'รุ้ง' ยื่นหนังสือชี้คำสั่งไม่ให้ประกัน 4 แกนนำราษฎร ละเมิดสิทธิมนุษชนและรัฐธรรมนูญ

'รุ้ง ปนัสยา' เวียนยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ กระทรวงยุติธรรม สตช. ศาลอาญา และสำนักนายกฯ ชี้คำสั่งศาลไม่ให้ประกันตัวพริษฐ์ ชิวารักษ์, อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข และปติวัฒน์ สาหร่ายแย้มเป็นการละเมิดสิทธิและยังผิดหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

ภาพจาก iLaw

ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง) ภาพจาก iLaw

16 ก.พ.2564 เวลา 10.00 น. ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล (รุ้ง) แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เดินทางมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ อาคาร A ศูนย์ราชการเพื่อทำกิจกรรมอ่านจดหมายเปิดผนึกถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เรียกร้องให้ผู้มีที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมมีความเป็นกลางในการพิจารณาและดำเนินคดีความ โดยพึงระลึกถึงประชาชน เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และให้ตั้งมั่นอยู่บนพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรม

10.20 น. ปนัสยาได้อ่านจดหมายเปิดผนึก จดหมายดังกล่าวเรียกร้องให้มีการสามารถประกันตัวผู้ต้องหาตามสิทธิและดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมแห่งกฎหมาย ซึ่งการไม่ให้ประกันตัว

จากนั้นปนัสยาให้สัมภาษณ์ต่อถึงกระบวนการขั้นตอนการประกันตัว ซึ่งตามหลักสากลหากยังไม่มีการตัดสินสิ้นสุด ให้ตั้งไว้ก่อนว่าผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์มีสิทธิ์ประกันตัวได้ แต่ศาลอนุมานว่าหากปล่อยไปอาจกระทำผิดซ้ำ ซึ่งหากพูดแบบง่ายๆคือศาลไปตัดสินพวกเขาว่าผิดแล้วหรือ จึงได้ออกมาพูดในลักษณะเช่นนั่น และกล่าวถึงการชุมนุมวันที่ 13 ก.พ.2564 ที่ไม่สามารถควบคุมมวลชนได้ พร้อมกล่าวขอโทษ แต่จะยึดมั่นในแนวทางเดิม

10.45 น. ปนัสยายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านเจ้าหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ และหลังจากนี้ปนัสยาจะเดินทางไปตามสถานที่ดังนี้ ตามลำดับ ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม ศาลอาญารัชดา สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักนายกรัฐมนตรี

จดหมายเปิดผนึก 

ถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม 

เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาชาวโลกว่า การเคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ทวีความ เข้มข้นขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะนับตั้งแต่กลางปี 2563 เป็นต้นมา ประชาชนจํานวนมหาศาลได้ก้าวออกมาร่วมกัน ชุมนุมโดยสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อส่งเสียงเรียกร้องไปยังรัฐบาลและผู้มีอํานาจ ถึง ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงดังนานาอารยประเทศ ต้องการที่ จะเห็นความเป็นธรรมในสังคมไทย อันหมายถึงความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีและโอกาสของประชาชนทุกคน ภายใต้ข้อ เรียกร้อง 3 ข้อคือ (1) ขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และองคาพยพ (2) แก้ไขรัฐธรรมนูญ และ (3) ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตย 

แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาชาวโลกอีกเช่นกันว่า รัฐไทยได้เลือกที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงและเกินกว่าเหตุ ไม่ว่าจะเป็นการใช้กําลังประทุษร้าย การใช้กระบอง กระสุนยาง แก๊สน้ำตา และรถฉีดน้ําแรงดันสูง มาตอบโต้ และปราบปรามผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ ไม่เว้นแม้ใจกลางเมืองหลวงและต่อหน้าสื่อมวลชน หลายครั้งหลายหน 

ยิ่งไปกว่านั้น คือการจับกุมผู้ปราศรัยและผู้ชุมนุมเป็นจํานวนมากอย่างต่อเนื่อง และบ่อยครั้งด้วยวิธีการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น จับกุมและควบคุมตัวไปยังกองบังคับการตํารวจตระเวนชายแดน ภาค 1 (บก.ตชด.1) แทนที่จะเป็นสถานีตํารวจในพื้นที่ การปฏิเสธให้ทนายและญาติเข้าร่วมการสอบสวน รวมถึงการตั้งกล่าวข้อหาที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 หรือ “ข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคง” และ มาตรา 112 ที่รู้จักกันดีในนาม “ข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์” ซึ่งอัตราโทษสูงอย่างเกินกว่าเหตุ 

และที่เลวร้ายและขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนอย่างมากก็คือ การปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาในระหว่างการดําเนินคดี ตั้งแต่กรณีล่าสุดคือการปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ นายอานนท์ นำภา นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และนายปติวัฒน์ สาหร่ายแย้ม ที่ถูกกล่าวหาด้วยมาตรา 112 เป็นเหตุ ให้ทั้ง 4 คน ยังคงถูกจองจําอยู่ในเรือนจําพิเศษกรุงเทพฯ จวบจนนาทีนี้ 

ทั้งที่ตามหลักการ “Presumation of Innocence” ซึ่งใช้ในกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าในคดีอาญาระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด ให้อนุมานว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือจําเลยนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีความผิดและ “จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทําความผิดมิได้” ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ แม้แต่ ฉบับปัจจุบันซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย ก็ยังให้การรับรองสิทธินี้เอา ไว้ในมาตรา 29 วรรค 2 อย่างชัดเจนว่าเป็นสิทธิของปวงชนชาวไทย 

การที่ศาลปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวโดยให้เหตุผลว่าทั้ง 4 คน “มีพฤติกรรมที่อาจกระทําความผิด” ซึ่งเป็นการ “พิพากษาล่วงหน้า” ว่าจําเลยได้กระทําความผิดจริงและอาจทําซ้ำนั้น จึงขัดต่อหลักการ “Presumption of Innocence” และเป็นการละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญของจําเลยทั้ง 4 คนอย่างชัดเจน 

ยิ่งไปกว่านั้น การที่ศาลปฏิเสธสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจําเลยตาม มาตรา 112 ให้จองจําเอาไว้อย่างไม่เป็นธรรม ทั้งที่คดียังไม่ได้เริ่มการไต่สวนทั้งที่ผู้ต้องหาไม่มีพฤติกรรมที่จะหลบหนี ในขณะที่ ยังคงให้สิทธิ์ในการประกันผู้ต้องหาหรือจําเลยในคดีอาญาอื่น ๆ ที่มีอัตราโทษรุนแรง เช่น ต้องหาว่าฆ่าคนตายโดย เจตนา จึงอาจนําไปสู่การสร้างมาตรฐานอันไม่ชอบธรรม นั่นคือ ผู้ต้องหาในความผิดหมิ่นประมาทกษัตริย์มีความ เสียงที่จะไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวมากกว่าคดีอาญาอื่น ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน รวมถึงผู้ที่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์แล้ว ยังทําลายเกียรติภูมิของศาล และกระบวนการยุติธรรมไทยให้ย่อยยับลง จนอาจถูกติฉินจากนานาอารยประเทศว่า ตกเป็นเครื่องมือทางการ เมืองภายในประเทศจนละทิ้งศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิ 

เพื่อธํารงไว้ซึ่งเกียรติภูมิของศาล และความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนต่อหน่วยงานในกระบวนการ ยุติธรรม “เรา” ในนามของ “ราษฎร” ขอเรียกร้องให้มีการอนุญาตให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน และผู้ต้องหาใน คดีที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวเรียกร้องทางการเมืองทั้งหมด 

และขอเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญา สํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรม และ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยง ธรรม และคํานึงถึงเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งจะมีได้ก็ต่อเมื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตต่อประชาชนเท่านั้น 

แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม

แสดงความคิดเห็น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์