สายชล สัตยานุรักษ์: ประวัติศาสตร์แบบนิธิ เอียวศรีวงศ์ฯ

วงเสวนา “พลังความรู้แบบนิธิ” ในโอกาสครบรอบ 72 ปีของนิธิ เอียวศรีวงศ์ที่ มช. “สายชล สัตยานุรักษ์” ชี้วิธีศึกษาและการสร้างองค์ความรู้แบบนิธิ โดยมุ่งรื้อถอนการครอบงำทางความคิด และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ “ชาติไทย” “สังคมไทย” และผู้คนชนชั้นต่างๆ นับเป็นความหมายที่สำคัญที่สุดในงาน “ประวัติศาสตร์แบบนิธิ”

มื่อวันที่ 28 พ.ค.55 ที่ห้อง HB 5200 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้จัดเสวนาในโอกาสครบรอบ 72 ปีศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในหัวข้อ “พลังความรู้แบบนิธิ” โดยมี ศ.ดร.สายชล สัตยานุรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอในหัวข้อ “ประวัติศาสตร์แบบนิธิ เอียวศรีวงศ์: องค์ความรู้ใหม่และความหมายทางการเมือง”

สายชล สัตยานุรักษ์ ในการนำเสนอหัวข้อ "ประวัติศาสตร์แบบนิธิ เอียวศรีวงศ์: องค์ความรู้ใหม่และความหมายทางการเมือง"

สายชลเริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงปี 2543 ซึ่งนิธิ เอียวศรีวงศ์อายุครบ 60 ปี สถาบันจักรวาลวิทยา ที่นิธิมีส่วนร่วมตั้งและรวมนักวิชาการหลายสาขาวิชา ได้มีการจัดประชุมและเสนอบทความเกี่ยวกับผลงานของนิธิกับสังคมไทย ประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงในวันนั้นคือ ประวัติศาสตร์แบบนิธิเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักหรือกระแสรอง อาจารย์บางท่านคิดว่าประวัติศาสตร์แบบนิธิเป็นประวัติศาสตร์กระแสหลักไปแล้ว แต่อีกหลายคนเห็นว่าไม่ใช่กระแสหลัก ผ่านมา 12 ปีจากงานนั้น เมื่อสองสามวันที่แล้ว ดิฉันไปหาหมอฟัน หมอฟันพูดว่าดิฉันคงจำเก่งมากเพราะสอนประวัติศาสตร์ ดิฉันบอกหมอฟันว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องความคิด ไม่ใช่เรื่องความจำ หมอฟันก็เงียบ เลิกคุยไปเลย ดิฉันคิดว่าในวงวิชาการประวัติศาสตร์-มนุษยศาสตร์ ประวัติศาสตร์แบบนิธิน่าจะกลายเป็นกระแสหลักไปแล้ว แต่ในสังคมไทยโดยรวม เวลาพูดถึงประวัติศาสตร์กระแสหลัก เราไม่ได้นึกถึงประวัติศาสตร์แบบนิธิ

สายชลเห็นว่าความสนใจของนิธิกว้างขวางมาก สนใจประวัติศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งมีความสนใจสาขาวิชาอื่นๆ กว้างขวางด้วย เช่น วรรณคดี ปรัชญา ดนตรี และมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมไม่น้อย แต่การศึกษาที่ทำอย่างจริงจังและต่อเนื่องจนสร้างองค์ความรู้ไว้อย่างไพศาลคือประวัติศาสตร์ไทย

สายชลเสนอว่าความหมายทางการเมืองที่สำคัญที่สุดในงานประวัติศาสตร์ของนิธิมี 2 ประการ คือ หนึ่ง การรื้อถอนการครอบงำทางความคิด ให้คนไทยไม่ถูกจูงจมูกอย่างเซื่องๆ แต่ให้มีวิธีคิดหรือวิสัยทัศน์ใหม่ ซึ่งจะทำให้มีเสรีภาพและเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสูงในระบอบประชาธิปไตย รู้เท่าทันความซับซ้อนของความเป็นไปต่างๆ สามารถตัดสินใจได้ดี ไม่ใช่ให้อำนาจในการตัดสินใจอยู่ในมือผู้นำ แต่คนทุกท้องถิ่น ทุกชาติพันธุ์ทุกสถานภาพมีความสำคัญ มีบทบาท มีส่วนร่วมในสังคมการเมือง และสอง คือการสร้างอัตลักษณ์ใหม่แก่ “ชาติไทย” “สังคมไทย” และสร้างอัตลักษณ์ใหม่แก่คนชั้นต่างๆ

งานของนิธิต่างจากประวัติศาสตร์กระแสหลักที่เน้นความสำคัญของผู้นำ ไม่ว่าผู้นำในระบอบราชาธิปไตยหรือประชาธิปไตย ต่างจากประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ ที่เน้นให้เข้าใจวิวัฒนาการทางสังคม เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการปฏิวัติ และต่างจากประวัติศาสตร์แบบวัฒนธรรมชุมชน ที่เน้นการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ของสังคม หรือเน้นความไม่เปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การรักษาและรื้อฟื้น “ความเป็นชุมชน” แบบไทย จุดมุ่งหมายในงานของนิธิต่างจากประวัติศาสตร์ทั้งสามแบบ

ตัวอย่างเช่นใน “การเมืองไทยในสมัยพระนารายณ์” ที่ให้ภาพของประชาชนที่ถูกปลุกเร้าให้ถืออาวุธออกมาต่อต้านฝรั่งเศสและฟอนคอน จนการรัฐประหารที่นำโดยพระเพทราชาประสบความสำเร็จ นิธิยังแสดงให้เห็นว่าหลังจากพระเพทราชาใช้อำนาจประชาชนเป็นเครื่องมือยึดอำนาจเรียบร้อยแล้ว ได้เกิดกบฏไพร่ขึ้นกว้างขวางมาก และกบฏไพร่นี้ได้ถูกพระเพทราชาปราบปรามลง นิธิคิดว่ากบฎไพร่น่าจะเป็นผลมาจากการปลุกระดมการรัฐประหารในตอนปลายพระนารายณ์และทำให้พระเพทราชาขึ้นมา การปลุกระดมในตอนนั้นส่งผลมาถึงกบฏไพร่ในยุคที่พระเพทราชาขึ้นมามีอำนาจ แล้วถูกปราบปรามลง นิธิตั้งคำถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นที่ทำให้การปราบปรามความเคลื่อนไหวเหล่านี้ หรือจะเรียกว่าการหักหลังก็ได้นี้ ประสบความสำเร็จอย่างไม่ยากเย็น เป็นสิ่งที่รอการศึกษาอยู่ต่อไป

เราอ่านแล้วก็สงสัยว่านิธิกำลังเขียนเรื่องการเมืองสมัยพระนารายณ์ปี 2331 หรือการเมือง 2555 นิธิเขียนการเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ตั้งแต่ 2523 ข่าวที่สมบัติ บุญงามอนงค์ พูดถึงการปราศรัยของทักษิณในโอกาสครบรอบสองปีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง สมบัติกล่าวว่า “สิ่งที่คนเสื้อแดงยังขาดอยู่คือวัฒนธรรมการวิจารณ์ตัวเอง และขยายความว่า หากคนเสื้อแดงวิพากษ์วิจารณ์กันเองบ้าง ก็จะเป็นสิ่งที่ดี จะทำให้เกิดการปรับตัว” (มติชนรายวัน 23 พ.ค.55) นิธิต้องการเช่นเดียวกับคุณสมบัติ แต่ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง แต่คือคนไทยทุกคน อาจจะเสื้อเหลืองยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ที่จะรู้จักตัวเอง รู้จักสังคมไทย และวิจารณ์ตัวเอง วิจารณ์สังคม วิจารณ์ความรู้ และวิจารณ์ข้อมูลข่าวสาร นี่คือความพยายามของนิธิตลอดเวลาที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่าความหมายทางการเมืองของประวัติศาสตร์แบบนิธิประการหนึ่ง จึงคืออย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร

แต่ไม่ใช่เฉพาะประวัติศาสตร์การเมืองเท่านั้นที่มีความหมายทางการเมือง ประวัติศาสตร์ทุกเรื่อง ทุกแบบ ล้วนมีความหมายทางการเมือง ทั้งในแง่ที่ทำให้คนอ่านได้เรียนรู้วิธีคิดเกี่ยวกับชีวิตและสังคมในแบบที่ผู้เขียนประวัติศาสตร์เสนอไว้ ซึ่งมีผลไปถึงจุดยืนและพฤติกรรมทางการเมืองของคน คนเขียนประวัติศาสตร์ทุกคนต้องการทำให้คนที่อ่านหรือรับรู้งาน มีวิธีคิดหรือโลกทัศน์ในแบบที่เขาต้องการ งานทุกชิ้นจึงมีความหมายทางการเมือง นอกจากนี้ในแง่ที่ประวัติศาสตร์ทำให้เกิดความทรงจำร่วมของคนในสังคม ซึ่งมีผลต่ออัตลักษณ์ของคนชั้นต่างๆ ชาติพันธุ์ต่างๆ เพศต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นชาติและสังคม

สายชลแบ่งการวิเคราะห์ความหมายทางการเมืองในประวัติศาสตร์แบบนิธิเป็นสองส่วน คือด้านวิธีคิดทางประวัติศาสตร์ และด้านเนื้อหาประวัติศาสตร์ ซึ่งทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์กัน

ความหมายทางการเมืองในด้านวิธีคิด นิธินำเอาวิธีคิดทางประวัติศาสตร์ที่ให้ความสำคัญแก่มิติทางเวลาหรือบริบท มันมีเงื่อนไขแวดล้อมในสังคมตอนนั้นอย่างไรที่ทำให้เกิดเหตุการณ์หรือปัญหานั้นขึ้น นิธินำวิธีคิดนี้มาใช้ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2520 ซึ่งช่วงนั้นมีประวัติศาสตร์ 2 แบบที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย คือแบบ “กระแสหลัก” และแบบ “เศรษฐศาสตร์การเมือง” ซึ่งนิธินำประวัติศาสตร์แบบที่ต่างไปจากสองแบบนั้นเข้ามาทำให้มีพลังในวงวิชาการไทย

วิธีคิดทางประวัติศาสตร์แบบนิธิช่วยให้เราเข้าใจปัญหา และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างซับซ้อน และตระหนักในความแตกต่างหลากหลายในสังคมไทย ในรัฐไทย ในวัฒนธรรมไทย ในท้องถิ่นไทย จะแก้ปัญหาต้องเข้าใจความซับซ้อน ต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะ ไม่ใช่มองไปที่ผู้นำเป็นผู้กำหนดวิถีประวัติศาสตร์ ไม่ใช่วิธีคิดที่นำไปสู่การปฏิวัติหรือการทำสงครามครั้งสุดท้าย

ในช่วงแรกๆ นิธิให้ความสำคัญกับบริบทเงื่อนไขทางการเมือง โดยที่ยังไม่สนใจเรื่องเศรษฐกิจ จนกระทั่งเขียน “วัฒนธรรมกระฎุมพีกับวรรณกรรมต้นรัตนโกสินทร์” (2525) จึงเริ่มสนใจบริบททางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง และเน้นความเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายในเป็นหลัก ถึงแม้ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจจะมาจากการขยายตัวทางการค้าของจีน ของอังกฤษ แต่นิธิจะเน้นเสมอว่าอิทธิพลฝรั่งมันไปทุกแห่ง แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมันไม่เหมือนกันไม่เท่ากัน จะเป็นอย่างไรขึ้นกับปัจจัยภายในเป็นหลัก

ปี 2520 นิธิแปลงาน แฮนรี่ เจ. เบนด้า “โครงสร้างประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์” ซึ่งปฏิเสธมโนทัศน์ฝรั่งที่เปลี่ยนสังคมเป็นสมัยใหม่แถบนี้ แต่ให้เน้นปัจจัยภายในอย่างมาก ซึ่งสัมพันธ์กับลักษณะเฉพาะของแต่ละสังคม ไม่ใช่ลักษณะร่วมไม่สำคัญ แต่นิธิคิดว่าจะเข้าใจคนใดคนหนึ่ง สถาบันใดสถาบันหนึ่ง ยุคสมัยใดสมัยหนึ่ง เราต้องมองเห็นลักษณะเฉพาะ ฉะนั้นนิธิจึงไม่มีกรอบคิดตายตัว หรือไม่มีทฤษฎีใดที่เป็นทฤษฎีหลัก (Grand Theory) และข้อสรุปทั้งหลายต้องมาจากการศึกษาหลักฐานชั้นต้น และต้องเป็นหลักฐานที่ผ่านวิพากษ์วิธีทางประวัติศาสตร์ ซึ่งจะทำให้เกิดทัศนวิพากษ์ หรือความสามารถในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ที่เข้ามา

นิธิเน้นการมองอะไรที่ลื่นไหล และเปลี่ยนแปลงไปตามบริบท คำว่ากษัตริย์คำเดียว ความหมายไม่เหมือนกัน ในยุคหนึ่งก็อย่างหนึ่ง อีกยุคก็อีกอย่าง นิธิเริ่มใช้คำว่า “จลภาพ” แทนความหมาย Dynamism ในงานเรื่องพระนารายณ์ ตอนนั้นยังไม่มีคำว่า “พลวัตร” ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงในช่วงต่างๆ ของการเมืองในสมัยพระนารายณ์ บริบทที่เลื่อนไหลและเปลี่ยนแปลง ทำให้พระนารายณ์ต้องตอบสนองต่อเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงจริงๆ

วิธีคิดที่เน้นปัจจัยภายในและบริบท ทำให้เกิดความหมายทางการเมืองคือ หนึ่ง ทำลายการครอบงำของการศึกษาที่เห็นตะวันตกเป็นศูนย์กลาง (Western-centrism) มันคือการทำลายลัทธิบูชาฝรั่ง ทำให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายมันมาจากสังคมและคนไทยเราเอง นิธิเสนอประวัติศาสตร์แบบนี้ในยุคที่เราสมาทานการพัฒนาแบบตะวันตก ยุคเราพยายามจะเป็นฝรั่ง นอกจากนี้ยังทำลายการครอบงำทางความคิดสำคัญๆ ไม่ต่างจากการวิพากษ์ความรู้ของนักคิดหลังสมัยใหม่ หรือหลังอาณานิคม ซึ่งนิธิทำมานานแล้ว เช่น เวลาพูดว่าชีวิตที่ดี นิธิจะถามว่าชีวิตที่ดีแบบไหน มันไม่เหมือนกันชีวิตที่ดีของแต่ละคนแต่ละสังคม ความหมายของทุกสิ่งมันต่างกัน เมื่อใช้โดยคนต่างกัน ต่างสมัยกัน ต่างบริบทกัน

แต่นิธิไม่ได้เชื่อว่าความจริงเข้าถึงไม่ได้ อย่างเป็นเรื่องของมุมมองล้วนๆ แต่พยายามศึกษาประวัติศาสตร์อย่าง “เป็นกลาง” พยายามตระหนักในอคติของตนเองในฐานะที่เป็นมนุษย์ และพยายามควบคุมอคติของตนเองให้เหลือน้อยและรู้จักตัวเองให้มากพอ ไม่ให้เรามองประวัติศาสตร์ไปตามอคติของเรา นิธิเคยเขียนว่า “นักประวัติศาสตร์รักชาติ แต่นักประวัติศาสตร์ต้องไม่มีชาติ”

สอง นิธิทำให้เห็นว่าหนทางการแก้ปัญหาและการพัฒนาทั้งระดับท้องถิ่นและประเทศ เราจะเลียนแบบคนอื่นไม่ได้ แต่ต้องรู้จักสังคมของตนเองมากพอ ที่จะหาทางพัฒนาให้สอดคล้องกับสังคมของเราเอง ตัวอย่างเช่นนิธิยกย่องคานธีมาก เพราะคานธีเลือกวิธีการแก้ปัญหาของอินเดีย จากความเข้าใจสังคมอินเดียและคนอินเดียอย่างลึกซึ้ง และเข้าใจสังคมและคนอังกฤษอย่างลึกซึ้งด้วย และไม่ได้ยกย่องคานธีในความหมายของศาสดา แต่นิธิมองคานธีในบริบทของคานธี มองคานธีเป็นนักการเมือง และชื่นชมคานธีในการเลือกวิธีเคลื่อนไหวให้อินเดียได้เอกราช เช่น การเลือกการอดอาหาร การทำเกลือ การทอผ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตคนอินเดีย

พลังของประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่การสร้างความเข้าใจ สร้างความรู้ที่จะทำให้รู้จักตนเอง รู้จุดแข็งจุดอ่อน รู้พลังของตัวเราเอง รู้เงื่อนไขแวดล้อมของตัวเองและของคนอื่นด้วย เพื่อสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทหนึ่งๆ หรือเมื่อบริบทเปลี่ยนก็สามารถปรับเปลี่ยนทางเลือกได้

สาม วิธีคิดแบบนิธิต้องพิจารณาบริบททางเศรษฐกิจสังคมการเมืองวัฒนธรรมที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างซับซ้อน ทำให้ตระหนักว่าอย่าเชื่อเจ้าลัทธิ หรือแกนนำผู้นำใดๆ ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่งที่จะกำหนดความเป็นไปทั้งหลายได้ ขณะเดียวกันก็ทำให้เราต้องคิดกับทุกเรื่อง ไม่ปักใจเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างสุดโต่ง แต่ต้องสงสัยไว้ก่อน เพราะมีความซับซ้อนของเงื่อนไขแวดล้อมที่ทำให้เกิดการตัดสินใจแบบใดแบบหนึ่งขึ้นมา และมันทำให้เราคิดถึงการแก้ปัญหาทั้งระบบ แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง แทนที่จะฝากความหวังไว้กับบุคคล

สี่ ประวัติศาสตร์แบบนิธิให้อำนาจแก่เราที่จะกำหนดชีวิตหรือทางเลือกของเราเอง เพราะเมื่อเราเข้าใจบริบทเราก็สามารถเลือกได้ดีกว่า และมันทำลายอำนาจของผู้นำ และเพิ่มอำนาจให้ประชาชน

สรุปความหมายในแง่วิธิคิด ประวัติศาสตร์แบบนิธิเป็นทั้งสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ วิธีคิดแบบนี้มองปรากฏการณ์หรือความเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยพิจารณาปฏิสัมพันธ์อย่างซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับสังคม และเป้าหมายก็เพื่อเข้าใจมนุษย์กับสังคมอย่างซับซ้อน ซึ่งช่วยให้จัดความสัมพันธ์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งการพัฒนาและแก้ปัญหามาจากสังคมไทยไม่ใช่รัฐไทย ไม่ได้อยู่ที่รัฐสภา รัฐบาล หรือรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่การเสริมพลังของสังคมในทุกด้าน ซึ่งการเปลี่ยนความรู้และวิธีคิดของคนไทย จะเป็นการเสริมพลังของสังคมอย่างสำคัญ

ในด้านเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ งานเขียนสำคัญๆ ของนิธิเกิดขึ้นช่วงทศวรรษ 2520 ครอบคลุมช่วงเวลาสมัยอยุธยาตอนต้นถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น นิธิสนใจประวัติศาสตร์ความคิดและประวัติศาสตร์การเมืองเป็นพิเศษ

ประวัติศาสตร์แบบนิธิมีลักษณะสำคัญหลายอย่าง หนึ่งคือ เป็นประวัติศาสตร์ความคิดและประวัติศาสตร์การเมืองที่แสดงความเปลี่ยนแปลง หรือแสดงลักษณะพลวัตของความคิดและการเมืองที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริบททางสังคม สอง เป็นประวัติศาสตร์ที่คนหลายกลุ่มมีบทบาท ในแง่ชนชั้นก็มีหลายชนชั้น ในแง่ชาติพันธุ์ก็มีหลายชาติพันธุ์ ในแง่ท้องถิ่นก็ศึกษาหลายท้องถิ่น และในแง่เพศภาวะก็เขียนเรื่องความหมายของผู้หญิงและเพศที่สาม

งานเขียนส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์ชนชั้นนำ นิธิเชี่ยวชาญการวิเคราะห์หลักฐานลายลักษณ์อักษร โดยลงภาคสนามไม่เก่ง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่นิธิเขียนก็เป็นประวัติศาสตร์ชนชั้นนำ วิเคราะห์การเมืองในกลุ่มชนชั้นนำ หรือเชื่อมเข้ากับเศรษฐกิจด้วย แต่นิธิเสนอภาพชนชั้นนำในบริบท เพื่อสร้างความทรงจำเกี่ยวกับชนชั้นนำที่ต่างไปจากภาพเดิม ไม่ใช่ชนชั้นที่ทำให้เมืองไทยนี่ดี และไม่ใช่ชนชั้นนำที่เอาแต่กดขี่ขูดรีด

นิธิเขียนประวัติศาสตร์ชนชั้นกลางค่อนข้างน้อย ไม่ค่อยได้เขียนประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ และเขียนประวัติศาสตร์ “ประชาชน” น้อยเช่นกัน แต่ก็มีประวัติศาสตร์วัฒนธรรมทางความคิดของประชาชน เช่น “งานแห่นางแมวกับวิกฤตในวัฒนธรรมชาวนา” และ “คติเกี่ยวกับรัฐของประชาชนจากวรรณกรรมปักษ์ใต้” และประวัติศาสตร์ประชาชนในยุคพัฒนาประเทศเรื่อง “บนหนทางสู่อนาคต” นิธิเขียนประวัติศาสตร์วัฒนธรรมไว้มาก โดยเฉพาะวัฒนธรรมทางความคิด เรื่องเด่นคือเรื่องความคิดทางการเมืองและความคิดทางพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังเขียนถึงวัฒนธรรมประชาชนด้วย

นิธิเชี่ยวชาญเรื่องวัฒนธรรมเป็นพิเศษ ทั้งที่ไม่ใช่นักมานุษยวิทยา นิธิมีบทบาทสำคัญมากในการมองเรื่องการเมืองและปัญหาทางเศรษฐกิจจากมิติทางวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมความจน รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรม นิธิสร้างความรู้อย่างไม่มีพรมแดน ทั้งนักรัฐศาสตร์ นักมานุษยวิทยาจะทึ่งกับความคิดที่นิธิสร้าง นิธิมองวัฒนธรรมอย่างเป็นเรื่องที่ทำให้เราแปลกใจเหมือนกัน เช่น ความรักก็เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่สัญชาตญาณ หรือจริยธรรมก็เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่จริยธรรมตายตัวแบบที่เชื่อกัน เมื่อบริบทเปลี่ยน จริยธรรมก็ต้องถูกประยุกต์ให้สอดคล้องกับบริบท และที่สำคัญคือนิธิให้ความสำคัญกับบรมธรรม ซึ่งไม่ได้หมายถึงศาสนธรรมอย่างเดียว แม้แต่คนที่ไม่มีศาสนาก็มีบรมธรรมได้

สายชลเสนอต่อว่าเนื้อหาประวัติศาสตร์แบบนิธิมีความหมายทางการเมืองในลักษณะที่ช่วยเปลี่ยนตาข่ายแห่งความทรงจำ เพื่อสถาปนาความทรงจำร่วมชุดใหม่ให้กับสังคมไทย นิธิเขียนไว้ว่า “การเปลี่ยนตาข่ายแห่งความทรงจำเป็นความเจ็บปวดในทุกสังคม” เพราะความทรงจำไม่ได้หมายถึงเรื่องอดีต แต่มันหมายถึงความเข้าใจของเราต่อปัจจุบัน และหมายถึงการคาดหมายของเราต่ออนาคต ประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่งๆ เป็นเหมือนปมๆ หนึ่งในตาข่ายแห่งความทรงจำ ถ้าเรารื้อปมๆ หนึ่งมันกระทบปมอื่นๆ ไปหมด ถ้าเรารื้อความทรงจำต่ออดีตของเราเรื่องหนึ่ง มันกระเทือนความทรงจำอื่นๆ เกี่ยวกับอดีตของเรา กระเทือนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับปัจจุบัน และกระเทือนความคาดหมายของเราต่ออนาคต ว่าจะเราจะเดินไปสู่อะไร ไปอย่างไร ไปเพื่ออะไร การเปลี่ยนตาข่ายแห่งความทรงจำ จึงเป็นความเจ็บปวดในทุกสังคม นิธิคิดว่าตนเองยังไม่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตาข่ายแห่งความทรงจำ

การเปลี่ยนตาข่ายนี้เชื่อมโยงไปถึงการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของชาติไทย และสังคมไทย และอัตลักษณ์ของคนกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย นิธิทำให้เห็นว่าชาติไทยประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม หลายชนชั้น หลายเพศ และไม่มีวีรบุรุษวีรสตรีที่ปกป้องเอกราชของชาติในงานนิธิเลย เช่น ให้ภาพชาวบ้านบางระจัน เป็นการรวมตัวปกป้องชีวิตทรัพย์สินของตน หรือเป็นกบฏชาวนาไม่ใช่วีรชนกู้ชาติ หรือท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทรไม่ใช่วีรสตรีที่ต่อสู้เพื่อปกป้องชาติ แต่ต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตระกูล

นอกจากนี้นิธิยังเสนอความเห็นโดยตรงด้วย เช่น การวิพากษ์ประวัติศาสตร์สกุลดำรงราชานุภาพ โดยมองว่ารัฐชาติมันเข้มแข็งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเขียนประวัติศาสตร์เพื่อความมั่นคงของชาติอีกต่อไป นิธิจึงเสนอโครงเรื่อง “ประวัติศาสตร์แห่งชาติใหม่” เพื่อนิยามความหมายแห่งชาติขึ้นมาใหม่ ครอบคลุมทุกท้องถิ่น มองเมืองไทยที่เชื่อมโยงกับโลกภายนอก และประชาชนมีบทบาทที่มากกว่าการเสียสละเพื่อชาติ นิธิเสนอให้เราเลิกใช้การเอารัฐและผู้นำเป็นศูนย์กลาง เพื่อจะอัตลักษณ์ใหม่ของชาติไทย

นอกจากนั้นนิธิยังเปลี่ยนอัตลักษณ์กษัตริย์ ประวัติศาสตร์กระแสหลักของกรมพระยาดำรงราชนุภาพ ทำให้กษัตริย์บางพระองค์กลายเป็นกษัตริย์ในอุดมคติของไทย เช่น พระปิยมหาราช แต่นิธิทำให้กษัตริย์เป็นมนุษย์ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนกลุ่มต่างๆ ในบริบทที่เปลี่ยนแปลง เช่น กษัตริย์เป็นพ่อค้า แทนภาพกษัตริย์กระแสหลักที่เป็นนักรบ หรือกษัตริย์ในฐานะนักการเมือง มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ต่อสู้ ต่อรองเพื่อรักษาและเพิ่มพูนอำนาจตามเงื่อนไขแวดล้อมของกษัตริย์แต่ละองค์ กษัตริย์ในงานของนิธิยังมีวัฒนธรรมทางความคิดเหมือนคนอื่น ไม่ใช่พระราชดำริลอยๆ

ในทศวรรษ 2520 ที่ราชาชาตินิยมมีพลังสูงขึ้น นิธิแสดงให้เห็นว่าพงศาวดารไม่ใช่ศักดิ์สิทธิ์ มันถูกชำระเพื่อเปลี่ยนความจริงเกี่ยวกับอดีต นิธิทำให้เห็นว่าไม่มีใครยิ่งใหญ่จนมีพลังพ้นไปจากบริบท เช่น บริบทของพระนารายณ์ คือระบบราชการที่ซับซ้อนและมีเอกภาพมากขึ้น ความขัดแย้งกับชาวอิหร่าน หรือการเข้ามาของฝรั่งเศส หรือบริบทของพระเจ้ากรุงธนบุรี คือมีภูมิหลังของที่ทำให้เลือกนโยบายการเมืองแบบชุมนุม ปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจการเมือง การรวมกลุ่มของผู้ดีที่มีอุดมการณ์แบบราชอาณาจักร

นิธิยังเปลี่ยนอัตลักษณ์จีนอย่างสำคัญ ใน “วัฒนธรรมกระฎุมพี” เน้นว่าจีนเป็นปัจจัยสำคัญของความเปลี่ยนแปลง และขี้ว่าชนชั้นสูงไทยสมัยนั้นรับวัฒนธรรมจีนชั้นต่ำ หรือให้ความหมายเจ๊กใหม่โดยตรงผ่านบทบาทพระเจ้ากรุงธนบุรี การนิยามใหม่เช่นนี้เกิดขึ้นพร้อมกับการประกาศให้คนไทยยอมรับว่า “สังคมที่มีพลังคือสังคมที่ปล่อยให้มีความหลากหลายในวัฒนธรรม ความแตกต่างของวิธีคิดและค่านิยม” “รสนิยมของ ‘เจ๊ก’ คือความมั่งคั่งในทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของสังคมไทย เหมือนความแตกต่างที่เราพบได้ในหมู่ชาวเขา ชาวมอญ ชาวญวน ฯลฯ”

นิธิเปลี่ยนอัตลักษณ์ชาวบ้าน ชาวบ้านไม่ใช่คนที่ “โง่จนเจ็บ” ขณะนิธิก็ดูหมิ่นชนชั้นกลางไทยไว้อย่างมาก เช่น งานแห่นางแมวเปลี่ยนภาพชาวบ้านที่โง่งมงาย เป็นชาวบ้านผู้มีภูมิปัญญา รวมทั้งนิธิต่อสู้กับพุทธแบบที่รัฐเน้น ชี้ให้เห็นว่าไสยศาสตร์แบบชาวบ้านไม่ใช่อะไรที่โง่งมงาย แต่รัฐต่างหากที่ทำให้ไสยศาสตร์เป็นเรื่องโง่ เดิมนั้นพุทธกับไสยไม่ได้แยกจากกัน แต่ไสยศาสตร์ในอดีตมีศีลธรรมของพุทธกำกับอยู่

ประเด็นสุดท้ายคือความรู้ประวัติศาสตร์กับชีวิตและบรมธรรม นิธิเขียนว่า “ความรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอาจก่อให้เกิดแบบแผนความประพฤติอันเหมาะสมได้ชุดหนึ่ง แต่ความรู้เท่าทันธรรมดาโลกก่อให้เกิดความสงบสุขในจิตใจที่จะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงนั่นได้” ความรู้เท่าทันธรรมดาโลกนี่แหละที่นิธิเห็นว่าเป็นผลจากบรมธรรม และ “ปราศจากความรู้เท่าทันธรรมดาโลก การปรับจริยธรรมเพื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจสังคมใหม่ก็จะเท่ากับการลอยตามกระแสโดยขาดความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมจะตกไปอยู่ในวังวนของการเอารัดเอาเปรียบกันเองและความร้อนรนจากความโลภในวัตถุ การมีบรมธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรมจึงสำคัญ เพื่อ...เป็นจริยธรรมที่กำกับด้วยคุณธรรม ไม่ใช่จริยธรรมที่จะเอาตัวรอดในโลกสมัยใหม่เท่านั้น”

อีกทั้ง “แท้ที่จริงแล้วการศึกษาวิทยาการเพื่อรู้ความจริงย่อมประกอบด้วยศีลธรรม และแนวคิดที่จินตนาการขึ้นเกี่ยวกับความเป็นจริงของโลกและชีวิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...หากการศึกษาวิทยาการถูกเปลี่ยนแปลงให้ลงสู่ระดับลึกขึ้นคือการแสวงหาความจริง ไม่ใช่การแสวงหาประโยชน์ใช้สอยจากความรู้เพียงอย่างเดียว การศึกษาวิทยาการก็เป็นทางนำไปสู่ความเข้าถึงบรมธรรมได้เช่นกัน” (2536 สภาพเศรษฐกิจสังคมไทยยุคใหม่ จริยธรรมในการศึกษาสำหรับอนาคต)

สายชลสรุปว่าสำหรับนิธิ เสรีภาพจึงสำคัญมาก เสรีภาพในการศึกษาประวัติศาสตร์โดยหลุดพ้นจากกระบวนทัศน์ครอบงำ ทำให้แต่ละคนสามารถแสวงหา “ความจริง” หรือ “สัจจะ” ตามที่ตนมองเห็น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเหมือนคนอื่น ประวัติศาสตร์แบบนิธิทำให้เราเข้าถึงสัจจะ ทั้งในแง่การรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของชีวิตและสังคม และถ้าเราศึกษาอย่างจริงจัง มันก็เป็นทางนำไปสู่บรมธรรมได้ในที่สุด

Comments

ชาวบ้านตัวเล็กๆ

ชาวบ้านตัวเล็กๆ ใช้สัตว์เล็กๆอย่างนางแมวมาทำพิธี
ชนชั้นสูงตัวใหญ่ๆ ใช้สัตว์ใหญ่ๆมาทำพิธีอย่างพระโคไงครับ

สมมุติถ้าจะบอกว่าเรื่องแบบนี้มันงมงาย
ชาวบ้านใช้สัตว์เล็กๆก็น่าจะงมงายกันเล็กๆ
ชนชั้นสูงใช้สัตว์ใหญ่ๆก็น่าจะงมงายกันใหญ่ๆ
นี่เป็นการเทียบบัญญัติไตรยางค์แบบพื้นๆเลยนะ...อย่าคิดเป็นอื่น...แฮ่ๆ

"พลังของประวัติศาสตร์จึงอยู่ท

"พลังของประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่การสร้างความเข้าใจ สร้างความรู้ที่จะทำให้รู้จักตนเอง รู้จุดแข็งจุดอ่อน รู้พลังของตัวเราเอง รู้เงื่อนไขแวดล้อมของตัวเองและของคนอื่นด้วย เพื่อสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทหนึ่งๆ หรือเมื่อบริบทเปลี่ยนก็สามารถปรับเปลี่ยนทางเลือกได้"

ขอบอกให้คนพูดกลับไปทบทวนตัวเองในข้อความนี้ ว่าตัวเองเคารพความจริงข้อนี้จริงๆหรือเปล่า? จึงได้กระทำการลับหลังสาธารณะต่อครูบาอาจารย์ เป็นอีกอย่างหนึ่ง และควรซื่อสัตย์ต่อสาธารณะด้วยว่า ตนจัดงานนี้ขึ้นโดยไม่ได้บอกตัว ศ.ดร.นิธิ เอีียวศรีวงศ์ เลย ! เพราะอะไร ? น่าแปลกจริง เพื่อฟอกตัวเอง เพื่อกู้คืนเวทีความเป็นศิษย์ ศ.ดร.นิธิ ภายหลังจากที่ได้เนรคุณมาแล้ว กระนั้นหรือ ? น่าไม่อาย !

ถ้าผมเป็นนิธิ ผมจะกลุ้มใจมากๆ

ถ้าผมเป็นนิธิ ผมจะกลุ้มใจมากๆ ที่จนป่านนี้ ไม่มีใครทีดูเหมือนกับจะชืนชมสนใจงานของเขา สามารถ engage กับงานของเขาอย่างซีเรียสจริงๆ คือไม่มีการทำอะไรมากไปกว่า การชื่นชมแบบ superficial (ชมลูกเดียว) อะไรแบบนั้น พัฒนาการความคิด การเปลี่ยนแปลงอะไร ความไม่คงเส้นคงวา ก็มองไม่เห็นจริงๆ

เอาตัวอย่างง่ายๆเลยนะ ศ.สายชล เอง พุดถึงงาน ปวศ.นิธิ สลับเหตุการณ์ปัจจุบัน มีการยกตัวอย่าง สมบัติ บุญงามอนงค์ด้วย (อิอิ)

"นิธิต้องการเช่นเดียวกับคุณสมบัติ แต่ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง แต่คือคนไทยทุกคน อาจจะเสื้อเหลืองยิ่งกว่าด้วยซ้ำ ที่จะรู้จักตัวเอง รู้จักสังคมไทย และวิจารณ์ตัวเอง"

ถ้านิธิ "ต้องการ" อะไรทีว่าอย่างซีเรียสนะ ป่านนี้ เราคงได้ยิน การวิจารณ์ตัวเอง ของนิธิ แล้วว่า

ทำไมในการเลือกตั้งปลายปี 2550 นิธิ จึงเขียนเชียร์อภิสิทธิ์ (เขียนไม่กีวันก่อนเลือกตั้ง คู่กับการโจมตีสมัคร - นี่มีนัยยะให้เลือกคนหนึง ไม่เลือกคนหนึงแน่นอน) ทีสำคัญ เหตผลของการเชียร์ อภิสิทธิ์ เป็นเหตุผลที่ ตอนนั้น ทุกคนที่ตามการเมืองก็รู้ ไม่เป็นความจริง นิธิก็ควรต้องรู้แน่นอน (พูดอีกอย่าง คือ นิธิ จงใจพูดโกหก) คือ ที่วา อภิสิทธิ์ "ต่อต้านทหาร อย่างนุ่มนวล สง่างาม" อะไรแบบนั้น

เรื่องแบบนี้ ด้วยคนระดับ "นักคิด" แบบนี ต้องไมใช่เรื่องเล็กๆ ไม่สำคัญอะไรแน่ และการทีใครสนใจจะศึกษางานนิธิ อย่างซีเรียส แต่ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นปัญหาใหญ่แบบนี้ ก็แสดงว่า ไมได้สนใจศึกษางานนิธิจริงๆเลย

จริงๆ ผมเขียนเรื่องทำนองนี้ ได้อีกเยอะ (เช่น หลัง 19 กันยา ทีนิธิ ออกมาว่า ทักษิณ "เลวร้ายกว่า สฤษดิ์" หรือ เสนอแนะ คปก ว่า ทำยังไง จึงจะ กำจัดไม่ได้คนอย่างทักษิณ สามารถกลับมามีอำนาจ โดยทีตอนเสนอเรืองนี้ นิธิ พูดถึงการ รปห. ว่า "หวนกลับไม่ได้แล้ว" อะไรประเภทนั้น และไม่เคยเสนอว่า ทำอย่างไร จึงจะทำให้ คนอย่าง คปก ไม่สามารถกลับมามีอำนาจได้อีก ฯลฯ

แต่เอาเฉพาะประเด็นใหญ่ๆเลยก็ได้ ปี 2549 เกษียร ประเมินว่า นิธิ เป็นนักเขียนใน "เครือข่ายในหลวง" ผมเชื่อว่า ไม่ใช่การพูดเล่นๆ (อ่านปริบทของการพูดดูก็ยืนยันได้) และเชื่อวา การประเมินนี้ ถูกต้องด้วย (อย่างน้อย ต่อให้ไม่เห็นด้วย ก็เป็นประเด็นสำคัญ เกินกว่า จะทำราวกับไม่มีปัญหา)

"พลังของประวัติศาสตร์จึงอยู่ท

"พลังของประวัติศาสตร์จึงอยู่ที่การสร้างความเข้าใจ สร้างความรู้ที่จะทำให้รู้จักตนเอง รู้จุดแข็งจุดอ่อน รู้พลังของตัวเราเอง รู้เงื่อนไขแวดล้อมของตัวเองและของคนอื่นด้วย เพื่อสามารถเลือกทางเลือกที่เหมาะสมสอดคล้องในบริบทหนึ่งๆ หรือเมื่อบริบทเปลี่ยนก็สามารถปรับเปลี่ยนทางเลือกได้"

ขอบอกให้คนพูดกลับไปทบทวนตัวเองในข้อความนี้ ว่าตัวเองเคารพความจริงข้อนี้จริงๆหรือเปล่า? จึงได้กระทำการลับหลังสาธารณะต่อครูบาอาจารย์ เป็นอีกอย่างหนึ่ง และควรซื่อสัตย์ต่อสาธารณะด้วยว่า ตนจัดงานนี้ขึ้นโดยไม่ได้บอกตัว ศ.ดร.นิธิ เอีียวศรีวงศ์ เลย ! เพราะอะไร ? น่าแปลกจริง เพื่อฟอกตัวเอง เพื่อกู้คืนเวทีความเป็นศิษย์ ศ.ดร.นิธิ ภายหลังจากที่ได้เนรคุณมาแล้ว กระนั้นหรือ ? น่าไม่อาย !

โทษที

โทษที เขียนดีเบตกับนักวิชาการต้องเข้มงวดหน่อย ที่ข้างบนผมใช้คำว่า หลัง 19 กันยา นิธิบอกว่า ทักษิณ เลวกว่าสฤษดิ์ ที่จริง เขาใช้คำวา่ "เป็นอันตรายยิ่งกว่า" อะไรแบบนั้น ขออภัยอย่างยิ่ง

ที่

ที่ อ.สมศักดิ์ว่ามาก็คงใช่อยู่
ผมว่าอ.นิธิก็คงมีเป๋ไปบ้างตามพายุข่าวสารอันรุนแรงในขณะนั้น

คือแต่ละท่านก็คงปักธงไว้ไม่เหมือนกัน
พอเหตุการณ์มันเปลี่ยน ฝุ่นควันข่าวสารมันจางลงบ้าง
พอจะเห็นอะไรๆได้ชัดเจนขึ้น ก็อาจปักธงกันใหม่ได้
มันก็ไม่มีอะไรนะครับ...
แต่ถ้าท่านยังทู่ซี้ถูลู่ถูกังปักธงไว้ที่เดิม...ก็แล้วแต่ท่านนะครับ

นักการเมืองอย่างคุณทักษิณนั้นมีทั้งข้อดีข้อเสีย แล้วแต่ใครจะมองมุมไหนของเขา
หน้าเขาก็เป็นเหลี่ยมๆอยู่แล้ว ความแตกต่างในแต่ละมุมมองจึงเป็นไปอย่างง่ายดาย
ไม่เหมือนพวกหน้ากลมๆไม่มีเหลี่ยม แล้วก็ไม่ยอมทำอะไรกันเลยเพราะกลัวทำผิด
จะมองมุมไหนก็คงราบเรียบกลมๆเบลอๆเหมือนกันหมด ลื่นๆแต่ไร้ผลงานว่างั้นเหอะ

ถ้าหากจะบอกว่าเราอย่าถูกชักจูงด้วยประวัติศาสตร์
ก็เช่นเดียวกันครับ เราก็อย่าถูกชักจูงด้วยข้อมูลข่าวสารอันยุ่งเหยิงในปัจจุบันด้วย

เรื่องเดิมๆในการวิพากษ์ อ.

เรื่องเดิมๆในการวิพากษ์ อ. นิธิ จากกลุ่มเสรีนิยมสุดโต่ง คือการไม่เลือกข้างทำตัวแบบก้ำกึ่งล่องลอยระหว่างคู่ตรงข้าม สำหรับเราแล้วการหาความหมายแบบbecoming in the between binary oppositions ในสภาพสังคมวัฒนธรรมปัจจุบันแบบที่อ. นิธิทำเนี่ยคือความสร้างสรรค์ในความพยายามลองหาความหมายใหม่ๆที่กำลังจะเกิด กำลังจะเป็น การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างในbinary oppositions บางครั้งอาจจะผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เนี่ยล่ะภาวะแบบbecoming และการหาทางออกจาก binary oppositions แบบสร้างสรรค์ในปัจจุบันควรจะอยู่ในหนทางนี้ ผิดจากพวกที่ขังตัวเองอยู่ในคอกความคิดแบบเดียวตั้งแต่เด็กจนแก่ หาข้อมูลสนับสนุนคอกความคิดตัวเองแบบยึดมั่นถือมั่น ฉันเป็นฉันเองไปวันๆ คงมองไม่เห็นมิติแบบbecomingได้้แต่ being. ชัดเจนมีจุดยืนในขั้วความคิดตัวเองแต่หาทางออกในสังคมไม่ได้ มองจุดหมายแบบจุดนิ่ง ว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น แต่ไม่เคยนำเสนอวิธีการที่จะไปสู่จุดหมายนั้นอย่างไร ผมว่าความพยายามหาความหมายระหว่างทางแบบเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่งเนี่ยน่าสนใจกว่า ถูกบ้างผิดบ้างเป็นไรฟร้ะ จะดูโง่ในสายตาคนอื่นบ้างไม่ได้เลยหราาา โลกจะแตกหราาาาาไงตัวเอง :)

กาลกิณีเทวี

[quote=กาลกิณีเทวี]เรื่องเดิมๆในการวิพากษ์ อ. นิธิ จากกลุ่มเสรีนิยมสุดโต่ง คือการไม่เลือกข้างทำตัวแบบก้ำกึ่งล่องลอยระหว่างคู่ตรงข้าม สำหรับเราแล้วการหาความหมายแบบbecoming in the between binary oppositions ในสภาพสังคมวัฒนธรรมปัจจุบันแบบที่อ. นิธิทำเนี่ยคือความสร้างสรรค์ในความพยายามลองหาความหมายใหม่ๆที่กำลังจะเกิด กำลังจะเป็น การแสวงหาจุดร่วมสงวนจุดต่างในbinary oppositions บางครั้งอาจจะผิดบ้างถูกบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลก เนี่ยล่ะภาวะแบบbecoming และการหาทางออกจาก binary oppositions แบบสร้างสรรค์ในปัจจุบันควรจะอยู่ในหนทางนี้ ผิดจากพวกที่ขังตัวเองอยู่ในคอกความคิดแบบเดียวตั้งแต่เด็กจนแก่ หาข้อมูลสนับสนุนคอกความคิดตัวเองแบบยึดมั่นถือมั่น ฉันเป็นฉันเองไปวันๆ คงมองไม่เห็นมิติแบบbecomingได้้แต่ being. ชัดเจนมีจุดยืนในขั้วความคิดตัวเองแต่หาทางออกในสังคมไม่ได้ มองจุดหมายแบบจุดนิ่ง ว่าต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น แต่ไม่เคยนำเสนอวิธีการที่จะไปสู่จุดหมายนั้นอย่างไร ผมว่าความพยายามหาความหมายระหว่างทางแบบเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่งเนี่ยน่าสนใจกว่า ถูกบ้างผิดบ้างเป็นไรฟร้ะ จะดูโง่ในสายตาคนอื่นบ้างไม่ได้เลยหราาา โลกจะแตกหราาาาาไงตัวเอง :)[/quote]

เวลาผมเห็นคนพูดคำโตๆ binary opposition อะไร ถ้าผมอารมณ์ดีๆ ก็อาจจะยิ้มๆ ด้วยความเอ็นดู ในความอยากโชว์ออฟ ของคนที่ไม่รู้เรือ่งอะไรแต่จำๆกันมา แต่ถ้าอารมณ์ไม่ดีหน่อย ก็จะว่า "โคตรดัดจริต" เลยครับ

การเชียร์ อภิสิทธิ์ ก่อนการเลือกตั้ง คือเชียร์ให้เลือกอภิสิทธิ์ นี่ มันไมใช่การเลือกข้่างใดข้างหนึงในคู่ความขัดแย้งยังไง (วะ)

แม่ม แค่นี้ ก็คิดไม่เป็นเสียแล้ว อย่าดัดจริต อ้างคำทีตัวเองไม่รู้ ไม่เคยอ่านของจริงมาก่อนดีกว่าครับ อายเขา

ผมคิดว่าในการวิเคราะห์งานเขีย

ผมคิดว่าในการวิเคราะห์งานเขียนของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นประโยชน์กว่า ถ้าเราแยกวิเคราะห์
งานเขียนกลุ่มที่เป็นงานทางประวัติศาสตร์ ออกจากงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะงาน
เขียนสองกลุ่มนี้ มีบริบทที่ต่างกันมากๆ ผมเข้าใจว่าในการเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ จุดยืน
ของอาจารย์นิธิในสมัยนั้น น่าจะเป็นการตอบโต้กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่ยกย่องบทบาท
ของชนชั้นจนมองไม่เห็นความเป็นการเมืองของประวัติศาสตร์ ในการเขียน การเมืองไทยสมัย
พระนารายณ์ ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพงศาวดารอยุธยา หรือการเมืองไทยสมัยพระเจ้า
กรุงธนฯ ดูเหมือนจะพยายามเสนอประเด็นนี้เป็นหลัก ขณะท่ี่ในงานอย่างปากไก่ฯ ผมเข้าใจว่า
เจตนาของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นการตอบโต้กับการเขียนประวัติศาสตร์ของกลุ่่มเศรษฐศาสตร์
การเมือง ที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยซึ่งเน้นไปที่ช่วงบาวริ่ง โดยอาจารย์นิธิ
พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของพลวัตรภายในท่ี่มีมาก่อน นอกจากนี้ การมองภาพของชนชั้น
ปกครองไทยในฐานะที่เป็นกระฏุมพี ก็น่าจะสอดคล้องกับจุดยืนของอาจารย์นิธิในงานชิ้นก่อนๆ
ที่พยายามเสนอภาพของชนชั้นปกครองให้เป็นมนุษย์ธรรมดามากขึ้นด้วย

ส่วนในงานเขียนที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น ผมเข้าว่ามีบริบทที่ต่างไป ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าอาจารย์
นิธิเริ่มเข้ามาเขียนเรื่องการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงที่เขียนคอลัมน์ให้มติชน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่หันมาทำงานเคลื่อนไหวให้กับกลุ่มคนยากคนจน การทำความเข้า
ในงานทางการเมืองของอาจารย์นิธิ จึงน่าจะเข้าใจ ผ่านจุดยืนของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวทาง
สังคมที่อาจารย์นิธิเข้าร่วมอยู่ มากกว่าที่จะรวบเอาจุดยืนทางประวัติศาสตร์ และ จุดยืนทางการ
เมืองของอาจารย์นิธิเข้ามาสังเคราะห์เป็น โลกทัศน์ แบบอาจารย์นิธิ แล้วใช้ย้อนกลับไปตีความ
งานเขียนอาจารย์นิธิทั้งหมด ผมว่าการทำแบบนี้ นอกจากจะไม่ช่วยสร้างกรอบที่เหมาะสมในการ
อ่านงานของอาจารย์นิธิแล้ว ยังอาจจะทำให้เราเข้าใจงานเขียนของอาจารย์นิธิไขว้เขวไปด้วย

ตอนเลือกตั้้งทั่วไปคราวที่ผ่า

ตอนเลือกตั้้งทั่วไปคราวที่ผ่านมา ผม(ผู้ซึ่งคิดว่าไม่สามารถเลืิอกประชาธิปัตย์ได้อีกต่อไป หลังพฤติกรรมคว่ำบาตรการเลือกตั้ง)ก็เกิดความคิดแบบนิธิ(คิดว่าน่าจะเลือกประชาธิปัตย์) ขึ้นมาเหมือนกัน
แต่ความคิดนั้นมันเกิดขึ้นช้าไปหน่อย คือไม่กี่ชั่วโมงก่อนลงคะแนน เห็นว่าไม่มีเวลาพิจารณาทบทวนให้แน่ใจจริงๆ จึงออกเสียงไปตามที่คิดไว้เดิม คืองดออกเสียง

ต้องขอท้าวความก่อนหน้านั้น ตอนที่มีคำตัดสิน 111 นั้น สมศักดิ์และสาวกในบอร์ดฟ้าเดียวกัน ประสานเสียงโอดครวญว่า แพ้แล้ว-จบแล้ว แต่ผมแสดงความเห็นตรงข้ามว่า นี่คือจุดเริ่มของชัยชนะต่างหาก เพราะทำให้พวกแฟนทักษิณส่วนมาก ซึ่งเป็นประเภท รักในหลวงห่วงทักษิณ เกิดตาสว่าง และ ตกฟาก ได้เสียที ผมแสดงความเห็นมาตลอดว่า ผมมั่นใจว่ามีเลือกตั้งอีกเมื่อไร พวกทักษิณก็นอนมาเมื่อนั้น อาจถล่มทลายกว่าคราวก่อนยึดอำนาจด้วยซ้ำ

ดังนั้น ผมจึงเกรงว่าหากพวกทักษิณชนะถล่มทลาย พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจประชาชน ไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้ดีกว่าเดิม แต่สำหรับพวกประชาธิปัตย์ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเขาแล้ว พวกเขาจำเป็นต้องสร้างผลงานต้องกู้ชื่อให้ได้ ไม่งั้นก็อวสาน (อันนี้ผมเคยเขียนในบอร์ดฟ้าเดียวกัน หลังเลือกตั้ง)

ตอนนั้นอภิสิทธิยังไม่ได้ออกลายให้เห็นมากเท่ากับที่เราเห็นกันตอนนี้นะครับ แล้วตอนแรกๆ สมัยรัฐบาลชวนอภิสิทธิก็กล้าหาญใช้ได้ทีเดียว แล้วจึงมา"เสียคน" นิธิอาจคาดว่าอภิสิทธิจะเรียนรู้และกลับตัวไปเป็นอภิสิทธิคนเดิมเป็นคนที่ตนตั้งใจไว้แต่เดิมว่าจะเป็น ก็ได้ นิธิอาจเคยสัมผัสอะไรอภิสิทธิมาเราก็ไม่รู้

เรื่องนิธิเขียนว่า ทักษิณร้ายกว่าสฤษดิ์ ผมเห็นด้วยว่าไม่เหมาะกับกาละ แต่ไ่ม่ได้หมายความว่าเขาเชียร์รัฐประหาร ก็แค่ประเมินทักษิณในโอกาสที่ทักษิณตกจากอำนาจ
ส่วนเรื่อง "เราย้อนเวลากลับไม่ได้" ผมขี้เกียจพูดอีก

คนบางประเภท เห็นอะไรแผลมๆ เห็นอะไรเป็นเหมือนแนวโน้ม เอาแค่เกิน 5/10 ขึ้นไปก็ปัดจากเศษขึ้นเป็นจำนวนเต็ม ปัดเป็น "Yes"หมด คนพวกนี้ชีวิตของเขาเต็มไปด้วยคำตอบอันชัดเจน ฟันธงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้ฉับๆๆ อย่างห้าวหาญน่าศรัทธาเสียเหลือเกิน โดยไม่ได้รู้เลยว่าที่จริงตนสร้างความเสียหายไว้เท่าไร คนพวกนี้มีเยอะ และต่างนึกว่าตนเป็นผู้ชนะ ทั้งที่โคตรขี้แพ้
ส่วนไอ้พวก"ขี้แพ้"คือพวกที่ไ่ม่สรุปอะไรถ้าไม่ชัดเจนจริงๆ เพราะรู้ด้วยใจเป็นกลางว่าเส้นทางของความเป็นไปได้ัมันเยอะแยะ คนพวกนี้ัจึงดูเหมือนขาดศักยภาพ เฉื่อยชาด้อยความสามารถ
(ตามธรรมเนียมก็ต้องบอกไว้ด้วยว่า ผมไม่ใช่แฟนนิธิ และไม่รู้หรอกว่าที่จริงนิธิเป็นอย่างไร)

ส่วนที่ กาลกิณีเทวี เขียน ซึ่งอาจใช้คำบางคำไม่ถูกถ้วนหรืออย่างไร แต่ผมว่าผมเข้าใจสารที่เขาต้องการสื่อ
สมศักดิ์ไปด่าเขาว่าอยากโชว์ออฟ ผมว่าในที่นี้คุณนั่นแหละ

พิชาญ

[quote=พิชาญ]ผมคิดว่าในการวิเคราะห์งานเขียนของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นประโยชน์กว่า ถ้าเราแยกวิเคราะห์
งานเขียนกลุ่มที่เป็นงานทางประวัติศาสตร์ ออกจากงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะงาน
เขียนสองกลุ่มนี้ มีบริบทที่ต่างกันมากๆ ผมเข้าใจว่าในการเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ จุดยืน
ของอาจารย์นิธิในสมัยนั้น น่าจะเป็นการตอบโต้กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่ยกย่องบทบาท
ของชนชั้นจนมองไม่เห็นความเป็นการเมืองของประวัติศาสตร์ ในการเขียน การเมืองไทยสมัย
พระนารายณ์ ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพงศาวดารอยุธยา หรือการเมืองไทยสมัยพระเจ้า
กรุงธนฯ ดูเหมือนจะพยายามเสนอประเด็นนี้เป็นหลัก ขณะท่ี่ในงานอย่างปากไก่ฯ ผมเข้าใจว่า
เจตนาของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นการตอบโต้กับการเขียนประวัติศาสตร์ของกลุ่่มเศรษฐศาสตร์
การเมือง ที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยซึ่งเน้นไปที่ช่วงบาวริ่ง โดยอาจารย์นิธิ
พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของพลวัตรภายในท่ี่มีมาก่อน นอกจากนี้ การมองภาพของชนชั้น
ปกครองไทยในฐานะที่เป็นกระฏุมพี ก็น่าจะสอดคล้องกับจุดยืนของอาจารย์นิธิในงานชิ้นก่อนๆ
ที่พยายามเสนอภาพของชนชั้นปกครองให้เป็นมนุษย์ธรรมดามากขึ้นด้วย

ส่วนในงานเขียนที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น ผมเข้าว่ามีบริบทที่ต่างไป ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าอาจารย์
นิธิเริ่มเข้ามาเขียนเรื่องการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงที่เขียนคอลัมน์ให้มติชน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่หันมาทำงานเคลื่อนไหวให้กับกลุ่มคนยากคนจน การทำความเข้า
ในงานทางการเมืองของอาจารย์นิธิ จึงน่าจะเข้าใจ ผ่านจุดยืนของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวทาง
สังคมที่อาจารย์นิธิเข้าร่วมอยู่ มากกว่าที่จะรวบเอาจุดยืนทางประวัติศาสตร์ และ จุดยืนทางการ
เมืองของอาจารย์นิธิเข้ามาสังเคราะห์เป็น โลกทัศน์ แบบอาจารย์นิธิ แล้วใช้ย้อนกลับไปตีความ
งานเขียนอาจารย์นิธิทั้งหมด ผมว่าการทำแบบนี้ นอกจากจะไม่ช่วยสร้างกรอบที่เหมาะสมในการ
อ่านงานของอาจารย์นิธิแล้ว ยังอาจจะทำให้เราเข้าใจงานเขียนของอาจารย์นิธิไขว้เขวไปด้วย[/quote]

ผมเห็นด้วยในระดับหนึงนะแต่ไม่ทั้งหมด เรื่องการแยกระหวางงาน ปวศ. กับ งานเขียนทางการเมืองน่ะ

ปัญญาชนนักวิชาการระดับนิธินี่ การคิดในเชิง"วิชาการ"กับในเรื่องการเมือง มันมีความสัมพันธ์กัน

ส่วนหนึง ผมเห็นวา ต้องเข้าใจด้วยว่า นิธิ มีพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงอยู่ เช่น ในงานเขียนุชุดต้นรัตนโกสินทร์ กับทีมาเขียนยุคหลัง เรืองการเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่เป็น กุญแจสำคัญคือเรืองสถาบันกษัตริย์ แต่เรื่องนี้มันมีรายละเอียดทีซับซ้อนอยู่ทีอภิปรายสันๆไม่ได้ (นิธิ เองเคยเปรยๆถึง ความเห็นทีเปลี่ยน อย่างกรณีทีดูเหมือน "เล็กๆ" กรณีหนึง คือเรืองเลือกนายกฯ ทางตรง (ซึงเกียวกับประเด็นสถาบันฯอยู่ คงพอนึกออก) เขาบอกว่า สมัยหนุ่มๆ เขาเห็นด้วย แต่สมัยหลังไม่เห็นด้วย โดยโยงเข้ากับประเด็นสถานะของสถาบันฯอยู่)

ทีนี้ ในแง่งานวิชาการ มันก็มีรายละเอียดบางอย่างของมันอยู่ ที แม้จะเป็น "อิสระ" ในระดับหนึง กับงานการเมือง (ไมใช่ในแง่ของ เวลา พัฒนาการ ทีคนละช่วงเทานั้นด้วย) แต่ถึงที่สุด มันมีความเชื่อมโยง และอธิบายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองของเขาได้เหมือนกัน

เอาตัวอยางสำคัญอันหนึงนะ ผมเคยเสนอว่า ถ้าจะดูว่า concept "ศักดินา" ซึงเป็น concept สำคัญ ของปัญญาชนไทย จากทศวรรษ 2490 ถึงประมาณทศวรรษ 2520 มัน "หาย" ไปเมือ่ไรยังไง ให้ดูทีงานวิชาการนิธินีแหละ นิธิเป็นอิทธิพลสำคัญ และเป็นการแสดงสำคัญของการ "หาย" ไปของ concept ที่มีอายุยาวนานนี้ ในภูมิปัญญาสังคมไทย

.................

ทีอภิปรายมานี่ ความจริง เหมือนเป็นเพียง "ตัวอย่าง" ให้เห็น ประเด็นทีผมโพสต์ใน rep แรกสุด บรรทัดแรกสุดเลยที่ว่า "ถ้าผมเป็นนิธิ คงกลุ้มใจ.." คือ ไม่มีคนศึกษางานของเขาอย่างซีเรียส อย่าง critical อย่างมองเห็นความเปล่ยนแปลง ความไม่คงเส้นคงวา ความขัดแย้งในตัวเอง (และความสัมพันธ์ เหมือน/ต่าง ระหว่างงานวิชาการ กับการเมือง) .. ทีเห็น ก็มีแต่ประเภทงาน "ชื่นชม" ทำนองเดียวกับที สายชล พูดนี้แหละ

ซึงสำหรับผมนะ เกือบจะเป็นการ "ดูถูก" ปัญญาชนคนน้้นๆเลย ที่ treat งานของเขาในลักษณะนี้ การ engage กับงานของเขาอย่าง critical อย่างซีเรียส ที่ผมพูด ผมว่า เป็นการ pay tribute ต่อคนนั้น แม้เราจะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงก็ตาม แต่แสดงว่า เราเห็นว่า งานของคนน้้น มีค่ามากพอทีจะทำให้เราต้องมา engage อย่าง ซีเรียส ด้วย

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

[quote=สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล][quote=พิชาญ]ผมคิดว่าในการวิเคราะห์งานเขียนของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นประโยชน์กว่า ถ้าเราแยกวิเคราะห์
งานเขียนกลุ่มที่เป็นงานทางประวัติศาสตร์ ออกจากงานเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะงาน
เขียนสองกลุ่มนี้ มีบริบทที่ต่างกันมากๆ ผมเข้าใจว่าในการเขียนงานด้านประวัติศาสตร์ จุดยืน
ของอาจารย์นิธิในสมัยนั้น น่าจะเป็นการตอบโต้กับประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่ยกย่องบทบาท
ของชนชั้นจนมองไม่เห็นความเป็นการเมืองของประวัติศาสตร์ ในการเขียน การเมืองไทยสมัย
พระนารายณ์ ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพงศาวดารอยุธยา หรือการเมืองไทยสมัยพระเจ้า
กรุงธนฯ ดูเหมือนจะพยายามเสนอประเด็นนี้เป็นหลัก ขณะท่ี่ในงานอย่างปากไก่ฯ ผมเข้าใจว่า
เจตนาของอาจารย์นิธิ น่าจะเป็นการตอบโต้กับการเขียนประวัติศาสตร์ของกลุ่่มเศรษฐศาสตร์
การเมือง ที่พูดถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจไทยซึ่งเน้นไปที่ช่วงบาวริ่ง โดยอาจารย์นิธิ
พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญของพลวัตรภายในท่ี่มีมาก่อน นอกจากนี้ การมองภาพของชนชั้น
ปกครองไทยในฐานะที่เป็นกระฏุมพี ก็น่าจะสอดคล้องกับจุดยืนของอาจารย์นิธิในงานชิ้นก่อนๆ
ที่พยายามเสนอภาพของชนชั้นปกครองให้เป็นมนุษย์ธรรมดามากขึ้นด้วย

ส่วนในงานเขียนที่เกี่ยวกับการเมืองนั้น ผมเข้าว่ามีบริบทที่ต่างไป ผมจำไม่ได้แน่ชัดว่าอาจารย์
นิธิเริ่มเข้ามาเขียนเรื่องการเมืองตั้งแต่เมื่อไหร่แต่เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงที่เขียนคอลัมน์ให้มติชน
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงที่หันมาทำงานเคลื่อนไหวให้กับกลุ่มคนยากคนจน การทำความเข้า
ในงานทางการเมืองของอาจารย์นิธิ จึงน่าจะเข้าใจ ผ่านจุดยืนของกลุ่มขบวนการเคลื่อนไหวทาง
สังคมที่อาจารย์นิธิเข้าร่วมอยู่ มากกว่าที่จะรวบเอาจุดยืนทางประวัติศาสตร์ และ จุดยืนทางการ
เมืองของอาจารย์นิธิเข้ามาสังเคราะห์เป็น โลกทัศน์ แบบอาจารย์นิธิ แล้วใช้ย้อนกลับไปตีความ
งานเขียนอาจารย์นิธิทั้งหมด ผมว่าการทำแบบนี้ นอกจากจะไม่ช่วยสร้างกรอบที่เหมาะสมในการ
อ่านงานของอาจารย์นิธิแล้ว ยังอาจจะทำให้เราเข้าใจงานเขียนของอาจารย์นิธิไขว้เขวไปด้วย[/quote]

ผมเห็นด้วยในระดับหนึงนะแต่ไม่ทั้งหมด เรื่องการแยกระหวางงาน ปวศ. กับ งานเขียนทางการเมืองน่ะ

ปัญญาชนนักวิชาการระดับนิธินี่ การคิดในเชิง"วิชาการ"กับในเรื่องการเมือง มันมีความสัมพันธ์กัน

ส่วนหนึง ผมเห็นวา ต้องเข้าใจด้วยว่า นิธิ มีพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงอยู่ เช่น ในงานเขียนุชุดต้นรัตนโกสินทร์ กับทีมาเขียนยุคหลัง เรืองการเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่เป็น กุญแจสำคัญคือเรืองสถาบันกษัตริย์ แต่เรื่องนี้มันมีรายละเอียดทีซับซ้อนอยู่ทีอภิปรายสันๆไม่ได้ (นิธิ เองเคยเปรยๆถึง ความเห็นทีเปลี่ยน อย่างกรณีทีดูเหมือน "เล็กๆ" กรณีหนึง คือเรืองเลือกนายกฯ ทางตรง (ซึงเกียวกับประเด็นสถาบันฯอยู่ คงพอนึกออก) เขาบอกว่า สมัยหนุ่มๆ เขาเห็นด้วย แต่สมัยหลังไม่เห็นด้วย โดยโยงเข้ากับประเด็นสถานะของสถาบันฯอยู่)

ทีนี้ ในแง่งานวิชาการ มันก็มีรายละเอียดบางอย่างของมันอยู่ ที แม้จะเป็น "อิสระ" ในระดับหนึง กับงานการเมือง (ไมใช่ในแง่ของ เวลา พัฒนาการ ทีคนละช่วงเทานั้นด้วย) แต่ถึงที่สุด มันมีความเชื่อมโยง และอธิบายอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการเมืองของเขาได้เหมือนกัน

เอาตัวอยางสำคัญอันหนึงนะ ผมเคยเสนอว่า ถ้าจะดูว่า concept "ศักดินา" ซึงเป็น concept สำคัญ ของปัญญาชนไทย จากทศวรรษ 2490 ถึงประมาณทศวรรษ 2520 มัน "หาย" ไปเมือ่ไรยังไง ให้ดูทีงานวิชาการนิธินีแหละ นิธิเป็นอิทธิพลสำคัญ และเป็นการแสดงสำคัญของการ "หาย" ไปของ concept ที่มีอายุยาวนานนี้ ในภูมิปัญญาสังคมไทย

.................

ทีอภิปรายมานี่ ความจริง เหมือนเป็นเพียง "ตัวอย่าง" ให้เห็น ประเด็นทีผมโพสต์ใน rep แรกสุด บรรทัดแรกสุดเลยที่ว่า "ถ้าผมเป็นนิธิ คงกลุ้มใจ.." คือ ไม่มีคนศึกษางานของเขาอย่างซีเรียส อย่าง critical อย่างมองเห็นความเปล่ยนแปลง ความไม่คงเส้นคงวา ความขัดแย้งในตัวเอง (และความสัมพันธ์ เหมือน/ต่าง ระหว่างงานวิชาการ กับการเมือง) .. ทีเห็น ก็มีแต่ประเภทงาน "ชื่นชม" ทำนองเดียวกับที สายชล พูดนี้แหละ

ซึงสำหรับผมนะ เกือบจะเป็นการ "ดูถูก" ปัญญาชนคนน้้นๆเลย ที่ treat งานของเขาในลักษณะนี้ การ engage กับงานของเขาอย่าง critical อย่างซีเรียส ที่ผมพูด ผมว่า เป็นการ pay tribute ต่อคนนั้น แม้เราจะไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงก็ตาม แต่แสดงว่า เราเห็นว่า งานของคนน้้น มีค่ามากพอทีจะทำให้เราต้องมา engage อย่าง ซีเรียส ด้วย[/quote]

ผมเห็นด้วย ที่พูดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงในวิธีคิดของอาจารย์นิธิ นั่นเป็สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผม
เสนอว่าการวิเคราะห์ความคิดของอาจารย์นิธิน่าจะต้องทำอย่างมีบริบท ผมอาจจะแบ่งแยกชัดมากไป
หน่อยระหว่างงานเขียนของอาจารย์นิธิในด้านประวัติศาสตร์ กับในด้านการเมือง ผมเห็นด้วย ว่าเอา
เข้าจริงๆ แม้แต่ในงานประวัติศาสตร์ของอาจารย์นิธิเองก็แยกกันไม่ออกจากบริบททางการเมืองเพียง
แต่ผมคิดว่า ถ้าจะเข้าใจความเป็นการเมืองในงานประวัติศาสตร์ของอาจารย์นิธิ ก็น่าจะต้องคำนึงถึง
บริบทของวงวิชาการ รวมถึงข้อถกเถียง ณ วันที่อาจารย์นิธิเขียนงานพวกนี้ขึ้นมา ไม่ใช่เอาจุดยืนใน
ปัจจุบัน ไปใช้อ่านงานของนิธิในอดีต แล้วสร้างความเป็นเอกภาพของวิธีคิดแบบนิธิขึ้น ซึ่งผมเห็นว่า
เป็นการศึกษาที่ไม่เป็นประวัติศาสตร์เท่าไหร่นัก

ผมจำได้ว่าไม่กี่ปีก่อน (เข้าใจว่าเป็นช่วงที่มีการตีพิมพ์ปากไก่และใบเรือฉบับภาษาอังกฤษ) มีการจัด
สัมมนาพูดถึงคุณูปการของงานเขียนของอาจารย์นิธิในเชิงประวัติศาสตร์ ผมคิดว่าการพูดคุยถึงงาน
ของอาจารย์นิธิในลักษณะที่มีการวิพากษ์กันอย่างจริงจังแบบนั้น น่าจะเป็นประโยชน์ ผมเข้าใจว่า
มีหลายประเด็นมากที่งานของอาจารย์นิธิมีอิทธิพลกับแนวทางการศึกษาประวัติศาสตร์ในช่วง
หลังจากนั้น เช่น แนวทางการวิเคราะห์เครือข่ายแบบที่อาจารย์นิธิใช้ในการเขียนงานแบบการเมือง
ไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนฯ มีอิทธิพลอย่างมากกับการศึกษาแบบของคุณปรามินทร์ เครือทอง ขณะที่
การหันมาให้ความสำคัญกับพลวัตรความเปลี่ยนแปลงภายในที่อาจารย์นิธิเสนอในปากไก่ก็มีอิทธิพล
สูงมากต่องานของกลุ่มอาจารย์สายชลเอง ผมว่าถ้าจะยกย่องอาจารย์นิธิจริงๆ นัยสำคัญของอาจารย์
นิธิเหล่านี้ น่าจะถูกนำมาอภิปรายอย่างจริงจัง คงจะช่วยให้คนเห็นคุณค่าของอาจารย์นิธิในฐานะนัก
วิชาการได้มากทีเดียว