ตอบความคิดวสิษฐ เดชกุญชร ความตกต่ำของศีลธรรมไม่ใช่บ่อเกิดปัญหาสังคม

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ผมได้อ่านคอลัมน์ที่สัมภาษณ์คุณวสิษฐ เกี่ยวกับความคิดด้านศีลธรรมที่ส่งผลต่อปัญหาสังคมไทยแล้วรู้สึกว่าเป็นการมองในมุมเดียว และมองจากมุมที่เป็นนามธรรมเสียมากกว่า กล่าวคือมันเป็นเสมือนว่าคุณวสิษฐอ่านข่าว มองสังคมแล้วก็บอกว่าความเสื่อมทั้งหลายเป็นเพราะศีลธรรมในสังคมตกต่ำ ศีลธรรมในสังคมจางหาย  แต่ไม่ได้วิพากษ์หรือวิเคราะห์ไปถึงมิติอื่นหรือปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลให้เกิดปัญหานั้นๆ

จากปัญหาต่างๆที่คุณวสิษฐยกมาเป็นตัวอย่างนั้น ในหลายกรณีมีปัจจัยอื่นเป็นองค์ประกอบที่ส่งให้เกิดแรงขับดันในการกระทำนั้นๆมากกว่าเรื่องการขาดศีลธรรม เช่นในเรื่องนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน เราจะสรุปว่าเป็นเพราะศีลธรรมตกต่ำโดยละเลยในประเด็นทางสังคมเกี่ยวกับลัทธิสถาบันนิยมไปเสียดื้อๆอย่างนั้นหรือ? [การปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรัก และภาคภูมิใจในสถายบันการศึกษาของตนที่ใครจะมาดูหมิ่นสถาบันการศึกษาของตนไม่ได้] เราจะละเลยมุมมองเรื่องพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจของวัยรุ่นชาย ว่าไม่มีผลเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจใช้ความรุนแรงได้หรือ? [อารมณ์ร้อน ความมุทะลุของวัยรุ่น ความหุนหันพลันแล่น ที่เกิดจากฮอร์โมน] หรือในกรณีประเด็นเรื่องการลักทรัพย์เราจะละเลยมุมมองในมิติของความยากจนและความเหลื่อม โดยบอกว่าการลักขโมยเกิดเพราะคนไม่มีศีลธรรมเท่านั้นหรือ?

ตามความเห็นของผมแล้วศีลธรรมของคุณวสิษฐนั้นไม่ได้เสื่อมโทรมหรือจางหายไปไหน มันยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่นในสังคมไทย หากแต่มันเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ไปเป็นกลไกทางอุดมการณ์หนึ่ง เราใช้ศีลธรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับปฏิบัติการทั้งในทางสังคมและในทางการเมือง 

หากจะให้ยกตัวอย่างความบิดเบี้ยวของศีลธรรมผมขอยกตัวอย่างง่ายๆว่า ในกรณีที่มีผู้ต้องหาคดีข่มขืน หรือฆ่าข่มขืน ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเหตุใดจึงมีประชาชนไปรอรุมประชาทัณฑ์ หรือทำร้ายร่างกายผู้ต้องหา ทั้งๆที่เรามีศีลธรรมข้อหนึ่งว่าการทำร้ายผู้อื่นนั้นเป็นบาป? คำอธิบายที่มักพบได้บ่อยคือ “การทำร้ายคนบาปนั้นไม่ผิด หากแต่ได้บุญ” นี่เป็นตัวอย่างขึ้นที่สะท้อนให้เห็นว่าชุดศีลธรรมของคุณวสิษฐมันกลายเป็นกลไกทางอุดมการณ์หนึ่ง ที่อาจจะเรียกว่าเป็นเครื่องมือหนึ่งเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้ที่รุมทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาจะกลายเป็นผู้เปี่ยมด้วยศีลธรรมความดี หลังจากด้สำเร็จโทษวารร้าย กล่าวได้ว่าหลายครั้งศีลธรรมของไทยกลับกลายเป็นเครื่องมือรองรับความรุนแรงที่ผิดต่อศีลธรรมเสียเอง

ประเด็นสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะชี้ชวนให้ผู้อ่านได้เห็นคือ ชุดศีลธรรมแบบพุทธของไทยนั้นถูกแช่แข็งให้รับใช้ความจริงสูงสุดอีกอย่างหนึ่ง [เช่น วาทกรรมฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ของพระเทพกิตติปัญญาคุณ หรือ กิติศักดิ์ กิตฺติวุฑฺโฒ] โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่โลกกำลังหมุนไปและระบอบประชาธิปไตยได้นำชุดศีลธรรม* หรืออุดมการณ์อีกชุดหนึ่งเข้ามา ระบบศีลธรรมในไทยกลับถูกแช่แข็งอยู่ภายใต้สำนึกในเรื่อง ขาว-ดำ ความดี-ความชั่ว โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้สอดรับกับยุคสมัยและระบบประชาธิปไตย

กล่าวทิ้งท้าย สำหรับผมแล้วการมองปัญหาสังคมทั้งหมดปราดเดียวแล้วด่วนสรุปเอาเสียว่าเกิดจากศีลธรรมตกต่ำเพียงถ่ายเดียวโดยละเลยความจริงในมิติอื่นๆนั้นเป็นการสรุปที่ไม่สร้างอะไรมากไปกว่าการฟังเด็กอนุบาลท่อง ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก และท้ายที่สุดหากผู้มีอำนาจยังคงยืนยันว่าจะต้องผลิตซ้ำชุดศีลธรรมแบบเดิมๆผ่านระบบการศึกษาแล้วล่ะก็ สิ่งที่เราจะได้กลับมาอาจจะเป็นประเทศคลั่งศีลธรรม หรือรัฐศาสนา ที่ตามทัศนะของผมแล้วการเป็นประเทศคลั่งศีลธรรมนี้น่ากลัวยิ่งกว่าการเป็นประเทศไร้ศีลธรรมเป็นไหนๆ

 

 

*ชุดศีลธรรมของระบบประชาธิปไตย – ผู้เขียนคิดเห็นว่า ศีลธรรม คือธรรมเนียมหรือจารีตสำหรับการปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์เพื่อความสงบสุขของสังคม ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นศีลธรรมในระบบประชาธิปไตยก็คือแนวความคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เสรีภาพและความเสมอภาค ที่ไม่ก้าวก่ายผู้อื่น เหล่านี้นับได้ว่าเป็น ศีลธรรมในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่จะทำให้มนุษย์ในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขเช่นกัน

 

กรุณาอ่านเพิ่มเติม
วสิษฐ เดชกุญชร : ศีลธรรมกำลังจะจางหายไปจากเมืองไทย  
 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์