พงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ : อัตลักษณ์ในสากลานุวัตรของรัฐไทย

วิเคราะห์รัฐไทยผ่าน Internationalization of the State เมื่อสยามต้องสร้างอัตลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และพัฒนาการนับตั้งแต่ช่วงต้นรัตนโกสินทร์ สงครามเย็น จนถึงยุคหลังสงครามเย็น

  • การเข้าสู่ระบบทุนนิยมโลกทำให้สยามต้องปรับตัวทั้งในด้านโครงสร้างด้านวัตถุและไอเดีย
  • สยามหรือไทยพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตนในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ชนชั้นนำไทยอาจกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้าผูกกับจีนมากขึ้น

ปวงชน อุนจะนำ: รัฐไทยในมุมมองกุลลดา วิพากษ์หนังสือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย, 30 เม.ย. 2562

กุลลดา เกษบุญชู มี้ด: ความขัดแย้งจากทุนนิยม จากรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงการเมืองไทยปัจจุบัน, 28 เม.ย. 2562

เวียงรัฐ เนติโพธิ์ : รัฐอุปถัมภ์ การเปลี่ยนไม่ผ่านของรัฐไทย, 5 พ.ค. 2562

ซีรีส์งานเสวนา ‘มองรัฐไทยในมิติสังคมศาสตร์’ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถือเป็นการเปิดตัวหนังสือคลาสสิกของกุลลดา เกษบุญชู มี้ด เรื่อง ‘ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ : วิวัฒนาการรัฐไทย’

ตอนนี้ว่าด้วย ‘อัตลักษณ์ในสากลานุวัตรของรัฐไทย’ โดยพงศ์พิสุทธิ์ บุษบารัตน์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย ว่าด้วยการสร้างอัตลักษณ์สยาม-ไทยเมื่อเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

(ที่มาของภาพ: Facebook/คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

คุณูปการของอาจารย์กุลลดา เราก็ทราบกันดีว่าอยู่แล้วว่ามีในหลายมิติ ในแง่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยกับเปลี่ยนแปลงรัฐไทย มันน่าจะชัดเจน แต่ในมุมมองของนักความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ อยากให้กลับไปดูที่ตัวข้อโต้เถียงหลักที่อาจารย์ได้ริเริ่มพูดในหนังสือของอาจารย์ ที่ผมใช้คำว่าอัตลักษณ์ในสากลานุวัตรซึ่งเป็นคำสมาสระหว่างสากลกับอนุวัตร แต่จริงๆ แล้วผมแปลคำนี้จากคำว่า Internationalization of the State ซึ่งอาจารย์ได้ใช้ในหนังสือเล่มแปลหน้าที่ 12 ว่าการเข้าสู่การเป็นสากลของรัฐ

งานของอาจารย์ข้อโต้แย้งดั้งเดิมในเล่มที่เป็นจุดเริ่มต้น ถ้าอ่านดีๆ มันไปดูการเปลี่ยนแปลงการเมืองไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ที่ถือเป็นรากฐานมาจากทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจารย์ใช้มาหลายงานคือ Internationalization of the State ของโรเบิร์ต ค็อกซ์ เป็นงาน International Political Economy ซึ่งเป็นอีกมุมมองหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คือการที่สยามได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลก โดยมีอังกฤษเป็นศูนย์กลางคือ Pax Britannica

หนังสือเล่มนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าการที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกในช่วงรัตนโกสินทร์ ทำให้ชนชั้นนำกลุ่มใหม่สามารถขับเคลื่อนทรัพยากรแบบใหม่ขึ้นมาได้ อย่างในเรื่องการเก็บภาษี ซึ่งในที่สุดแล้วมันนำไปสู่การสู้กับชนชั้นนำกลุ่มเก่าซึ่งครองระบบการผลิตแบบเก่าอยู่และปฏิเสธการที่จะเข้าไปพัวพันกับระบบทุนนิยมที่มีอังกฤษเป็นตัวนำ มันนำไปสู่การ Reorganize โครงสร้างของรัฐ การสร้างสถาบันใหม่ๆ เกิดขึ้น ที่เอื้อต่อระบบการผลิตแบบใหม่ที่รัฐสยามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง หนังสือของอาจารย์กุลลดาจะพูดในจุดนี้ ถ้าใครกลับไปอ่านตัวทฤษฎี Internationalization of the State ของค็อกซ์ ก็จะเห็นลักษณะนี้ ซึ่งอาจารย์ก็ดำเนินเรื่องลักษณะนี้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างทางด้านวัตถุเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเกิดโครงสร้างทางความคิดแบบใหม่ด้วยเช่นกันที่ค็อกซ์ใช้คำว่า Idea ซึ่งปัจจัยในด้านความรู้สึกนึกคิด ในมุมหนึ่งที่ผมได้พยายามศึกษามิตินี้คือการสร้างอัตลักษณ์ของรัฐใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อแสดงออกตัวตนของตัวเองในระบบระหว่างประเทศเพื่อจะไปมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่นในระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้น ผมจึงเห็นว่าปัจจัยด้าน Idea เป็นมิติหนึ่งของ State Transformation เช่นกัน และงานศึกษาที่ได้ทำมาหลายๆ ครั้งก็พยายามจะดูอัตลักษณ์ที่แสดงออกมาที่มันกำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศของไทยในหลายๆ ส่วน

การที่รัฐไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกในช่วงที่อังกฤษเป็นศูนย์กลาง อาจจะมองว่าอัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอัตลักษณ์ของรัฐสมัยใหม่ เช่น การเกิดชาตินิยมในเวอร์ชั่นต่างๆ

000

จริงๆ แล้วถ้าหากคุณกลับมามองแนวพินิจของอาจารย์ที่หยิบมาเป็นกรอบในการศึกษา Internationalization of the State ค็อกซ์ไม่ได้แค่กล่าวถึงทางด้านวัตถุเท่านั้น ค็อกซ์เน้นว่าการเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจโลกหรือการเข้าไปสู่ความเป็นสากลของรัฐ มันมี 3 มิติก็คือ Material คือมันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านวัตถุ เช่น การเกิดระบบการผลิตแบบใหม่ การมีสินค้าบริการ มีวัตถุแบบใหม่ มีทรัพยากรแบบใหม่เกิดขึ้น มันเกิดสถาบันที่มารองรับระบบการผลิตเหล่านี้ แต่ค็อกซ์ก็ยังพูดถึงว่ามันมีอีกพลังหนึ่งคือพลังเรื่อง Idea ที่ค็อกซ์พูดถึงการเกิดความคิดเห็นร่วมกันของสังคมที่สนับสนุนระเบียบโลกที่รัฐได้เข้าไปอยู่ในนั้น

ดังนั้น ค็อกซ์มองว่ามันมีความสัมพันธ์ระหว่างการมีประสบการณ์ทางวัตถุหรือ Experience Material World กับอัตวิสัยหรือ Intersubjectivity คือสิ่งที่สังคมหรือบุคคลมีความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่งอาจไม่ใช่ความจริงก็ได้ แต่มีความคิดเห็นร่วมกันว่ามันมีอยู่ มันมีจริง งานของค็อกซ์กล่าวถึงเรื่อง Intersubjectivity ดังนั้น อัตลักษณ์ของรัฐอาจกล่าวไว้ว่ามันเป็น Intersubjective Meaning อันหนึ่งของพลังทางด้าน Idea ที่เกิดขึ้น

อีกแง่หนึ่งก็คือรวมถึงการเกิดอัตลักษณ์ของรัฐที่จะเข้าไป Project ตัวเองในระบบเศรษฐกิจหรือในระบบโลกในภาพกว้างขึ้นไป ดังนั้น จะเห็นว่าหลังจากที่กลับมามองรัฐไทยจากตัวทฤษฎีนี้ การที่รัฐไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกในช่วงที่อังกฤษเป็นศูนย์กลาง อาจจะมองว่าอัตลักษณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอัตลักษณ์ของรัฐสมัยใหม่ เช่น การเกิดชาตินิยมในเวอร์ชั่นต่างๆ ตั้งแต่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลาง จนนำไปสู่ประชาชาตินิยมในชาตินิยมในระดับที่อาจารย์พูดว่าหลัง 2475 เป็นต้นมา มันค่อยๆ เกิดเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับรัฐ ที่เกี่ยวกับสถาบันที่เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงของรัฐ ล้วนกระชับการเกิดรัฐสมัยใหม่ในกระบวนการนี้

ภายใต้บริบทที่ไทยได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบพันธมิตรสหรัฐในช่วงสงครามเย็น... นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปผูกพันโดยตรงกับศูนย์กลางซึ่งก็คือสหรัฐ... ยังส่งผลให้การมองตัวเองในลักษณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีส่วนสำคัญในระบบการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาค

000

ในระเบียบโลกถัดมา ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ศึกษาในทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นเท่าไหร่ ที่เน้นเป็นช่วงสงครามเย็นจนถึงหลังสงครามเย็น แต่ในระเบียบโลกถัดมาที่มีสหรัฐเป็นศูนย์กลางของระบบโลกที่เราเรียกว่า Pax Americana อาจจะมองว่าอัตลักษณ์ของรัฐไทยยังมีความต่อเนื่องในการกระชับความเป็นรัฐรวมศูนย์อำนาจ และมีความสามารถในการแสดงให้ชาวโลกหรือว่าประชาคมโลกเห็นว่าตัวเองมีตัวตนในระบบระหว่างประเทศที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ตัวอย่างของกระบวนการนี้ เช่น การที่ไทยรอดพ้นจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 แล้วก็มีสหรัฐเข้ามาช่วย อันนี้เป็นเรื่องเล่าอย่างหนึ่งที่ Reinforce Narrative ที่มองตัวเองว่าแตกต่างจากเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน มัน Reinforce ความรู้สึกว่าตัวเองสามารถรักษาเอกราชและมีสามารถคงความเป็นรัฐอิสระมาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์ อันนั้นก็คืออัตลักษณ์หนึ่งที่สร้างในช่วงต้น

และภายใต้บริบทที่ไทยได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบพันธมิตรสหรัฐในช่วงสงครามเย็น แล้วก็มีความใกล้ชิดพอสมควรกับสหรัฐในการทำสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์ นอกจากจะทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าไปผูกพันโดยตรงกับศูนย์กลางซึ่งก็คือสหรัฐ ผ่านนโยบายความมั่นคง นโยบายต่างประเทศเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ มันยังส่งผลให้การมองตัวเองในลักษณะที่ไทยเป็นประเทศที่มีส่วนสำคัญในระบบการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคเริ่มชัดเจนยิ่งขึ้นจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ดังนั้น การมองว่าสหรัฐเป็นมหามิตรของไทย มีความสัมพันธ์กันแบบพิเศษ การมีมุมมองเช่นนี้ ลักษณะหนึ่งก็คืออัตลักษณ์ที่เกิดขึ้น มันสะท้อนการมองตัวเองว่าตัวเองมีที่ทางตรงไหนในระดับระหว่างประเทศกับการมีปฏิสัมพันธ์กับมหาอำนาจ

นอกจากนั้น ในบริบทสงครามกลางเมืองในกัมพูชาช่วงทศวรรษที่ 1980 มันก็ไป Reinforce อัตลักษณ์แบบนี้เช่นกันว่าไทยมีบทบาทสำคัญในการนำอาเซียน เวลาเราดูนโยบายช่วงนี้ เราจะดูว่าไทยมี Active Policy ยังไงในการเข้าไปแก้ไขปัญหากัมพูชา ดังนั้น มันมีมุมมองที่เห็นว่าตัวเองมีความสำคัญในระบบระหว่างประเทศ ถ้าเกิดจะให้สะท้อนจากผู้กำหนดนโยบายบางคน เช่น คุณถนัด คอมันตร์ ผมก็ไปหาสิ่งที่คุณถนัดเคยให้สัมภาษณ์หรือเขียนไว้ มันสะท้อนมุมมองเช่นนี้พอสมควร คุณถนัดบอกว่าบางประเทศมีความรู้สึกว่าตนน่าจะเป็นผู้นำประเทศที่ใหญ่สุดในฐานะ Natural Leader หรือผู้นำโดยธรรมชาติของอาเซียน ซึ่งก็คืออินโดนีเซีย ผู้บรรยายฟังดูแล้วรู้สึกระคายหู แต่ก็ไม่อยากพูดอะไร ไทยก็ไม่ได้เป็นประเทศใหญ่ แต่เป็นประเทศที่มีฐานะที่ดี ข้อเสนอของไทยหลายประการเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผล สมาชิกรับฟังด้วยดีแล้วมักดำเนินตามได้และลงมือปฏิบัติ ก็จะใช้หลักการตามที่ตกลงกันในเอกสาร

แนวคิดของคุณถนัดแสดงให้เห็นว่า ไทยปฏิเสธแนวคิดที่ว่าอย่างอินโดนีเซียเป็น The First Among Equal ในอาเซียน ดังนั้น อัตลักษณ์ที่ถือว่าตนเองมีความสำคัญพอสมควรในระบบระหว่างประเทศในภูมิภาค มันจะได้ถูกส่งต่อและตกผลึกมากขึ้นเวลาที่เราไปมีความสัมพันธ์กับระบบระหว่างประเทศในแต่ละระเบียบโลก

หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา มันมีการใช้อัตลักษณ์แบบใหม่กับจีน... อันนี้เป็นข้อสังเกตของผมว่า มันอาจจะแสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนระเบียบโลกหรือเปล่า ที่ชนชั้นนำไทยกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้าไปผูกอยู่กับจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจเศรษฐกิจใหม่ของโลก

000

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่กลางปี 80 เป็นต้นมา ที่ญี่ปุ่นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญด้านเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทยซึ่งกลายไปเป็นแหล่งลงทุนของญี่ปุ่น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจที่ปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองด้วย มีการใช้เทคโนแครตมากขึ้น มีการตอบสนองต่อทุนจากภายนอกประเทศ การผลิตแบบใหม่ซึ่งญี่ปุ่นนำเข้ามาคือ Production Network ที่นอกจากจะต้องปรับกลไกและสถาบันการเมืองเพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันและดึงเงินทุนจากญี่ปุ่นและต่างประเทศแล้ว รัฐในขณะนั้นยังต้องพึ่งพาเศรษฐกิจอื่น คือการผลิตแบบ Production Network เราเข้าใจว่ามันเป็นการผลิตแยกส่วน เป็น Fragmentation of Production จากที่โลเคชั่นต่างๆ มันมีการดึงดูดหลายๆ ปัจจัยให้ทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน

เพราะฉะนั้นขณะที่เรารักษาความสามารถในการแข่งขัน เราก็ต้องพยายามร่วมมือกันด้วย มันเกิดภาวะทั้งแข่งขันและร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ มันมี Literature ชุดหนึ่งที่พูดถึงเรื่อง Competition State ดังนั้น ในส่วนหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจในช่วงนี้ ในรูปแบบ Production Network มันนำไปสู่การเกิด Idea ใหม่ อัตลักษณ์แบบใหม่ของไทยเช่นกันที่เกิดขึ้นในช่วงช่วงปลายปี 80 ก่อนที่สงครามเย็นจะยุติ ไทยเริ่มเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับปัญหากัมพูชา ที่หันมาประนีประนอมมากขึ้น แล้วนำไปสู่การเปลี่ยนนโยบายที่รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณพยายามส่งเสริม ก็คือเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้า ผมเข้าใจว่านโยบายลักษณะนี้กลายเป็นแกนหลักของนโยบายต่างประเทศของไทยตลอดหลังสงครามเย็น มัน อาจจะมีรายละเอียดในรูปแบบที่ต่างกัน แต่แกนของมันคือความพยายามที่จะสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปที่ไทยเป็นผู้นำ เป็นศูนย์กลาง

จะเห็นได้ว่าความร่วมมือลักษณะนี้มีทั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจของตัวเองด้วยการสร้างความร่วมมือ ซึ่งต่างจากความคิดในช่วงสงครามเย็นที่สร้างการแข่งขันในการมองคนอื่นเป็นศัตรู ลักษณะเช่นนี้ อัตลักษณ์ไทยยังคงอยู่ อัตลักษณ์ที่ตัวเองมีความสำคัญที่สุดในภูมิภาคยังดำเนินต่อไป แต่แท็กติกในการแสดงบทบาทต่างๆ มันเปลี่ยนไปจากช่วงสงครามเย็น ดังนั้น ถ้ามองในช่วงยาวทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 80 เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน อัตลักษณ์ลักษณะที่เห็นว่าไทยมีความสำคัญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันนำไปสู่การสร้างกรอบความร่วมมือต่างๆ ที่ทยอยออกมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามเย็น คุณทักษิณก็มีนโยบายหลายอย่างที่พยายามนำประเทศไทยไปเป็นผู้ประสานงาน เป็นสะพานกับภูมิภาคต่างๆ มาสร้างพลวัตรในการร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาค

ที่น่าสนใจคือการริเริ่มเหล่านี้ หลายๆ ครั้งมันมองข้ามอาเซียนไป ไทยจะไม่เข้าไปให้อาเซียนเป็นแกนหลักและก็ดำเนินการริเริ่มบางอย่าง ดังนั้น มันก็จะสอดคล้องกับที่คุณถนัดได้พูดเช่นกันว่า ไทยไม่ยอมรับอินโดนีเซียเป็นผู้นำในอาเซียนอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ผมมีข้อสังเกตว่าในช่วงหลังสงครามเย็นเป็นต้นมา มันมีการเกิดขึ้นของอัตลักษณ์ในลักษณะใหม่ๆ ที่ไทยมีกับมหาอำนาจ อย่างที่ผมพูดไปว่าในช่วงสงครามเย็น มันมีความรู้สึกว่าสหรัฐเป็นมหามิตร เรามีความสัมพันธ์พิเศษระหว่างกัน แต่หลังสงครามเย็นเป็นต้นมา มันมีการใช้อัตลักษณ์แบบใหม่กับจีน อย่างที่คนทั่วไปอาจจะรู้จักกันว่าไทย-จีนใช่อื่นไกล พี่น้องกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เราเป็นพี่น้องคลานตามกันมาอะไรอย่างนี้ อันนี้เป็นข้อสังเกตของผมว่า มันอาจจะแสดงถึงแนวโน้มการเปลี่ยนระเบียบโลกหรือเปล่า ที่ชนชั้นนำไทยกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้าไปผูกอยู่กับจีน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอำนาจเศรษฐกิจใหม่ของโลก

มันทำให้เรื่องเล่าที่ว่าไทย–จีนเป็นพี่น้องกัน เริ่มมีการใช้มากขึ้น มันมีพลังมากขึ้นในการเอาไปใช้ อาจจะดูธรรมดามากๆ ว่าเป็นแท็กติกในทางการทูต แต่นี่คือสิ่งที่ผมพยายามหาคำอธิบายว่าในที่สุดแล้วมันมีผลต่อทิศทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยในอนาคตหรือเปล่า ดังนั้น คำว่าสหรัฐเป็นมหามิตร มันเริ่มถูกใช้ในความคิดเชิงลบมากขึ้น เป็นการแสดงความน้อยอกน้อยใจ แสดงความกระแนะกระแหน ที่นโยบายของสหรัฐไม่ได้ตอบสนองต่อไทยมากนัก เช่น สมัยวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 แล้วก็หลังรัฐประหาร 2557 ดังนั้นผมก็นำเสนอในมุมมองนี้ว่า การศึกษา Transformation of State มันมีมิติทางด้าน Idea เข้ามาอยู่ด้วย

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น