กสม.ลงพื้นที่โคกยาวตรวจสอบจุดนายเด่นหายตัว

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ย้ำจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสืบเบาะแสการหายตัวของนายเด่น พร้อมจะคุ้มครองความปลอดภัยชาวบ้านหากถูกข่มขู่ ด้านเมียนายเด่นยืนยัน สามีถูกอุ้มหาย เพราะเป็นแกนนำต่อสู้สิทธิมาอย่างยาวนาน

เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.59 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อตรวจสอบและติดตามความคืบหน้าการหายตัวไปของนายเด่น คำแหล้ แกนนำนักต่อสู้สิทธิเพื่อที่ดินทำกิน และเป็นประธานโฉนดชุมชนโคกยาว ขณะที่เข้าไปหาหน่อไม้ในบริเวณสวนป่าโคกยาว รอยต่อระหว่างป่าสงวนแก่งชาติภูซำผักหนามและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว และหายไปนับแต่วันที่ 16 เม.ย.59 เป็นเวลากว่า 55 วันแล้ว

ทั้งนี้ คุณอังคณา นีละไพจิตร  กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง ชี้ว่า ตามที่นางสุภาพ คำแหล้ (ภรรยาของนายเด่น) พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อขอความเป็นธรรมให้ติดตามค้นหาการหายตัวไปของนายเด่น เพราะจากการสอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้นเข้าข่ายถูกบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ จึงลงมาตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ด้วยตนเอง พร้อมระบุว่าหลังจากออกจากพื้นที่โคกยาวจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าประชุมอย่างเร่งด่วน ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ห้วยยาง เพื่อสอบถามความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวนคดี รวมทั้งเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) มาสอบถามว่าสามารถรับเป็นคดีพิเศษได้หรือไม่ เพื่อให้เร่งรัดในการหาความเป็นธรรมต่อการหายไป และจะเชิญนางสุภาพ พร้อมตัวแทนเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสานเข้าร่วมประชุมด้วย

ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมือง แจ้งอีกว่า หลังจากลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และมาให้กำลังใจชาวบ้านแล้วนั้น หากชาวบ้านมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย หรือหากถูกข่มขู่ คุกคามจากกรณีใดหรือจากหน่วยงานใดก็ตาม สามารถแจ้งมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือคุ้มครองโดยเสมอ

ด้านนางสุภาพ ยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่าการหายตัวไปของสามีเป็นการถูกอุ้มหายอย่างแน่นอน เพราะไม่เคยมีความบาดหมางกับใคร มีเพียงการต่อสู้เรื่องสิทธิที่ดินทำกิน เนื่องจากเมื่อปี 2528 เจ้าหน้าที่ป่าไม้และกองกำลังทหารพรานได้อพยพครอบครัวชุมชนโคกยาวออกจากพื้นที่ทำกิน โดยสัญญาว่าจะจัดสรรที่แห่งใหม่ให้ แต่พื้นที่ที่รัฐจัดสรรให้กลับมีเจ้าของอยู่แล้ว พวกเราจึงอยู่ในสภาพไร้ที่ดินทำกิน จนมาถึงปี 2548 สามีของตนพร้อมครอบครัวอื่นที่ได้รับความเดือดร้อนจึงได้ตัดสินใจกลับเข้ามาต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกินเดิม และปักหลักต่อสู้เรื่อยมามาถึงปัจจุปันนี้

ภรรยานายเด่น ย้ำด้วยว่า เพราะฉะนั้นนับแต่ต่อสู้กันมา จะมีปัญหาแต่กับเจ้าหน้าที่เท่านั้น และสามีของตนเป็นคนออกไปเรียกร้องความยุติธรรมมาตลอด กระทั่งเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2554 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดล้อมกว่า 200 นาย จับตัวชาวบ้านไปขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรห้วยยาง 2 คืน แปละส่งอัยการฟ้องดำเนินคดีจำนวนรวม 10 ราย สามีของตนตกเป็นจำเลยที่ 1 และตนเป็นจำเลยที่ 4 ใน ข้อกล่าวหาบุกรุกเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ปัจจุบันได้ยื่นคำร้องขอรับการประกันตัวชั่วคราวเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นการต่อสู้คดีในศาลฎีกา เพื่อยืนยันในการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินเดิม

จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศคำสั่ง คสช.64/57 ตามด้วยนโยบายทวงคืนผืนป่า และวันที่ 6 กุมภาพันธุ์ 2558 เจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศไล่รื้ออีกรอบ สามีตนจะเป็นแกนนำชุมชนเพื่อเข้าร่วมเจรจากับหน่วยงานภาครัฐในระดับนโยบาย กระทั่งมีมติให้ชะลอการไล่รื้อออกไปก่อนจนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง

“ดังนั้นจะเป็นอื่นไม่ได้นอกจากถูกอุ้มหาย เหตุสามีเป็นแกนนำสำคัญที่ร่วมต่อสู้ในเรื่องสิทธิที่ดินทำกินมาโดยตลอด อีกทั้งสามีของตนไม่มีโรคประจำตัวเป็นคนสุขภาพแข็งแรง และจากการค้นหาไม่พบหลักฐานใดใดที่บ่งบอกถึงการเกิดภัยจากสัตว์ร้าย ส่วนการหลงป่าไม่มีความเป็นไปได้เพราะอยู่ในป่าแห่งนี้มานับแต่ปี 2512 จนเมื่อปี 2527 ได้จดทะเบียนสมรสร่วมชีวิตคู่กันมาตลอด โดยยึดอาชีพรับจ้าง ทำการเกษตร ปลูกผัก ขายของและต่อสู้ในสิทธิที่ดินทำกินร่วมกันเรื่อยมา “ ภรรยานายเด่น กล่าวทิ้งท้าย

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์