาววัย 18 ปีเข้าไปรับจ้างในกรุงเทพฯมีรายได้ไม่แน่นอน แล้งนี้เธอลงมือปลูกมันสำปะหลังเหมือนหลายปีที่ผ่านมา เพียงแต่ปีนี้สามีของเธอกลายเป็นนักโทษการเมืองข้อหาหนัก จากนั้นภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงินสหกรณ์มาลงทุนทำไร่มันสำปะหลังเมื่อปี ที่แล้ว 50,000 บาทก็กลายเป็นภาระหนักอึ้งให้หญิงวัย 47 ต้องดิ้นรนเอาตัวรอดตามลำพัง ในวันที่สามีถูกจับนั้น เธอกับเขากำลังปลูกมันสำปะหลังด้วยความหวังว่า จะสามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำและนำมาใช้หนี้ได้ เหลือไว้พอจับจ่ายและเป็นต้นทุนในปีต่อไป เธอบอกว่า ตำรวจมาที่บ้านด้วยท่าทีเป็นมิตรและขอเชิญสามีของเธอไปให้ปากคำที่สถานี ตำรวจ ฝ่ายสามีเองก็เชื่อมั่นว่า เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมใด ๆ และเชื่อโดยสุจริตใจว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีอย่างแน่นอน … “พอ ไปถึงโรงพัก ผมก็เห็นข้อหาหนา 2 - 3 หน้า ผมก็ปฏิเสธทุกข้อหา ตำรวจจากกรมสอบสวนคดีพิเศษเองก็ยืนยันว่า คนในรูปนั้นไม่ใช่ผม แต่ตำรวจท้องที่ก็ไม่รับฟัง” และเขายังยืนยันทุกครั้งว่า “หากมีหลักฐาน มีวิดีโอ หรือมีรูปที่ยืนยันได้ว่าผมมีส่วนในเหตุการณ์ตามที่ทางการกล่าวหา ก็เอาผมไปตัดหัวได้เลย แต่ถ้าพิสูจน์แล้ว ผมบริสุทธิ์ ต้องให้ความยุติธรรมกับผมด้วย” … “ข้าพเจ้าขอสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ข้าพเจ้าจะให้การต่อศาลด้วยความสัตย์จริง หากข้าพเจ้านำความเท็จมากล่าว ขอให้ข้าพเจ้ามีอันเป็นไปภายในสามวันเจ็ดวัน หากข้าพเจ้าให้การด้วยความสัตย์จริง ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุขความเจริญ” จาก นั้น คืนวันในเรือนจำก็เคลื่อนไปอย่างช้า ๆ พร้อมกับความเชื่อมั่นในความยุติธรรมในประเทศนี้ที่เขาเชื่อถือก็สึกกร่อน ร่อนลงอย่างเฉื่อยชา โดยมีชะตากรรมของชายวัย 52 ปีที่พ่วงด้วยชะตากรรมของครอบครัวที่อยู่ห่างจากเรือนจำออกไปกว่า 100 กิโลเมตรเป็นเครื่องเซ่นสังเวย ... ความไกล และเงื่อนไขชีวิตที่มีข้อจำกัด เธอต้องกู้ยืมหนี้นอกระบบมา 30,000 บาทสำหรับเป็นค่าใช้จ่าย ค่าเดินทางมาเยี่ยมสามีที่เรือนจำในตัวเมือง ค่าเช่าเหมารถเที่ยวละ 900 – 1,000 บาท นอกจากความหวังที่ลด ลงแล้ว สิ่งหนึ่งที่เพิ่มขึ้นในความรู้สึกของเธอเสมอ คือ ความกังขาต่อความยุติธรรมในประเทศนี้ โดยมีดอกเบี้ยเงินกู้นอกระบบร้อยละ 7 ของเงินต้น 30,000 บาท เป็นเงาทาบทับถมทวีบนซากปรักหักพังของชีวิตเธอ จากเดือนเป็นหลายเดือนจนจะกลายเป็นขวบปี และดูเหมือนว่า ความช่วยเหลือต่าง ๆ เดินทางไปแทบไม่ถึงเธอ “เคยได้รับเงินบริจาคประมาณ 600 – 700 บาท จากนั้นก็ไม่ได้รับความช่วยเหลืออีกเลย อาจเป็นเพราะเราอยู่ไกลจากตัวเมือง คนที่ต้องการช่วยเหลือเองก็คงไม่สะดวก” สิ่งอัน เล็กน้อยที่พอจะหาเลี้ยงปากท้องลูกน้อยและตัวของนางเองตอนนี้คือ รับจ้างเก็บมะม่วง ขณะที่อีกใจก็ยังหวังว่า ความยุติธรรมบนแผ่นดินนี้จะยังพอมีและเธอก็ยังรอสามีกลับมาร่วมพลิกฟื้นไร่ มันสำปะหลังให้กลายเป็นความหวัง เหมือนลูกชายคนเล็กเองก็เฝ้ารอพ่อกลับมาเป็นสารถีส่วนตัวพาเขาไปโรงเรียน เปิดเทอมปีนี้ เขาจะขึ้น ป.5 แล้ว ... หลังจากการสัมภาษณ์ผู้ ต้องขังกรณีเผาศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานีเมื่อปลายเดือนมีนาคมผมลังเลและ สับสนระคนหมดพลัง ความเศร้าท้นถั่งและยังไม่อาจคาดเดาคำตอบได้ว่า เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร นับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันนี้ การเดินทางของความยุติธรรมในคดีการเมืองประเทศนี้น่ากังขา และได้พิสูจน์ตัวเองอย่างถ่องแท้และโจ่งแจ้งสุดในกรณีนี้ ครั้น พอได้สัมผัสความจริงของคนร่วมชีวิต ร่วมชะตากรรมของผู้ต้องขังหลาย ๆ ราย มันเหมือนถูกทุบที่ห้วด้วยค้อนอันหนักหน่วงอย่างจัง ได้แต่นั่งจด นั่งฟัง นิ่งงัน มึนงง ว้างโหวงในความรู้สึก ทึมทึบในหัวใจ ประเทศนี้ช่างสิ้นไร้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน กระบวนเข้าถึงความยุติธรรมยังห่างไกล 7 x 30,000 = 210,000 และ 210,000 / 100 = 2,100 ผมพยายามคิดคำนวณว่า ร้อยละ 7 ต่อเดือนของเงิน 30,000 บาทนั้นมันเท่าไรล่ะ มันคือ 2,100 บาทต่อเดือน หากเวลาล่วงเข้าเดือนที่สิบที่นางเริ่มกู้ยืมมาเพื่อประทังชีวิตและเป็นค่าใช้ จ่ายสำหรับเดินทางเข้าเมืองมาเยี่ยมสามีที่ถูกคุมขัง ก็เท่ากับว่า ลำพังดอกเบี้ย 10 เดือน ก็ปาเข้าไป 21,000 บาท เงินต้นอีก 30,000 บาท เธอมีหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 51,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยไม่เคยหยุดนิ่ง และหนี้เก่าในระบบอีก 50,000 บาทยังไม่ต้องพูดถึง ในขณะที่สามีของนางสูญเสียอิสรภาพ ครอบครัวของนางมีหนี้สินเพิ่มขึ้น ใคร หน่วยงานไหน ใครรับผิดชอบชีวิต สวัสดิการ ความเป็นธรรมบนแผ่นดินนี้ งบประมาณสมานฉันท์ ปรองดอง ปฏิรูปทั้งหลายถูกละลายไปกับกิจกรรมใด แล้วปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้ ... ความจริงตรงนี้ อยุติธรรมซึ่งหน้า ความตายเต็มตา เราเพียงลอบมองแล้วเบือนหน้า บ้างปาดน้ำตาสะอื้นไห้ บ้างสาปส่งด้วยสะใจ สบตาตัวเอง ลอบมองผู้คน เราล้วนน่าละอาย ... ผ่านไปสองชั่วโมง เธอโทรศัพท์กลับมา บอกหมายเลขบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ด้วยหวังว่า หากมีคนอยากช่วยแบ่งเบาภาระที่เกิดจากรัฐภัยให้กับครอบครัวของเธอบ้าง 965 8011 612 ผมบรรจงจดและทบทวนหมายเลขบัญชีของ นางดอกจันทร์ ธนูศิลป์ แล้วกล่าวอวยพรให้เธอเข้มแข็งและอดทน เธอบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ อิสรภาพของสามีเธอ ก่อนผมจะวางสายแล้วลงมือเขียนเรื่องราวความยุติธรรมบนแผ่นดินนี้ นางดอกจันทร์ ธนูทอง บัญชีทวีโชค ธกส สาขาศรีเมืองใหม่ เลขที่ 965 8011 612 ที่มาบทความ: เฟซบุ๊คของธีร์ อันมัย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์