จดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่น โปรด “เคารพเสรีภาพในการแสดงออก”

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

 

ตามที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้สั่งระงับการใช้พื้นที่อาคารจตุรมุข คณะเกษตรศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการจัดกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน?” โดยขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) และกลุ่มพลเมืองรุ่นใหม่อีสาน ในวันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม ดังที่สื่อมวลชนเสนอข่าวไปแล้วนั้น 

ในฐานะศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมเห็นว่าการระงับกิจกรรมดังกล่าวเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของบทบาทมหาวิทยาลัยในโลกสมัยใหม่ และขอประท้วงต่อการตัดสินใจที่ผิดพลาดเช่นนั้น

ตามรายงานข่าวของเดอะอีสานเรคคอร์ดระบุว่า รองคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ 2 ท่าน ได้เข้ามาตักเตือนนักศึกษาให้ห่วงอนาคตตัวเองก่อนที่จะสามารถไปสู้ใครได้ ให้ไปจัดกิจกรรมรับน้องดีกว่า ให้คิดถึงพ่อแม่ ให้รักสถาบันของตนเอง และให้รู้จักกาลเทศะและเคารพสิทธิของผู้อื่น พร้อมกับกล่าวว่า "ณ ตอนนี้ ต้องอยู่บนพื้นฐานว่า เจ้าของสถานที่ไม่อนุญาตให้ใช้ ถ้าเราเคารพสิทธิเสรีภาพของคนอื่น เราก็น่าจะต้องปฏิบัติตาม เนาะ อาจารย์ขอฝากไว้"

ความจริงคือ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ของผู้บริหาร แต่มหาวิทยาลัยคือของประชาชน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็กินเงินเดือนจากภาษีประชาชนและใช้เงินค่าเรียนของนักศึกษาและงบประมาณแผ่นดินในการบริหารกิจการต่างๆภายในมหาวิทยาลัย ในฐานะผู้ดูแลมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นของประชาชน ผู้บริหารจำเป็นต้องตัดสินใจโดยคำนึงถึงการเคารพปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดไม่ใช่หรือ

โดยเฉพาะกิจกรรมที่กลุ่มนักศึกษาเหล่านี้กำลังทำก็คือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ยิ่งกว่านั้น มหาวิทยาลัยเองถือเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชนไม่ใช่หรือ ผู้บริหารและอาจารย์ก็สอนสิ่งเหล่านี้แก่นักศึกษาไม่ใช่หรือ

เมื่อสังคมตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่มีเสรีภาพ ไม่มีประชาธิปไตย แต่มีนักศึกษากลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่งกล้าหาญลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจมหึมาของเผด็จการ เพื่อให้มีเสรีภาพและประชาธิปไตย บทบาทของมหาวิทยาลัยควรเคารพปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกของพวกเขาไม่ใช่หรือ ควรยืนเคียงข้างเป็นกำลังใจและคอยให้ความช่วยเหลือพวกเขาไม่ใช่หรือ อย่างน้อยที่สุดหากไม่ช่วยเหลือ หรือแม้ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการต่อสู้ของพวกเขาก็ต้องเคารพสิทธิในการแสดงออกของพวกเขา ให้พื้นที่ในการแสดงออกของพวกเขาไม่ใช่หรือ

เราคงเคยได้ยินประโยคกินใจที่ว่า “แม้ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับทัศนะของทาน แต่ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะปกป้องสิทธิในการแสดงออกของท่าน” นี่ไม่ใช่สปิริตที่เราได้เรียนจากห้องเรียนและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆในรั้วมหาวิทยาลัยหรอกหรือ

ผมแปลกใจกับการที่ผู้บริหารเรียกร้องให้นักศึกษา “รู้จักกาลเทศะและเคารพสิทธิของผู้อื่น” ทั้งๆที่นักศึกษาได้ขออนุญาตถูกต้องแล้วและทางมหาวิทยาลัยก็อนุญาตให้ใช้สถานที่แล้ว จนกระทั่งนักศึกษาได้เชิญวิทยากร จัดเตรียมเวทีกิจกรรมเสร็จแล้วจึงถูกผู้บริหารสั่งระงับกะทันหันและตัดน้ำ ตัดไฟ ถูกเจ้าหน้าที่รื้อตัวอักษรที่ติดบนเวที ฉะนั้นคนที่ไม่เคารพสิทธิคนอื่นคือใคร คนที่ถูกละเมิดสิทธิคือใคร

และเมื่อพูดตามความเป็นจริง เราต่างไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “สิทธิ” และ “เสรีภาพ” ในความหมายตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วในขณะนี้ การจัดกิจกรรมของนักศึกษาคือส่วนหนึ่งของการต่อสู้เพื่อให้เราทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตย จึงเป็นเรื่องตลกร้ายที่แทนที่มหาวิทยาลัยจะเคารพและปกป้องเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสันติของนักศึกษา แต่กลับกระทำตรงกันข้าม

นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้นักศึกษา “รักสถาบันของตนเอง”  ซึ่งเป็นเหตุผลที่แปลก ทำไมการรักสถาบันการศึกษาของตนเองจึงควรเป็นเหตุผลไม่ให้เราใช้พื้นที่ในสถาบันการศึกษาเพื่อเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยได้ มีสังคมอารยะที่ไหนในโลกนี้หรือครับที่เขาจะมองว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่น (หรือมหาวิทยาลัยไหนๆ) เสื่อมเสียชื่อเสียงเพราะปล่อยให้นักศึกษาจัดกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพ พูดเรื่องรัฐธรรมนูญ และประชาธิปไตย

การต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยในมหาวิทยาลัยจะทำให้มหาวิทยาลัยเสื่อมเสียในสายตาชาวโลกได้อย่างไร มันควรเป็นเกียรติประวัติที่น่าภาคภูมิใจไม่ใช่หรือ การที่นักศึกษายืนยันจะจัดกิจกรรมเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตยจะถือเป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกเขาไม่รักสถาบันการศึกษาของตนเองได้อย่างไร

อันที่จริงพวกเขาควรได้รับยกย่องว่าเป็นผู้สร้างเกียรติประวัติให้มหาวิทยาลัยเป็นที่รู้จักของสังคมไทยและสังคมโลกไม่ใช่หรือ

อีกอย่างข้ออ้างที่ว่า(ตามข่าว) เหตุที่ระงับกิจกรรมดังกล่าวเกรงจะถูกสังคมมองว่ามหาวิทยาลัย “ไม่เป็นกลาง” เราอ้างการ “คาดเดา” ที่พิสูจน์ข้อเท็จจริงไม่ได้เช่นนี้มาเป็นข้ออ้างระงับพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออกไม่ได้ดอกครับ

อีกอย่าง “ความเป็นกลาง” ที่พูดกันทุกวันนี้มันไม่มี และมีไม่ได้จริงๆหรอก ความเป็นกลางจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อสังคมเราอยู่ภายใต้กติกาที่ free and fair ตามระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น และนักศึกษาเขากำลังพยายามต่อสู้เพื่อให้มีกติกาเช่นนั้นอยู่ ถ้าเราเชื่อในความเป็นกลางจริงก็ต้องเปิดพื้นที่การต่อสู้ให้กับพวกเขาไม่ใช่หรือ

ในสถานการณ์ที่มืดมนเช่นนี้ มหาวิทยาลัยควรเป็นฐานที่มั่นของพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการ เสรีภาพทางความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองอย่างสันติ ควรเป็นพื้นที่อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับปัญหาประชาธิปไตย เป็นพื้นที่ปะทะขัดแย้งทางความคิดด้วยเหตุผลและอย่างสร้างสรรค์ เพื่อระเบิดความคิด ความรู้ สติปัญญากระจายสู่สังคม เป็นแสงสว่างที่ฉายให้เห็นเส้นทางเดินสู่ประชาธิปไตยโดยไม่มีการนองเลือดเหมือนประวัติศาสตร์ที่ผ่านๆมา

แต่น่าเศร้าที่มหาวิทยาลัยไทยปัจจุบันกลายเป็นแดนสนธยาแห่งเสรีภาพและประชาธิปไตยที่มืดมิดไม่ต่างจากแดนสนธยาอื่นๆในสังคมไทย

ในฐานะศิษย์เก่า ผมรู้สึกสิ้นหวังกับการตัดสินใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยขอนแก่นที่ไม่เคารพและปกป้องพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงออกของนักศึกษา และขอสดุดีต่ออุดมการณ์และความกล้าหาญของนักศึกษาในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย และประชาชน

 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์