'พิธา' ย้ำ 'ก้าวไกล' ปิดสวิตช์ ส.ว.-ไม่ล็อคห้ามแก้หมวดใด-สสร.เป็นพื้นที่ถก-เลี่ยงปะทะรุนแรง หาฉันทามติโดยสันติ

'ก้าวไกล' เปิดเวทีเยือนพิษณุโลก - 3 ส.ส.ร่วมปราศรัย ย้ำจุดยืนบทที่สอง “อนาคตใหม่”

  • 'พิธา' ย้ำจุดยืน 'ก้าวไกล' ปิดสวิตช์ ส.ว. - ต้องไม่ล็อคห้ามแก้หมวดใด-สสร.ต้องเป็นพื้นที่ถกเถียงทุกประเด็น-หลีกเลี่ยงปะทะรุนแรง หาฉันทามติโดยสันติ
  • เตือนสังคมไทยกำลังจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่สุดในรอบ 150 ปี - เสียดายงบซื้ออาวุธมหาศาล เอามาอัพเกรดระบบจัดการน้ำแก้ท่วมได้ถาวร
  • ชี้ประเทศไทยล้มเหลวมานานแล้ว - เมื่อเยาวชนพูดดีๆไม่ฟังจึงต้องตะโกน ย้ำเด็กปราณีผู้ใหญ่มากแล้วที่พูดแค่นี้
  • ยัน “ก้าวไกล” คือบทสองของ “อนาคตใหม่” ย้ำภารกิจร่วมของพรรค-ประชาชนสู่สังคมไทยที่ก้าวหน้า
  • 'ปดิพัทธ์' ชี้พัฒนาการทางการเมืองถดถอย - เลือกตั้งท้องถิ่นร้างกว่า 10 ปี - คุกคามประชาชนเกิดขึ้นทุกวัน-ย้ำชุมนุมคือสิทธิพื้นฐานที่มิอาจคุกคามได้
  • 'วิโรจน์' ยกกรณีเรือดำน้ำ เครื่องพิสูจน์ชนักปักหลัง ส.ส.ฝ่ายรัฐบีบโหวตซื้อ - ชี้ตรวจสอบงบกองทัพไม่ใช่ “ชังชาติ” - ย้อนถามสำนึกกองทัพประชาชนค่นแค้นยังจะซื้ออาวุธอีกหรือ

 

31 ส.ค.2563 ทีมสื่อพรรคก้าวไกล รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ลานกลางเมือง จ.พิษณุโลก ส.ส.พรรคก้าวไกล นำโดย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล, และปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส.พิษณุโลกพรรคก้าวไกล ร่วมเปิดเวทีกิจกรรม “ก้าวไกลไปด้วยกัน” ในลักษณะของเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมกันนี้ภายในงานยังมีการเปิดรับสมาชิกพรรคก้าวไกลประจำจังหวัดพิษณุโลก และโต๊ะล่ารายชื่อเพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่จะมีการส่งรายชื่อทั้งหมดไปรวมกับรายชื่อของกลุ่ม iLaw ที่กำลังล่ารายชื่อประชาชน 5 หมื่นชื่ออยู่ในขณะนี้

'พิธา' ย้ำจุดยืน 'ก้าวไกล' ปิดสวิตช์ ส.ว. - ต้องไม่ล็อคห้ามแก้หมวดใด-สสร.ต้องเป็นพื้นที่ถกเถียงทุกประเด็น-หลีกเลี่ยงปะทะรุนแรง หาฉันทามติโดยสันติ

ในส่วนของ พิธา กล่าวเปิดว่าพรรคก้าวไกลวันนี้คือบทที่สองของพรรคอนาคตใหม่ แม้วันนี้จะมี ส.ส.เพียง 54 คน แต่คุณภาพไม่ลดลงไป เรายังคงเชื่อในเรื่องนิติรัฐ สิทธิมนุษยชน ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การกระจายอำนาจ ความหลากหลาย ระบบเศรษฐกิจเสรีที่ไม่มีการผูกขาด การพัฒนาเศรษฐกิจที่ไม่ต้องทำลายสิ่งแวดล้อม รัฐสวัสดิการ อำนาจอธิปไตยที่เป็นของประชาชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิในการกำหนดความเป็นอยู่และอนาคตของตัวเอง ในเรื่องนี้พวกเราพรรคก้าวไกลยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

เราจะยังเป็นพรรคที่ขับเคลื่อนด้วยสมาชิก สร้างความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ไม่มีนายทุนมาลงขันเพื่อออกนโยบายเอื้อให้ทุนผูกขาด ไม่ใช่พรรคเพื่อให้ทหารและอภิสิทธิ์ชนบางกลุ่มบอกว่างบประมาณของประเทศควรจะเป็นอย่างไร เอาไปใช้เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มก้อนของตัวเองอย่างไร

ฝ่ายค้านวันนี้เราแตกต่างแต่เราไม่แตกแยก ทุกคนยังเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นวิกฤติ มันคือระเบิดเวลาที่เราจะต้องไปถอดฟืนออกจากกองไฟ แต่เราพรรคก้าวไกลเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และการมีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยไม่จำกัดว่า สสร.จะแก้หรือไม่แก้อะไรได้บ้างคือสิ่งที่ควรจะเป็น เราจึงไม่ได้ร่วมลงชื่อกับพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ แต่โดยจุดร่วมเรายังคงเห็นร่วมกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา

รัฐธรรมนูญมีปัญหาที่บทเฉพาะกาล ในส่วนของอำนาจ ส.ว.ตามมาตรา 269, 270, 271, 272 ที่ให้อำนาจ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช.ยังคงอยู่ และยังสามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้หากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ดังนั้นมาตรา 272 จะต้องเป็นญัตติด่วนที่เราจะต้องเปิดอภิปรายให้ได้ก่อนปิดสมัยประชุมนี้ เราจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้

“มาตรา 256 กับ สสร.แบบไม่บีบมืออนาคต ปลดล็อคจากรัฐธรรมนูญเก่าไปเป็นพื้นที่ๆปลอดภัยในการพูดคุยกัน ไม่ใช่ปลดล็อคจากรัฐธรรมนูญเก่ามาล็อคที่ สสร.อีกทีหนึ่ง ให้คนที่จะเป็น สสร.ได้มีอายุ 18 ปีขั้นต่ำ เพราะอนาคตที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่คืออนาคตของพวกคุณ ไปพูดคุย ไปหาฉันทามติร่วมกันระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ สสร.ไม่มีสิทธิที่จะเป็นที่ผูกขาดความคิดทางการเมืองใดการเมืองหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งของประชาชนโดยตรง ไม่จำกัดอาชีพและวุฒิการศึกษา นี่คือข้อเสนอของพรรคก้าวไกล เพราะเราเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ถกเถียงกัน สามารถไปเริ่มต้นกันที่ สสร. โดยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นรัฐธรรมนูญของประชาชนจริงๆ หลีกเลี่ยงความรุนแรง เอาความเห็นที่ไม่ตรงกันไปคุยกันที่นั่น แล้วหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มาจากประชาชนจริงๆจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้ายของประเทศไทย” พิธากล่าว

พิธายังกล่าวต่อไป ว่านี่คือวิธีถอดฟืนออกจากกองไฟ สำหรับสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ นี่คือหน้าที่ของผู้แทนราษฎรอย่างตน ไม่ใช่เรื่องของการเอามัน นี่ไม่ใช่เรื่องของวัยรุ่นใจร้อน แต่นี่คือเสียงของประชาชน นี่คือสาเหตุที่เราเสนอวิธีแบบนี้ เงื่อนไขเวลาเป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะลดอุณหภูมิการเมืองลดลงได้ ให้ทุกคนมาพูดคุยกันอย่างมีเหตุผลและวุฒิภาวะ

เตือนสังคมไทยกำลังจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจใหญ่สุดในรอบ 150 ปี - เสียดายงบซื้ออาวุธมหาศาล เอามาอัพเกรดระบบจัดการน้ำแก้ท่วมได้ถาวร

นอกจากนี้ พิธายังได้กล่าวถึงกรณีปัญหาเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยระบุว่าเรากำลังจะเจอมหาวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 150 ปี อยากย้ำอีกครั้งว่าวิกฤติที่ประเทศไทย สังคมไทย และเยาวชนไทยกำลังพบเจอ ยิ่งใหญ่กว่าวิสัยทัศน์แคบๆและใจแคบๆของผู้มีอำนาจในวันนี้

นักศึกษาที่จบใหม่ออกมากำลังจะไม่มีงานทำ ซ้ำเติมกับปัญหาที่กำลังจะมีคนตกงานอีก 8 ล้านคนทั่วประเทศ หนี้สินของประชาชนที่หวังพึ่งสินเชื่อของธนาคารที่ให้อย่างไม่เต็มใจนัก ทุกวันนี้เงินก้อนนั้นกำลังจะหมดลงภายใน 6 เดือน วิกฤติเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน 150 ปีกำลังจะมาถึงเรา

งบประมาณเรือดำน้ำ 2.2 หมื่นกว่าล้านสามารถช่วยเด็กในกลุ่มเปราะบางที่สุดในประเทศไทยที่ไม่มีเงินไปเรียนหนังสือได้ 6.7 แสนคน สามารถสร้างเขื่อนหรือบ่อน้ำขนาดกลาง-ขนาดเล็กได้เป็นจำนวนมาก เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาน้ำท่วมในวันนี้ได้

พูดถึงปัญหาน้ำท่วม เมื่อวานนี้ตนลงไปดูไปช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยมา ตนเชื่อมั่นอย่ายิ่งว่าด้วยงบประมาณ 2.2 หมื่นกว่าล้านบาทที่นำไปใช้ซื้อเรือดำน้ำ ถ้าให้ตนมาใช้วางระบบบริหารจัดการน้ำ ตนสามารถทำให้สุโขทัยน้ำไม่ท่วมอีกเลยได้

การบริหารจัดการน้ำในวันนี้ต้องเปลี่ยนแปลงให้เป็นแบบลุ่มน้ำ ถ้าตนเป็นผู้บริหาร ตนจะนำระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพกว่านี้มาใช้ มีเซนเซอร์ติดอยู่ที่แม่น้ำต้นน้ำทุกสาย พอระดับน้ำสูงเกินจำนวนที่กำหนดก็ส่ง sms แจ้งเตือนประชาชน เวลาจะเปิดหรือไม่เปิดประตูระบายน้ำ ต้องไม่อยู่ที่อำนาจของคนใดคนหนึ่งที่ใช้ดุลยพินิจโดยลำพัง ใช้กรรมการ 7 คน ประกอบด้วยประชาชน คนจากกระทรวง คนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตัดสินใจร่วมกันเป็นคณะกรรมการ หรือจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เหมือนไต้หวัน สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ที่มีการคำนวนอย่างแม่นยำมาใช้ ที่อื่นเขาใช้รูปแบบนี้กันหมดแล้วน้ำถึงไม่ท่วมเขามานานมากแล้ว

“ประวัติศาสตร์ชาติไทยของกองทัพเรือ เคยรบครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ใครตอบผมได้บ้าง? แต่ผมบอกคุณได้ว่าพิษณุโลกน้ำท่วมทุกปีถูกหรือไม่? อีกส่วนหนึ่งแล้งซ้ำซากเป็นสิบๆปีถูกไม่ถูก? สุโขทัยน้ำท่วมทุกปีแล้งทุกปีถูกไม่ถูก? ทุ่งเสรี่ยงฝั่งซ้ายแล้ง ฝั่งขวาสวรรคโลกท่วมทุกปี ครึ่งหนึ่งของพิษณุโลกแล้ง ครึ่งหนึ่งของพิษณุโลกท่วมทุกปี พวกคุณมันมีความจงใจที่จะให้ประชาชนไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ ท่วมซ้ำซากทุกปีๆ งบประมาณก็มีให้ใช้ คุณคิดว่าผมรู้ไม่ทันพวกคุณเหรอ? ประชาชนเขารู้ทัน” พิธากล่าว

ชี้ประเทศไทยล้มเหลวมานานแล้ว - เมื่อเยาวชนพูดดีๆไม่ฟังจึงต้องตะโกน ย้ำเด็กปราณีผู้ใหญ่มากแล้วที่พูดแค่นี้

หลังจากนั้น พิธาได้กล่าวถึงกรณีความเคลื่อนไหวของเยาวชนที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในขณะนี้ โดยกล่าวว่าจากการที่ตนได้สัมผัสพูดคุยกับเยาวชนมาหลายคน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นคือความรู้สึกว่าเมื่อพูดดีๆแล้วไม่ฟังก็ต้องตะโกน แล้วพอเด็กตะโกนก็ไปหาว่าเขาก้าวร้าว ไปลดทอนสิ่งที่เขาพูด

เรื่องนี้คนรุ่นเราผู้ใหญ่ทั้งหลายควรจะคิดให้ดี ว่าอนาคตของพวกเราอีกไม่นานก็หมดแล้ว แต่อนาคตของพวกเขายังต้องอยู่ในสังคมนี้ไปอีกนาน วันนี้การที่คุณไปบีบคออนาคตของเขาไว้ แล้วเด็กๆออกมาพูดแค่นี้ก็นับว่าปราณีผู้ใหญ่รุ่นเรามากแล้ว ที่เป็นต้นเหตุของความล้มเหลว

พวกเขาเติบโตมากับการรัฐประหาร 2549 และการรัฐประหาร 2557 เขาต้องผ่านรัฐธรรมนูญมากี่ฉบับ เขาต้องเห็นการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ได้เห็นปรากฏการณ์งูเห่า นิติรัฐที่บิดเบี้ยว ระบบการเลือกตั้งที่ไม่ได้สะท้อนเจตจำนงของประชาชน เขาพูดถึงพวกเราแค่นี้เราต้องขอบคุณพวกกเขาที่ยังปราณีผู้ใหญ่อย่างเราด้วยซ้ำ

มันไม่มีอนาคตในประเทศ มันมีอนาคตสำหรับคนแค่ 1% มั่นคง-มั่งคั่ง-ยั่งยืน ระบบเศรษฐกิจที่มีไว้เพื่อคนรวยอย่างเดียว ระบบกฎหมายที่ทุกคนไม่เสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย มันเป็นรัฐแบบอภิสิทธิ์ชน ใครมีเงินมีเส้นสายเข้าใกล้อัยการเข้าใกล้ศาลได้ ไม่ว่าคดีจะเลวร้ายแค่ไหนคุณหลุดได้หมด แต่ถ้าเกิดคุณเป็นคนยากคนจนในประเทศไทย คุณแค่เก็บเห็ดคุณก็ไปแล้ว

ทุกวันนี้คดีที่คนจนติดคุกมากที่สุดนอกจากคดียาเสพติดแล้ว ก็คือคดีทวงคืนผืนป่า คดีทวงคืนที่ดิน ต่อสู้เรื่องที่ดินกับกรมป่าไม้ กรมอุทยานฯ ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ ที่สาธารณะของกระทรวงมหาดไทยฯ สิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุดอย่างเรื่องที่ดินยังคงเป็นปัญหาที่คนจนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ยังเข้าไม่ถึง ที่ดิน 80% อยู่ในมือของคนแค่ 10% ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำขนาดนี้จะอยู่กันอย่างไรต่อไป

“ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำขนาดนี้จะอยู่กันอย่างไร ไม่ต้องไปโทษโควิดเลย ประเทศที่เหลื่อมล้ำมากที่สุดอย่างประเทศไทย ประเทศที่มีการรัฐประหารสำเร็จมากที่สุด ประเทศที่มีรัฐธรรมนูญเยอะที่สุดขนาดนี้ คุณเจอโควิดเข้าไปแล้วคุณจะเหลืออะไร ประเทศมันล้มเหลวมาตั้งนานแล้ว” พิธากล่าว

ยัน “ก้าวไกล” คือบทสองของ “อนาคตใหม่” ย้ำภารกิจร่วมของพรรค-ประชาชนสู่สังคมไทยที่ก้าวหน้า

จากนั้น พิธาได้กล่าวปิดท้ายโดยถึงการก้าวต่อไปของพรรคก้าวไกล โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลยังเชื่อว่าการเมืองคือเรื่องของความเป็นไปได้ ตั้งแต่ทำการเมืองมาสองปี ตนได้ยินคำว่า “เป็นไปไม่ได้” บ่อยที่สุด ตนได้ยินว่าการไม่มีหัวคะแนนและบ้านใหม่ เป็นไปไม่ได้หรอกที่จะได้ ส.ส.เขตมา เป็นไปไม่ได้ที่จะได้ ส.ส.มากกว่า 20 คน เป็นไปไม่ได้ ส.ส.ใหม่จะอภิปรายได้ดี เป็นไปไม่ได้ที่จะขับเคลื่อนอะไร แก้ไขปัญหาบ้านเมืองในกรรมาธิการได้ พอยุบพรรคก็บอกว่าพอไม่มีธนาธร-ปิยบุตร เป็นไปไม่ได้ที่จะขับเคลื่อนไปต่อได้ แต่ทั้งหมดนี้เราพิสูจน์มาหมดแล้วว่า “เป็นไปได้”

พรรคเรายังมีดาวกระจายอีกหลายคนที่เมื่อรวมตัวกันเมื่อไหร่ ส่องสว่างไม่แพ้ดาวฤกษ์ของพรรคอนาคตใหม่แน่่นอน เป็นไปได้ที่ประชาชนที่อยู่ที่นี่ถือเทียนคนละเล่ม จะสว่างพอๆกับดาวฤกษ์ของพรรคอนาคตใหม่ที่เขาตัดสิทธิออกไปได้ เมื่อพรรคก้าวไกลกับสมาชิกที่อยู่ที่นี่รวมกันกับประชาชน แสงสว่างในความมืด ในยามที่ประเทศไทยมืดที่สุดยังสว่างขึ้นมาได้

“พวกเราต้องเชื่อแบบนั้น นี่คือการเมืองแห่งความเป็นไปได้ นี่คือการเมืองแบบมีความหวัง ไม่ใช่การเมืองแบบมีความกลัว ตราบใดก็ตามที่ผมหันหลังไป แล้วยังเห็นพวกท่านอยู่ พวกผมไม่มีวันถอย พวกผมไม่มีวันยอมแพ้ เพราะตราบใดที่เราหันไปแล้วเรายังมีกันและกันอยู่ มีพวกผมไม่มีพวกท่านทำอะไรไม่ได้ นี่คือการต่อสู้ของพวกท่านทุกคนด้วย เพราะฉะนั้น มาวันนี้ มายืนยันว่าพรรคก้าวไกลคือบทที่สองของพรรคอนาคตใหม่ ยังเป็นพรรคที่ไม่ใช่พรรคชั่วคราวอย่างที่ใครพูดกัน นี่คือพรรคที่มีความตั้งใจที่จะเป็นสถาบันหลักของการเมืองไทยไปอีกตราบนานเท่านาน เท่าที่ประชาชนยังต้องการเราอยู่ ถ้าพวกท่านยังต้องการผมอยู่ พวกผมก็ยังจะยืนอยู่กับท่าน เป็นสถาบันหลักที่พาประเทศไทยออกจากวิกฤตินี้ ไปสู่อนาคตที่ก้าวไกลกว่า ที่ก้าวหน้ากว่า ที่ประเทศไทยเป็นของคนทุกคน ที่ระบบเศรษฐกิจทำงานให้กับคนทุกคน ไม่ใช่แค่นายทุนอย่างเดียว ที่ประชาชนอยู่เสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย แล้ววันนั้นจะเป็นวันที่เราปลี่ยนประเทศไทยและเปลี่ยนโลกนี้ด้วยกัน” พิธากล่าวปิดท้าย

'ปดิพัทธ์' ชี้พัฒนาการทางการเมืองถดถอย - เลือกตั้งท้องถิ่นร้างกว่า 10 ปี - คุกคามประชาชนเกิดขึ้นทุกวัน-ย้ำชุมนุมคือสิทธิพื้นฐานที่มิอาจคุกคามได้

โดยในส่วนของ ปดิพัทธ์ ได้ขึ้นเปิดเวที กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ความเกี่ยวพันกับปัญหาในจังหวัดพิษณุโลก และมุมมองของตนและพรรคก้าวไกลในการหาทางออกจากปัญหาในปัจจุบัน โดยระบุว่าในบทบาทของตน นอกจากการเป็นผู้แทนจากจังหวัดพิษณุโลก ที่นำปัญหาของชาวพิษณุโลกไปหารือกับฝ่ายนโยบายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ตนยังอยู่ในในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯด้วย 

ซึ่งจากบทบาทในส่วนนี้ ทำให้ตนได้เห็นว่าการพัฒนาการเมืองของเราถดถอยไปเยอะมากตั้งแต่หลังรัฐประหารที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเรื่องของการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งตนติดตามขอความคืบหน้ากับส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และกระทรวงมหาดไทยมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน มาจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีวี่แววว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดขึ้นเลย

ผ่านมาเกือบหนึ่งปีวันนี้ การเลือกตั้งท้องถิ่นที่เราไม่ได้เลือกมากว่า 10 ปีแล้วได้ถูกพรากไปจากเรา เหมือนกับที่การเลือกตั้งทั่วไปถูกพรากไปจากมือเรามาก่อนหน้านี้ และที่สำคัญ แม้การเลือกตั้งท้องถิ่นไม่มีมากว่า 10 ปีแต่งบประมาณยังคงไหลลงมาตลอด มาอยู่ในมือของใครก็ไม่รู้ที่ประชาชนไม่ได้เลือกมา

นอกจากนี้ จากสถานการณ์การเรียกร้องของนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนที่เรียกร้องการปฏิรูป รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และสังคมที่ดีในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้เห็นถึงการถดถอยของการพัฒนาการเมือง จากกรณีการถูกคุกคามสิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นทั่วประเทศในขณะนี้

“การเรียกร้อง การชุมนุมทางการเมืองเป็นวัฒนธรรมทางประชาธิปไตย วันหลังถ้าผมเป็นรัฐบาลแล้วทำตัวห่วย พี่น้องก็จัดชุมนุมที่นี่แล้วด่าผมได้ อำนาจเป็นของประชาชน หนึ่งเสียงของพวกท่านมีอำนาจในการตรวจสอบผู้แทนของท่าน และเงินภาษีที่ท่านตื่นมาแต่เช้าจนนอนแล้วหายไปทุกวัน ท่านก็มีสิทธิไปทวงคืน นี่คือสิทธิทางการเมืองที่เจ้าหน้าที่มาจับเราไม่ได้ เจ้าหน้าที่มาคุกคามเราไม่ได้” ปดิพัทธ์ล่าว

ปดิพัทธ์กล่าวต่อไปว่า แต่อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงปรากฏว่ายังคงมีการจับกุมคุกคามประชาชนเกิดขึ้นทุกวัน ซึ่งในส่วนนี้กรรมาธิการของตนก็จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ให้วัฒนธรรมประชาธิปไตยได้รับความเคารพ

'วิโรจน์' ยกกรณีเรือดำน้ำ เครื่องพิสูจน์ชนักปักหลัง ส.ส.ฝ่ายรัฐบีบโหวตซื้อ - ชี้ตรวจสอบงบกองทัพไม่ใช่ “ชังชาติ” - ย้อนถามสำนึกกองทัพประชาชนค่นแค้นยังจะซื้ออาวุธอีกหรือ

ด้านนายวิโรจน์ ได้ขึ้นแลกเปลี่ยนสถานการณ์ในปัจจุบันเช่นกัน โดยกล่าวถึงกรณีของการจัดซื้อเรือดำน้ำที่กำลังเป็นประเด็นในปัจจุบัน โดยระบุว่าเป็นสภาพที่ตนเข้าใจ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหลายคน ว่าอยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถ้าทำท่าทีกระด้างกระเดื่อง ไม่ยอมทำตามสิ่งที่เจ้าของพรรคต้องการขึ้นมาก็จะถูกนำคดีความในอดีต ที่เป็นข้อต่อรองดึงมาร่วมพรรครัฐบาลกลับมาเล่นงาน

เหมือนกับในนิยายจีนเรื่อง “กระบี่เย้ยยุทธจักร” ที่เจ้าสำนักพรรคมาร “ตงฟางปุ้ป้าย” บังคับให้สาวกกินยาสามซากกร่อนสมอง บังคับให้สวามิภักดิ์ แล้วสาวกทุกคนต้องมาชุมนุมที่ผาไม้ดำทุกคืนวันเพ็ญเดือน 8 ของทุกปีเพื่อรับยาคลายพิษ หากกระด้างกระเดื่องหรือไม่มาแสดงความสวามิภักดิ์ทุกปีก็จะต้องตายในที่สุด นี่เหมือนกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในพรรคการเมืองบางพรรคทุกวันนี้ไม่มีผิด

ทั้งนี้ ตนขอยืนยันว่าการซื้อเรือดำน้ำไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย แต่ต้องไม่ซื้อตอนนี้ ตอนนี้ต่างประเทศมีโดรนใต้น้ำใช้กันแล้วในราคาร้อยล้าน เพื่อเอามายิงเรือดำน้ำราคาหมื่นล้าน ความมั่นคงในยุคสมัยนี้เปลี่ยนรูปแบบไปมากแล้ว เทคโนโลยีความมั่นคงก้าวหน้าไปกว่าเดิม การเสริมสร้างความมั่นคงต้องทำในลักษณะที่สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนไป

เมื่อตนออกมาตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพในลักษณะนี้ ก็จะถูกฝ่ายกองทัพ โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบก โจมตีว่าเป็นพวก “ชังชาติ” แต่คำถามของตนก็คือในวันที่ประเทศไทยยังเต็มไปด้วยถนนลูกรัง ไม่มีการขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพ สวัสดิการยังเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่ในประเทศ สาธารณูปโภคยังเข้าไม่ถึงคนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ขาดโอกาสในสังคม สภาพเช่นนี้กองทัพยังคงใช้งบประมาณมหาศาลไปในการซื้ออาวุธที่ไม่มีประโยชน์ ตนจึงขอถามว่าการที่ตนตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทัพเป็นเรื่องชังชาติอย่างนั้นหรือ

“แล้วผมต้องรักชาติด้วยการปล่อยให้คุณลากงบ 22,500 ล้านไปกินในน้ำเหรอ? คุณจะซื้อเครื่องบิน VIP ผมถามไม่ได้เลยเหรอว่าใครจะขึ้นเครื่องบินลำนี้บ้าง 1,348.5 ล้านบาท ผมถามไม่ได้เหรอว่าคุณจะซ่อมบำรุงอัพเกรด C-130 ทำไมต้องเป็นวาระลับ ทำไมเป็นวาระเปิดเผยใน ครม.ไม่ได้เหรอ? ผมจะตรวจสอบงบตัวนี้ไม่ได้เหรอ? คุณส่งทหารไปฝึกที่ฮาวายใช้งบประมาณเท่าไหร่ผมถามไม่ได้เหรอ? ยานเกราะล้อยางสไตรค์เกอร์ ปืนวิถีโค้ง ฯลฯ ผมถามไม่ได้เหรอ? เขาบอกว่าไม่ได้ เป็นเรื่องของความมั่นคง… ความมั่นคงที่เรากลัวที่สุดในวันนี้คือความมั่นคงด้านสาธารณสุข วัคซีนล่ะ งบประมาณเรามีไหม? เศรษฐกิจที่เรากำลังจะตกต่ำล่ะ คนตกงานที่กำลังจะหางานและเด็กจบใหม่หลายคนที่กำลังจะหลุดออกนอกระบบการศึกษาเพราะเขายากจน วันนี้ที่กรุงเทพหลายคนที่เป็นคนใช้ชีวิตในโรงแรง โอทีไม่มี ทำสามวันหยุดสี่วัน รายได้หดหาย เขาเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือ ต้องการงบประมาณจากภาครัฐ ผมทำใจไม่ได้” วิโรจน์กล่าว

 

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์