นักรัฐศาสตร์ชี้คำว่า ประยุทธ์ฉีกรัฐธรรมนูญในญัตติของฝ่ายค้าน ไม่ถึงขั้นล้มซักฟอกรัฐบาล

ยุทธพร อิสรชัย เผยเป็นเรื่องปกติของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านจะยื่นข้อกล่าวหาต่อรัฐบาล เชื่อคำว่า พล.อ.ประยุทธ์ฉีกรัฐธรรมนูญในญัตติของฝ่ายค้าน ไม่เป็นปัญหาถึงขั้นล้มการซักฟอก พร้อมแนะฝ่ายค้านให้น้ำหนักกับเรื่องใหม่ๆ เพราะเรื่องในอดีตแม้จะสำคัญ แต่ได้อภิปรายไปหลายโอกาสแล้ว

ที่มาภาพจาก เฟสบุ๊ค รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย AssocProf Dr Yuttaporn Issarachai

4 ก.พ. 2563 สืบเนื่องจากกรณีที่พรรคฝ่ายค้านได้ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรี ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 2/1 ซึ่งมีรายชื่อผู้ถูกยื่นซักฟอกประกอบด้วย  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ , วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ , พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

แต่ก่อนที่ญัตตินี้จะถูกบรรจุในวาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎร ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เลขาคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ได้เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้ว่า (3 ก.พ.) ทางวิปรัฐบาลได้ยื่นเรื่องให้ ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบญัตติขอเปิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะกรณีที่มีการกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ ว่ามีพฤติการณ์ไม่ยึดมั่น ไม่ศรัทธาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมีพฤติการณ์ ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

โดยชัยวุฒิชี้ว่า ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 พล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญ และยังมีที่มาจากการเลือกตั้งตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญทุกประการ จึงชัดเจนว่า ญัตติที่ฝ่ายค้านเสนอมานั้นเป็นเท็จ เช่นเดียวกันกับวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ถ้อยความที่ใช้ในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านเป็นถ้อยคำที่ รุนแรง แต่จะถึงขึ้นที่จะต้องล้มการยืนญัตตินี้ไปเลยหรือไม่ วิษณุเห็นว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎรที่วินิจฉัย

ล่าสุดวันนี้ สุทิน คลังแสง เปิดเผยวันนี้ว่า ไม่เห็นว่าญัตติที่ยื่นไปนั้นเป็นเท็จ เพราะถ้าคิดว่าเรื่องที่พล.อ.ประยุทธ์ ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเท็จ ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นคนบอกมาว่าใครเป็นคนฉีกรัฐธรรมนูญ พร้อมยอมรับว่า การใช้คำว่าการฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นภาษาพูดที่พูดกัน แต่ในภาษาทางการหมายถึงการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ซึ่งส่วนตัวมั่นใจว่า การฉีกรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องเท็จ เพียงแต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมรับความจริง และเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องหยุมหยิม เป็นเรื่องของการใช้ภาษาและถ้อยคำเท่านั้น รัฐบาลควรเอาความจริงมาเป็นที่ตั้ง และต้องฟังการวินิจฉัยของประธานสภาฯ ด้วย ทั้งนี้ส่วนตัวไม่อยากคิดว่าเป็นการตีรวน และไม่ต้องการให้เรื่องนี้มาเป็นประเด็น

สำหรับกรณีดังกล่าว ชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เรียกเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มาหารือ ว่าข้อเท็จจริงในเรื่องนี้เป็นอย่างไร ส่วนการจะแก้ไขได้หรือนั้น ขอดูรายละเอียดก่อน โดยในวันที่ 5 ก.พ. เวลา 09.00น. จะเชิญ ทั้งฝ่ายค้าน  ฝ่ายรัฐบาล มากำหนดวัน อภิปรายไม่ไว้วางใจร่วมกัน ซึ่งเบื้องต้นได้จัดให้เป็นวาระด่วนแล้ว

ขณะที่ รองศาสตราจารย์ยุทธพร อิสรชัย รองศาสตราจารย์ประจำสาขาวิชาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวประชาไทว่า ประเด็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นเรื่องปกติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งฝ่ายค้านจะต้องยื่นข้อกล่าวหาเข้าไปเพื่อตรวจสอบรัฐบาล ทั้งเรื่องที่มาของรัฐบาล และเรื่องการสืบทอดอำนาจ อีกทั้งในอดีตก็มีการอภิปรายถึงประวัติของบุคคลในคณะรัฐมนตรี เช่นในยุครัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ที่ถูกอภิปรายถึงประวัติความเป็นมาส่วนบุคคล จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้มีการพูดถึงเรื่องในอดีตเลย และถึงที่สุดข้อกล่าวหาต่างๆ ที่ฝ่ายค้านยื่นมาเพื่ออภิปรายก็จะได้รับการตรวจสอบ และลงมติ ผ่านกระบวนการทางการเมือง เรื่องนี้จึงไม่ถึงขั้นที่จะต้องล้มญัตติการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลลง แต่ในด้านกลับหากฝ่ายค้านยังตั้งมั่นที่จะพูดเรื่องในอดีตแต่เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่งที่ฝ่ายค้านได้ใช้เวทีในสภาพูดมาแล้วหลายวาระ ก็อาจจะส่งผลให้ฝ่ายค้านถูกมองเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ฉะนั้นก็จำเป็นที่ฝ่ายค้านจะต้องให้น้ำหนักกับประเด็นใหม่ๆ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลที่สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ยื่นต่อชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีประเด็นที่จะอภิปรายรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ดังนี้

1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นผู้ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรม ละเมิดหลักนิติธรรมและสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างกว้างขวาง เป็นผู้นำประเทศที่กร่างเถื่อน มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู ปิดปากผู้ที่มีความเห็นต่าง ชอบก่นด่าเมื่อถูกซักถาม เมื่อได้อำนาจมาโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็สร้างกลไกในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมุ่งสืบทอดอำนาจของตนเอง ปล่อยให้มีการทุจริตเต็มบ้านเต็มเมือง ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้กับตนเอง บริวารและพวกพ้อง เข้าข้างคนชั่วที่เป็นพวกโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม

บริหารราชการแผ่นดินโดยขาดความรู้ความสามารถผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ขาดคุณธรรม จริยธรรม แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำ และองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เรียกได้ว่าเป็นยุคยุติธรรมหมดตรง บังคับใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติไม่เป็นไปตามหลักความเสมอภาค ไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ เปิดเผย ไม่มีความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม มีการกระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรมอย่างร้ายแรง

ไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง ใช้งบประมาณของรัฐสร้างคะแนนนิยมให้กับตนเองและพรรคการเมืองโดยมิได้คำนึงถึงภาระด้านงบประมาณของประเทศ เป็นยุคที่เงินกำลังจะหมดคลัง ไม่ยึดตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ลุแก่อำนาจ ขาดภาวะผู้นำ ไม่เสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน แต่กลับสร้างความขัดแย้งให้ขยายวงกว้าง ล้มเหลวและไร้ประสิทธิภาพในการดูแลด้านเศรษฐกิจส่งผลให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจกับประชาชนทุกภาคส่วนจนก่อให้เกิดสภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ประชาชนสิ้นหวัง ให้ความสำคัญกับการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน

ล้มเหลวในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หลอกลวงประชาชนไม่ทำตามนโยบายที่พรรคการเมืองที่สนับสนุนตนหาเสียงไว้ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ ราคาพืชผลทางการเกษตรและลดภาษีเงินได้ ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ การบริหารราชการแผ่นดินของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ส่งผลกระทบและความเสียหายแก่ประเทศชาติและประชาชนอย่างกว้างขวาง เป็นยุคที่ทุจริตเฟื่องฟู น้ำกำลังจะหมดเขื่อน มวลอากาศเป็นพิษเต็มเมือง เศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนประเทศถึงแก่ความล่มจมได้

2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองและพวกพ้อง ใช้งบประมาณของรัฐเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับตนเอง มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ จงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย ฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

3.วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบด้านกฎหมายได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรในกระบวนการยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายด้านการเงินแก่รัฐจำนวนมาก บังคับใช้และตีความกฎหมายโดยไม่ยึดหลักการและบรรทัดฐานที่ถูกต้อง จนทำให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องของอภินิหาร ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือและเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ชี้นำการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐและองค์กรอิสระและไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

4.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม มีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ ฉ้อฉล ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แสวงหาประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเอง บริวารและพวกพ้อง กลั่นแกล้งข้าราชการประจำ ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของข้าราชการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตและประพฤติมิชอบในหน่วยงานที่กำกับดูแลอย่างกว้างขวาง จงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ละเว้นไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบเกี่ยวกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

5.ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรม มีพฤติการณ์ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ประจำของราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องโดยมิใช่อำนาจหน้าที่ของตนตามที่กฎหมายบัญญัติ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นไปตามครรลองที่กำหนดไว้ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทข้ามชาติ ส่อว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นำพาชาติเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศและไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

6.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาดบกพร่องอย่างร้ายแรง ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพ ขาดคุณธรรมและจริยธรรม ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ปกป้องพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์