รัฐเวชกรรมไทย (6)

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

รัฐเวชกรรมไทยอ่อนแอมากจนต้องร่วมมือกับสถาบันอื่น และไม่ได้มีแค่รัฐเป็นผู้ใช้อำนาจความรู้การแพทย์เพียงผู้เดียว แต่ประกอบด้วยสถาบันกษัตริย์และพุทธศาสนาเข้าร่วมด้วยกัน เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ที่รัฐบาลกลางใช้เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนปฏิบัติตามไม่น่าหลงใหลพอ และต้องอาศัยความเชื่อของพุทธศาสนาและความเชื่อท้องถิ่น กอปรกับสัญลักษณ์ความเป็นหนึ่งเดียวของสถาบันกษัตริย์ในการผลิตนโยบายสุขภาแห่งชาติขึ้นมา ตัวอย่างเช่น การรณรงค์งดเหล้าเข้าพรรษา การวิ่งการกุศลเฉลิมพระเกียรติเป็นต้น

การสร้างความหมายสุขภาพให้ครอบคลุมแทบทุกมิติในสังคม ส่งผลให้ขอบเขตอำนาจของเทคโนแครตสุขภาพย่อมขยายไปมิสิ้นสุดเช่นกัน การสร้างสุขภาพจิตวิญญาณภายใต้รัฐที่ไม่แยกศาสนาออกเช่นรัฐเวชกรรมไทยเองก็แตกต่างจากแนวความคิดของสุขภาพจิตวิญญาณของรัฐที่แยกออกศาสนาแล้วเช่นกัน สำหรับประเทศยุโรปสุขภาพทางจิตวิญญาณคือการยอมรับความหลากหลายทางความเชื่อ โดยความเชื่อของปัจเจกชนที่แตกต่างต้องไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงการรักษา มิใช่ว่าสนับสนุนให้คำสอนของศาสนาใดศาสนาเดียวเป็นแกนกลางของนโยบายสุขภาพ ในทางตรงกันข้ามการพยายามสนับสนุนแพทย์แผนไทยและความรู้ท้องถิ่นซึ่งวางเว้นจากการพัฒนาองค์ความรู้มาหลายร้อยปีแล้วนั้นก็ไม่สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้ถึงประสิทธิพลของการรักษาและกลับกลายมาเป็นอุปสรรคสำคัญของรัฐบาลกลางในการดำเนินนโยบายสุขภาพที่อิงความรู้วิทยาศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่าในสังคมปัจจุบันการรักษาด้วยอำนาจเหนือธรรมชาติเป็นที่นิยมแม้แต่ในคนที่มีการศึกษา และเพิ่มโอกาสที่คนไข้จะปฏิเสธการรักษาสมัยใหม่ และมาตรการทางสาธารณสุข

นอกจากนี้การเน้นย้ำคำสอนพุทธศาสนาโดยเฉพาะเรื่องบาปกรรม ส่งผลให้แนวความคิดเรื่องสุขภาพกลายเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลมากขึ้นและลดความสำคัญของสังคมในการรับผิดชอบสุขภาพร่วมกัน สุขภาพกลายเป็นผลของการประพฤติปฏิบัติดีมีศีลธรรม เมื่อมีกรรมดีย่อมไม่ป่วยแต่เมื่อทำบาปแล้วแต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบผลแย่ของบาปตนเอง การจัดการความเสี่ยงสุขภาพและค่าใช้จ่ายสุขภาพกลายเป็นปัญหาของแต่ละบุคคลเอง ซึ่งเป็นมุมมองที่แตกต่างจากยุโรปที่สุขภาพเป็นเรื่องสมดุลของการรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลและของสังคมร่วมกัน ระบบประกันจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อทุกๆคนในสังคมเข้ามาร่วมจ่ายเบี้ยประกันและแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน การร่วมกันจ่ายให้รัฐเข้ามาเป็นผู้จัดการความเสี่ยงสาธารณะย่อมเกิดการประหยัดมากกว่า ดังนั้นแล้วระบบสุขภาพไทย รัฐจึงมีบทบาทน้อยในการประกันสุขภาพ สิทธิทางสุขภาพและการรักษาในประเทศไทยจึงพัฒนาอย่างยากลำบาก

ผลของรัฐเวชกรรมในยุโรปที่มีรัฐเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นส่งผลให้ก่อร้างสุขภาพขึ้นมาใหม่คือ สุขภาพแห่งชาติ และในรัฐเวชกรรมที่ไม่ให้ความสำคัญของประชาชนในชาติแล้ว สุขภาพในระดับส่วนร่วมย่อมจะสำคัญกว่าสุขภาพของปัจเจก เช่น รัฐเวชกรรมนาซีเยอรมันที่สามารถริดรอนสุขภาพและชีวิตของชาวยิวได้เพื่อผลประโยชน์ของสุขภาพแห่งชาติ แต่ในกรณีรัฐเวชกรรมไทยซึ่งมีผู้ใช้คือ ชาติ พุทธศาสนา และสถาบันกษัตริย์ทำให้เกิดสุขภาพส่วนร่วมถึง 3 ร่าง คือ สุขภาพแห่งชาติ สุขภาพพุทธศาสนา และสุขภาพสถาบันกษัตริย์ ซึ่งสุขภาพส่วนร่วมทั้งสามต่างสัมพันธ์ส่งผลซึ่งกันและกัน นโยบายสุขภาพแห่งชาติจึงมิได้มีเพื่อเฉพาะสุขภาพแห่งชาติเท่านั้น แต่เพื่อรับใช้สุขภาพที่เหลืออีกสองร่าง ยกตัวอย่างเช่น เพื่อผลประโยชน์ของสุขภาพแห่งชาติแล้ว ความมั่นคงแห่งชาติและความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจต้องเป็นความสำคัญหลัก รัฐบาลเลือกที่จะดำเนินนโยบายสุขภาพที่ส่งผลดีต่อกลุ่มบุคคลที่เป็นกำลังบริหารประเทศมากกว่าการจะขยายการครอบคลุมให้ทุกกลุ่มประชากร สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการจึงเป็นโครงการประกันสุขภาพแรกที่รัฐดำเนินการตั้งแต่ทศวรรษ 60 โดยสิทธิประโยชน์ต่างๆแทบไม่ได้ลดลง

และเมื่อรัฐมีบทบาทน้อยในการหาหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนแล้ว ภาคเอกชนจึงต้องเป็นผู้ปฏิบัติหลักแทนในการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพแทน ระบบการกุศลและความช่วยเหลือสาธารณะโดยภาคเอกชนจึงได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เช่น การยกเว้นภาษีเนื่องจากการบริจาค วัดไทยและมูลนิธิต่างๆของภาคเอกชน และของสถาบันกษัตริย์กลายเป็นศูนย์กลางบริจาคและระดมทุน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเศรษฐกิจขยายตัวอย่างรวดเร็วทศวรรษ 80-90 ได้เปลี่ยนแปลงความคิดของคนไทยเรื่องสุขภาพและชีวิต  การบริจาคเป็นที่นิยมมากกว่าการจ่ายเงินเพื่อการประกันหรือสุขภาพของสมาชิกอื่นในสังคม

อุดมการณ์ในระบบสุขภาพไทยมิใช่มีแค่อุดมการณ์เดียวเหมือนที่ระบบสุขภาพฝรั่งเศสที่มีเพียงอุดมการณ์โซลิดาลิสม์เท่านั้น แต่เป็นอุดมการณ์ของ ชาติ-ศาสน์-กษัตริย์ ที่มีอิทธิพลทุกองคาพยพของพรมแดนสุขภาพ คุณค่าทั้งสามมีทั้งจุดร่วมกันและแข่งขันกัน ซึ่งส่งผลให้ทิศทางนโยบายสุขภาพมีความผันผวนขึ้นอยู่กับว่าช่วงเวลาไหน คุณค่าของสถาบันใดสำคัญกว่า หรือกลุ่มอำนาจไหนที่นิยมอุดมการณ์แบบใดเข้ามามีบทบาทสำคัญในการออกนโยบายสุขภาพแห่งชาติ

ในสมัยรัฐบาลคณะราษฎร์ รัฐเวชกรรมนั้นหมายถึงชาติและประชาชน นโยบายสุขภาพจึงออกมารูปแบบที่รัฐพร้อมจะเป็นผู้ประกันสวัสดิภาพของประชาชน ซึ่งต่างจากรัฐเวชกรรมของ จอมพล ป. และรัฐบาลทหารอื่นๆที่มองว่าความมั่นคงของชาติสำคํญที่สุด นโยบายสุขภาพจึงพัฒนาเพื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสม์อันเป็นภัยของชาติสมัยนั้น และผลพวงของการสืบทอดเป็นเวลานานของรัฐบาลทหารและการได้รับการฝึกฝนความรู้จากสหรัฐอเมริกาทำให้กระทรวงสาธารณสุขไทยซึ่งเป็นผู้ออกนโยบายสุขภาพได้รับอิทธิพลของบรรดาอรรถประโยชน์นิยมและตลาดเสรีที่เป็นที่นิยมในอเมริกา และนิยมการปกครองแบบวางแผนส่วนกลางมากกว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น

ผลพวงของ 14 และ 6 ตุลาคม ทำให้เกิดเทคโนแครตสุขภาพอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคู่แข่งของกระทรวงสาธารณสุข คือ เครือข่ายแพทย์ชนบท สมาชิกหลายๆคนเคยผ่านประสบการณ์ต่อสู้รัฐบาลทหารและหนีเข้าป่ามาแล้ว การเคลื่อนไหวทางการเมืองของบุคลากรทางการแพทย์ทำให้รัฐบาลกลางไม่ไว้วางใจแพทย์ และไม่ผ่องถ่ายอำนาจและงบประมาณให้โรงพยาบาลชนบท ส่งผลให้แพทย์ใช้ทุนในชนบทรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นอกจากนี้แนวความคิดการให้บริการคนไข้ก็แตกต่างกัน กล่าวคือแพทย์ชนบทจะมุ่งเน้นด้านการรักษาปฐมภูมิ การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพและใกล้ชิดมวลชนจำนวนมาก ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขจะมุ่งเน้นด้านการวิจัยและเทคโนโลยีการรักษามากกว่า

วัฒนธรรมเครือข่ายแพทย์ชนบทเป็นวัฒนธรรมที่เคารพผู้อาวุโส จึงเชิญ นพ ประเวศ วะสีซึ่งเป็นครูบาอาจารย์คนสำคัญของวงการเป็นที่ปรึกษาถึงแม้ว่าหมอประเวสจะไม่เคยหนีเข้าป่าก็ตาม หมอประเวศซึ่งนิยมชมชอบความคิดพุทธศาสนาของพุทธทาสภิกขุจึงมีส่วนสำคัญให้เทคโนแครตสุขภาพเครือข่ายหมอชนบทมีแนวความคิดไปในทางรวมพุทธศาสนาเข้ากับนโยบายสุขภาพไว้ด้วยกัน อย่างไรก็ตามกลุ่มเครือข่ายแพทย์ชนบทก็ไม่ประสบความสำเร็จในการเข้ามามีส่วนร่วมการออกนโยบายสุขภาพมากนักในช่วง ทศวรรษ 80-90

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์