ปล่อยตัว 2 ผู้ต้องขัง 'คดีระเบิดน้ำบูดู' แม่ดีใจลูกได้อิสรภาพ แต่ยังกังวลตำรวจจะมาหาอีก

2 ผู้ต้องขัง 'คดีระเบิดน้ำบูดู' ได้รับการปล่อยตัว ญาติรอรับกว่า 10 คน แม่ของผู้ต้องขังเล่า เดินทางมาจากนราธิวาสใช้เวลากว่า 20 ชั่วโมง ดีใจที่ลูกได้อิสรภาพ แต่ยังกังวลว่าตำรวจจะมาหาอีก


ฮานีละห์ ดือรามะ หรือ เมาะซู (ภาพจากสำนักข่าว Benarnews)

 

19 มี.ค. 2563 วานนี้ (18 มี.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครมีกำหนดการปล่อยตัวผู้ต้องขัง 2 รายที่กำหนดพ้นโทษจากคดีที่สังคมรู้จักกันในนาม 'คดีระเบิดน้ำบูดู' ชาวบ้านจากอำเภอศรีสาคร จังหวัดนราธิวาส ราว 10 คนกำลังรอการปล่อยตัวผู้ต้องขัง 2 รายดังกล่าว และเหลืออีก 5 รายที่ยังไม่พ้นโทษ

เมาะซูแม่ของผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวให้สัมภาษณ์กับประชาไทว่า เดินทางมาจากบ้านที่นราธิวาสตั้งแต่วันที่ 15 ใช้เวลาเดินทางกว่า 20 ชั่วโมง ตนตื่นตั้งแต่ตี 3 เพราะนอนไม่หลับ ลุ้นว่าลูกชายจะได้ปล่อยตัวไหม เพราะคนแรกที่ได้รับการปล่อยตัว โดนอาญัติตัวจากคดีอื่น

"ไปรอที่เรือนจำตั้งแต่ตี 5 เกือบจะ 6 โมง ลุ้นมาก แต่พอ 8 โมงกว่า น้องก็ออกมา ดีใจที่น้องได้อิสรภาพ น้องก็ดีใจมาก รอกินข้าวพร้อมหน้ากับญาติ น้องยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ยังงงๆอยู่ หลังจากนี้ก็จะกลับไปตั้งหลักก่อน ในพื้นที่ก็เกิดเหตุการณ์บ่อย มีเหตุการณ์ยิงตำรวจ เผารถ พอหลังเกิดเหตุก็มีการล้อมหมู่บ้านที่เราอยู่ ก็กังวลว่าเจ้าหน้าที่จะมาหาอีก กลัวว่าน้องจะโดนจับอีก" เมาะซูกล่าว

อนึ่ง ‘คดีระเบิดน้ำบูดู’ คือเหตุการณ์กวาดจับนักศึกษาและชาวมุสลิมที่พักย่าน ม. รามคำแหง กว่า 40 คน โดยเมื่อวันที่ 10 ต.ค. 59 โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอ้างสาเหตุว่ามีการซ่องสุมและจะก่อเหตุระเบิด ‘คาร์บอม’ และได้กวาดจับคนมุสลิมย่าน มหาวิทยาลัยรามคำแหง จนนำมาสู่การขยายผลจับกุมในจังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดนราธิวาสด้วย โดยที่เมื่อกวาดจับกว่า 40 คนในช่วงแรก จากนั้นมีการกันคนที่เป็นนักศึกษาจริงๆ ออก จนเหลือ 14 คน ซึ่งเป็นชายจากจังหวัดชายแดนใต้ อายุระหว่าง 19-32 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่เพิ่งมาหางานทำในกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก แต่จากหลักฐานที่พบมีเพียงเครื่องข้าวยำรวมทั้งน้ำบูดูเท่านั้น ดังนั้นคดีนี้จึงถูกเรียกกันว่า 'คดีระเบิดน้ำบูดู'

25 ก.ย.2561 ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาคดี ‘ระบิดน้ำบูดู’ หรือเหตุกวาดจับหน้า ม.ราม โดยตัดสินให้จำเลยที่ 1,2,4 และ 9-13 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร รวมโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เนื่องจากให้การเป็นประโยชน์กับคดี เหลือ 4 ปี จำเลยที่ 3 ผิดข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และมีวัตถุระเบิดรวมโทษจำคุก 9 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 6 ปี และยกฟ้องจำเลยที่ 5-8 และ 14 เนื่องจากไม่มีหลักฐานให้เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อการร้าย โดยจำเลยที่ 5,6,7,8 และ 14 ได้รับการปล่อยตัว

ชลิตา บัณฑุวงศ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ โพสต์เฟสบุ๊คระบุว่า คดีนี้ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์จากสังคม นักสิทธิมนุษยชน และนักวิชาการ อย่างกว้างขวางถึงกระบวนการของฝ่ายความมั่นคงภายใต้กฎหมายพิเศษและกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นสิทธิในการประกันตัว (ใช้เวลา 18 เดือนในการฝากขังนับแต่ผู้ต้องหาคนแรกถูกนำตัวมาฝากขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ หรือใช้เวลา 15 เดือนหลังจากที่อัยการยื่นฟ้องโดยไม่ได้สิทธิในการประกันตัว) พยานหลักฐานของโจทก์ที่หลายฝ่ายมองว่ายังอ่อน (ใช้เพียงการซัดทอดจากผู้ต้องหาด้วยกัน) การให้น้ำหนักกับผลการซักถามในค่ายทหารภายใต้กฎหมายพิเศษ (โดยในกระบวนการซักถามนั้นมีเพียงผู้ต้องหา ไม่มีทนายหรือญาติอยู่ด้วย) ข้อข้องใจในเรื่องการซ้อมทรมาน และการใช้เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ของฝ่ายรัฐเกี่ยวกับรัฐปาตานีหรือขบวนการแบ่งแยกดินแดนมาถือเสมือนว่าเป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำมาผูกโยงกับหลักฐานอื่นๆ

 

ข่าวรอบวัน

เนื้อหาแนะนำ

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์