‘พิจารณ์ ก้าวไกล’ เปิดโกงกองทัพกินทั้งกางเกงในยันรถบัส ปฏิรูปกองทัพล้มเหลว

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "พิจารณ์ ก้าวไกล"เปิดการทุจริตในกองทัพทั้งการจัดซื้อเสื้อผ้าจนถึงยุทโธปกรณ์ ไปจนถึงการเอาที่หลวงไปทำสนามกอล์ฟและเอื้อประโยชน์ทุนทำเหมืองหิน ปัญหาการลงโทษพลทหารใหม่จนตายก็ยังมี จนเหตุการณ์กราดยิงที่โคราชผ่านมาแล้ว 1 ปี สัญญาปฏิรูปกองทัพไม่มีอะไรคืบหน้า

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์

16 ก.พ. 2564 ทีมสื่อพรรคก้าวไกลรายงานว่า รัฐสภา พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ร่วมอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล โดยอภิปรายกล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีความล้มเหลวและบกพร่องในการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ปล่อยปะละเลยในการกำกับดูแลหน่วยงานภายใต้กระทรวงกลาโหม จนทำให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติ

กราดยิงโคราชผ่านไป 1 ปี ปฏิรูปกองทัพยังไร้ความคืบหน้า

พิจารณ์ อภิปรายว่า หน่วยงานที่มีภารกิจด้านความมั่นคงอย่างกองทัพบก กลับสร้างความไม่มั่นคงและเป็นต้นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรม ‘กราดยิงโคราช’ ซึ่งหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้คือการที่นายทหารชั้นผู้น้อยถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรมโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งข้อมูลจากนายทหารชั้นผู้น้อยที่ขอปกปิดตัวตนผ่านสื่อมวลชนระบุว่ามีการโกงในลักษณะเดียวกันไม่ต่ำกว่า 1,000 กรณี เฉพาะในจังหวัดโคราช ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 มีทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกโกงเงินไม่ต่ำกว่า 400 นาย คือความฉ้อฉลในกองทัพ ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมละเลย ไม่มีการสืบสวนขยายผล

หลังเกิดเหตุการณ์กราดยิงโคราช อดีต ผบ.ทบ. พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ได้ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ขึ้น แต่สุดท้ายก็มีกรณีของ ส.อ. ณรงค์ชัย อินทรกวี หรือ ‘หมู่อาร์ม’ ที่ออกมาร้องเรียนผ่านศูนย์ดังกล่าวว่ามีการทุจริตในหน่วยงานศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์ สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก แต่เรื่องร้องเรียนกลับไม่ได้ถูกส่งตรงไปยัง ผบ.ทบ.ดังคำโฆษณากล่าวอ้าง แต่กลับถูกส่งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด ทำให้หมู่อาร์มต้องถูกกลั่นแกล้ง ข่มขู่ คุกคามจากผู้บังคับบัญชา พยายามปิดปาก จนสุดท้ายหมู่อาร์มจึงตัดสินใจหนีทหาร และนำมาซึ่งการร้องเรียนต่อ กมธ.กฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด ซึ่งทั้งกรรีหมู่อาร์มและจ่าจักรพันธ์ในเหตุการณ์กราดยิงโคราชเป็นสิ่งที่ทหารชั้นผู้น้อยต้องเผชิญไม่ต่างกัน

“พล.อ.ประยุทธ์ ต้องตอบคำถามว่า ท่านจะสร้างความมั่นใจให้กับชาวไทยได้อย่างไรว่าโศกนาฏกรรมแบบที่เกิดที่โคราชจะไม่เกิดซ้ำขึ้นอีก ท่านจะมีกระบวนการอำนวยความเป็นธรรมให้กับนายทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกผู้บังคับบัญชาเอารัดเอาเปรียบ บังคับกดขี่ข่มเหงอย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาระบบศักดินาอำนาจนิยมในกองทัพ ที่มองคนไม่เท่ากันระหว่างนายทหารสัญญาบัตร และนายทหารชั้นประทวนอย่างไร ขอย้ำว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนนี้ ต้องหยุดยกตัวเหนือปัญหาได้แล้ว ถ้ายังไม่สามารถให้นโยบายสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม ในการแก้ไขปัญหานี้ ก็ลาออกไปแล้วให้คนอื่นเข้ามาทำแทน” พิจารณ์ กล่าว

ใครจะกล้าสมัครทหารถ้าซ่อมทหารใหม่ตายทุกปี

พิจารณ์ได้อภิปรายต่อ ถึงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกองทัพ รวมถึงกรณีพลทหารเสียชีวิตในค่ายที่เกิดขึ้นซ้ำซากทุกปี โดยระบุว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีคำสั่งให้กองทัพบกเปิดรับสมัครทหารกองประจำการแบบสมัครใจผ่านระบบออนไลน์ รับชายไทย ที่มีอายุ 18-29 ปี และให้สิทธิ์เลือกหน่วยทหารที่ตนเองสังกัดโดยไม่จำกัดภูมิลำเนาทหาร เพิ่มสิทธิประโยชน์ ให้มีสิทธิ์สอบเข้าเป็นนักเรียนนายสิบในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น เพื่อจะสร้างแรงจูงใจให้มีคนมาสมัครทหารเพิ่มขึ้น เพราะน่าจะทราบถึงการเรียกร้องให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหารที่เพิ่มขึ้น

พิจารณ์กล่าว่าแต่ถ้ายังไม่แก้ไขในเรื่องความเป็นทหารอาชีพ ไม่ใช่เป็นทหารรับใช้ ไม่แก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกองทัพ ไม่ปรับปรุงเรื่องสวัสดิการและค่าตอบแทน รวมทั้งสิ่งที่สำคัญที่สุด คือสวัสดิภาพและความปลอดภัยของทหารเกณฑ์ก็คงไม่สำเร็จ เฉพาะแค่ในปี 2563 ปีที่แล้วปีเดียว มีพลทหารเสียชีวิตในค่ายทหารถึง 6 คน ที่ปรากฏเป็นข่าว

สิ่งนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีการสอบสวนนำไปสู่การลงโทษเฉพาะบุคคล แต่ไม่เคยมีนายทหารระดับผู้บังคับบัญชาต้องรับผิดชอบกับชีวิตที่สูญเสียไป พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบกถึง 4 ปี ต้องตอบคำถามนี้ด้วยตนเองว่า จะมีแนวทาง แก้ไข ปรับปรุง ไม่ให้เกิดเหตุการณ์พลทหารเสียชีวิตในรั้วกองทัพอีกได้อย่างไร

ทั้งนี้ อดีตพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล ได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติรับราชการทหารฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อผลักดันเรื่องการลดกำลังพลให้เหมาะสมกับภารกิจ, ยกเลิกระบบทหารรับใช้, เพิ่มเส้นทางโอกาสความก้าวหน้าของพลทหารในการมีสิทธิ์สอบชั้นสัญญาบัตร รวมถึงเพิ่มสวัสดิการระหว่างที่เป็นทหารกองประจำการ

“แต่น่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปัดตก ไม่แม้แต่จะให้สภาผู้แทนราษฎร ได้นำขึ้นมาพิจารณา ไม่ว่าข้อเสนอของพรรคก้าวไกลจะถูกหรือผิดก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือการนำข้อเสนอและทางเลือกต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลในสภาแห่งนี้ ไม่ใช่ทำให้ข้อเสนอต่างๆ เป็นหมันไปตั้งแต่เริ่มต้น เอาเป็นว่าผมเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ เลยแล้วกัน ว่าให้เอาไอเดียของพวกผมไปร่างเป็น พ.ร.บ.ใหม่เป็นฉบับของ ครม. แล้วค่อยนำเสนอเข้าสู่สภาแห่งนี้ก็ได้ พวกผมไม่หวงห้าม ไม่มีค่าลิขสิทธิ์” พิจารณ์กล่าว

ทำ ‘สวัสดิการ’ สนามกอล์ฟให้นายพลไปตี แต่ทหารประทวนต้องขายข้าวแกงเลี้ยงชีพ

พิจารณ์อภิปรายต่อไป ว่าหลังโศกนาฎกรรมกราดยิงโคราช หนึ่งในคำสัญญาปฏิรูปกองทัพคือ การจัดการกับกองทัพพาณิชย์ ที่เกี่ยวพันกับสวัสดิการกองทัพและการใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุ ไม่ว่าจะเป็นสนามม้า สนามมวย สนามกอล์ฟ สถานพักตากอากาศ ที่ล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนที่ราชพัสดุ เฉพาะที่กระทรวงกลาโหมถือครองอยู่ คิดเป็นจำนวน 6.25 ล้านไร่ หรือครึ่งหนึ่งของที่ราชพัสดุทั้งหมดที่มี เฉพาะของกองทัพบก ถือครองที่ราชพัสดุอยู่ 4.7 ล้านไร่ คำถามก็คือว่า ครึ่งหนึ่งของที่ราชพัสดุทั้งประเทศที่กระทรวงกลาโหมครอบครองอยู่ แล้วถูกนำมาใช้ประโยชน์เพื่อสวัสดิการทั้งในเชิงภายในและเชิงธุรกิจได้ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างคุ้มค่าต่อประเทศชาติหรือไม่ เพราะดูเหมือนกองทัพบกไม่ได้สนใจที่จะมีการจัดการที่ราชพัสดุให้เป็นไปตามที่กฎหมายใหม่กำหนดเลย จนกระทั่งหลังเหตุการณ์กราดยิงโคราช กองทัพบกถึงค่อยมาลงมือจัดการเรื่องธุรกิจกองทัพบนที่ราชพัสดุ

“เมื่อวันที่ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา สำนักข่าวออนไลน์ The Matter ออกมาเปิดเผยข้อมูล ว่าได้ใช้ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพียรพยายามขอข้อมูลผลประกอบการย้อนหลังของธุรกิจกองทัพเหล่านี้กว่า 10 เดือน แต่สุดท้ายที่ได้รับมาเป็นเพียงรายได้เฉลี่ยของกิจการต่างๆ ได้แก่ สถานพักตากอากาศ 5 แห่ง สนามกอล์ฟ 36 แห่ง สนามมวย 1 แห่ง สนามม้า 1 แห่ง แถมยังไม่มีการให้ข้อมูลของสนามมวยอีก 3 แห่ง และสนามม้าอีก 1 แห่ง ที่ใช้ข้ออ้างว่าปิดตัวไปแล้ว นี่คือการอำพรางตัว ไม่ยอมเปิดเผยงบการเงินของกิจการเหล่านี้ย้อนหลัง เปิดเพียงรายได้เฉลี่ย 5 ปี 724 ล้านบาท และมีรายจ่ายเฉลี่ย 5 ปี 649 ล้านบาท เห็นได้ชัดว่าไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ซ้ำยังสะท้อนให้เห็นถึงความด้อยประสิทธิภาพในการสร้างผลประโยชน์ เพราะนี่น่าจะเป็นการใช้ที่ดินราชพัสดุเกือบถึง 1 ล้านไร่ แต่เมื่อเอารายได้เฉลี่ยมาหักลบกับรายจ่ายเฉลี่ย มีผลต่างเพียง 75 ล้านบาทเท่านั้น แปลว่าที่ดิน 1 ล้านไร่ ได้กำไรคร่าวๆ 75 ล้านบาท ตกไร่ละ 75บาท เท่านั้น นอกจากนั้น การอ้างว่าเป็นการใช้ที่ราชพัสดุ เพิ่มสวัสดิการภายใน อย่างสนามกอล์ฟ 33 แห่ง จาก 36 แห่ง แปลว่า 33 แห่งนี้ ไม่ต้องทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์”

พิจารณ์ กล่าวว่า การมีสนามกอล์ฟมากถึง 33 สนาม เป็นเพียงสวัสดิการให้กับนายพลหรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ไปตีกอล์ฟเท่านั้นไม่ใช่ของกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ เคยตระหนักถึงต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สูญไปกับที่ดินเหล่านี้บ้างหรือไม่ การกระจายตัวของสวัสดิการเป็นไปอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมหรือไม่ เคยลงไปดูหรือไม่ว่านายทหารชั้นประทวนมีความเป็นอยู่กันอย่างไร เงินแต่ละเดือนที่ออกมาหลังหักหนี้สวัสดิการแล้วเหลือใช้เท่าไหร่ เคยได้ยินที่เขาสะท้อนหรือไม่ว่า ‘เงินหมด ยศยังอยู่กับที่’ นายทหารเหล่านี้ต้องมีอาชีพเสริม ขับแท็กซี่บ้าง ขับวินบ้าง เป็นการ์ดตามผับตามบาร์ และมากที่สุดก็ขายข้าวหน้าแฟลต มีชีวิตต้องดิ้นรนขนาดนี้ แล้วยังถูกบังคับ ขู่เข็ญ ให้สมรู้ร่วมคิดทำผิดกฎหมาย ให้มาเซ็นชื่อรับเบี้ยเลี้ยง แต่เงินเข้ากระเป๋านาย สวัสดิภาพของนายทหารชั้นประทวนเหล่านี้ อดีตผบ.ทบ.ที่อยู่ในตำแหน่งถึง 4 ปี วันนี้มาเป็นรมว.กลาโหมแล้ว เคยคิดจะแก้ไขบ้างหรือไม่

กองทัพครองที่ราชพัสดุ เปิดช่องเอื้อประโยชน์เอกชน

พิจารณ์ยังกล่าวอีก ว่าความไม่โปร่งใสในการใช้ที่ดินราชพัสดุไม่ได้มีเพียงกองทัพบกเท่านั้น แต่กองทัพเรือเองก็มีประเด็นเช่นกัน ซึ่งในกรณีของกองทัพเรือนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ที่ราชพัสดุในเชิงธุรกิจ ที่ขอเรียกว่า ‘สวัสดิการเชิงธุรกิจแบบสัมปทาน’ ในโครงการทำเหมืองหินและโรงโม่หิน

ที่ตั้งของโครงการดังกล่าว อยู่ที่เขาวังปลา อ.สัตหีบ บนเนื้อที่ 208 ไร่เศษ โดยมีพฤติกรรมเอื้อผลประโยชน์ให้เอกชนรายหนึ่ง จนเชื่อได้ว่าต้องมีการแบ่งปันผลประโยชน์กับนายทหารระดับ พล.ร.อ.อย่างแน่นอน และพล.อ.ประยุทธ์จะปฏิเสธไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้

ตั้งแต่ปี 2556 กองทัพเรือได้ขอประทานบัตรเหมืองหินเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้าง จากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ โดยมีอายุสัมปทานทั้งสิ้น 10 ปี ซึ่งจะไปสิ้นสุดลงในเดือนธันวาคมปี 2566 โดยกรมสวัสดิการกองทัพเรือได้ทำสัญญาแบบปีต่อปีกับเอกชนรายหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2557-2561

จนมาในปี 2562 ทางกรมสวัสดิการกองทัพเรือ ที่มี อดีต ผบ.ทร. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เป็นประธาน ก็มีการอนุมัติ ให้เอกชนรายใหม่เข้ามาดำเนินการแทน เหตุที่เลือกรายใหม่นี้ ก็เพราะว่ามีการเสนอผลประโยชน์ให้กับทางกองทัพเรือได้ดีกว่ารายเดิมมาก เช่น จะเพิ่มกำลังการผลิตหินให้มากกว่าเจ้าเดิม, จะให้ผลตอบแทนจากการผลิตหินที่มากกว่า, รวมทั้งข้อเสนอในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม การดูแลผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ, อีกทั้งยังเสนอที่จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายและดำเนินการด้วยตัวเอง ในการขอเพิ่มกำลังการผลิตจาก กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่

แต่ปรากฏว่า หลังดำเนินการไปได้ 1 ปี เอกชนรายนี้กลับไม่สามารถทำได้ตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ เมื่อถึงตรงนี้ หากเราเป็นสวัสดิการกองทัพเรือ ก็ต้องปรับเงิน 40 ล้านบาท พร้อมยกเลิกสัญญา และหาเอกชนรายใหม่ที่มีศักยภาพที่ดีกว่ามาดำเนินการแทน แต่กรมสวัสดิการกองทัพเรือกลับให้เอกชนรายนี้ต่อสัญญาเป็นปีที่สอง ส่วนหนี้ 40 ล้านบาทก็ให้ผ่อนชำระ 38 งวด โดยจ่ายงวดที่หนึ่ง 5 ล้านบาท แถมยังไม่มีการคิดดอกเบี้ย และไม่มีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกัน กองทัพเรืออ้างว่า หากดำเนินคดี แม้ชนะก็อาจจะไม่มีหลักทรัพย์ให้บังคับคดีได้

“ในทางกลับกัน แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเอกชนรายนี้จะยังมีศักยภาพมากพอ ที่จะดำเนินการตามสัญญาในปีที่สองต่อไปได้ตามสัญญา จากที่ได้ลำดับเหตุการณ์มา ชัดเจนว่า สวัสดิการกองทัพเรือเสียผลประโยชน์ และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบนที่ราชพัสดุ รวมถึงยังน่าจะเป็นการเพิ่มผลประโยชน์ให้กับพลเรือเอกบางคน ซึ่งต้องดำน้ำเก่งแน่นอนครับท่านประธาน เพราะเวลากินหินแล้วตัวจะหนัก ดำน้ำได้นานเป็นพิเศษครับ ก็เพราะแบบนี้ พี่น้องประชาชนถึงได้สงสัยว่า ทำไมเป็นนายพลในบ้านนี้ เมืองนี้ ถึงได้มีทรัพย์สินมากมาย หลังเกษียณราชการแล้ว ร่ำรวยเกินกว่าเงินเดือน รายได้ ตลอดอายุรับราชการทหารรวมกันเสียอีก”

เงินคลังชักหน้าไม่ถึงหลัง ยังมีหน้าซื้ออาวุธเหมือนโปรยเงิน

พิจารณ์ยังอภิปรายต่อไป ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยังล้มเหลวในฐานะนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิดรอบแรก เมื่อช่วงต้นปี 2563 พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. อาจจะพอมีผลงานในการควบคุมการแพร่ระบาดระลอกแรกได้บ้าง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจกลับล้มเหลวในการพยุงเศรษฐกิจที่ตกต่ำ จากการควบคุมการแพร่ระบาดที่เข้มงวดมากจนเกินไป บนความเสียสละของประชาชนคนไทยอย่างมหาศาล อีกทั้งยังปล่อยปะละเลยการดูแลตามแนวชายแดน จนเป็นเหตุให้มีการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติ จนนำมาสู่การแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่ ที่มาซ้ำเติมเศรษฐกิจไทยให้ย่ำแย่ลงไปอีก

จากสิ่งที่ตนกล่าวมาข้างต้น ก่อให้เกิดผลกระทบโดยตรงประการหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่ลดลงอย่างมาก จะเห็นได้ว่าในปีงบประมาณ 2563 ที่ผ่านมา การจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 4 แสนล้านบาท หรือเกือบ 20% ซึ่งเป็นการจัดเก็บรายได้ที่พลาดเป้าครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งที่รัฐบาลไทยเคยประสบมา ซึ่งตนเชื่อว่าในปี 2564 ก็คงเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ต่างจากปี 2563 เท่าใดนัก และยิ่งเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ของปีงบประมาณ 2565 ที่ปรากฎในมติคณะรัฐมนตรี ประกาศเหลือเพียง 2.4 ล้านล้านบาทเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลโดยตรงที่ทำให้งบประมาณแผ่นดินในปี 2565 จำเป็นต้องปรับลดงบประมาณรายจ่ายลงเหลือ 3.1 ล้านล้านบาท

การคาดการณ์จัดเก็บรายได้ที่จะเหลือเพียง 2.4 ล้านล้านบาทนี้ ยังเป็นการคาดการณ์บนสมมุติฐาน ว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Real GDP) อยู่ที่ 3.5% ซึ่งนี่ยังไม่ได้เป็นการคาดการณ์ที่รวมเอาผลของการแพร่ระบาดระลอกใหม่ไปพิจารณาร่วมด้วย ดังนั้นหากจัดเก็บไม่ถึง 2.4 ล้านล้านบาท ทางออกเดียวก็คือต้องกู้จนทะลุเพดาน 60% ของ GDP เพื่อมาโปะส่วนที่ยังขาดอยู่ การกู้ไม่ใช่ปัญหาตราบใดที่รัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระคืน ปัญหาอยู่ที่ว่า กู้มาแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะจัดสรรการใช้จ่ายงบประมาณอย่างไร

นายกรัฐมนตรีต้องกำหนดนโยบายและวิธีการให้หน่วยงานราชการปฏิบัติตามได้แล้ว ว่างบประมาณในปี 2565 จะต้องใช้อย่างคุ้มค่า ต้องนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม และนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อให้ในท้ายที่สุดจะมีรายได้กลับมาสู่รัฐบาลในรูปแบบของภาษีเพียงพอที่จะใช้ชำระหนี้

“ถึงวันนี้ประชาชนเฝ้าติดตามคำตอบว่า พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเอายังไงกับงบประมาณกระทรวงกลาโหม พูดให้ชัด เอาเฉพาะ กลาโหม ที่ท่านดูแลจะใช้จ่ายอย่างไร ในขณะที่ประเทศกำลังประสบความยากลำบากทางการเงินการคลัง ในขณะที่พี่น้องประชาชนกำลังประสบความเดือดร้อนทางการเงิน ในขณะที่หน่วยงานรัฐ ไปไล่บี้ขอคืนเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สร้างความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส ในขณะที่สังคมตั้งคำถามว่า ตกลงแล้ว อาวุธ-ยุทโธปกรณ์ กับ กระดาษทิชชู่ มันไปมีความจำเป็นเหมือนกันได้ยังไง แล้วถ้าทิชชู่หมด เอาน้ำล้างแทนได้หรือไม่” นายพิจารณ์กล่าว

โกงกันตั้งแต่ซื้อกางเกงในทหารใหม่ ซื้อแพงกว่าในShopee

พิจารณ์ยังอภิปรายต่อไปว่า ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมมีการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่โปร่งใส เชื่อได้ว่ามีการทุจริต โกงกินเงินภาษีประชาชน น่าเคลือบแคลงตั้งแต่กางเกงในไปจนถึงเรือดำน้ำ เริ่มต้นตั้งแต่โครงการจัดซื้อชุดลำลองทหารเกณฑ์ ซึ่งเคยมีเพื่อน ส.ส. พรรคก้าวไกล วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อภิปรายประเด็นการจัดซื้อชุดลำลองของทหารเกณฑ์ที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาในท้องตลาด เปรียบเทียบให้เห็นว่า ราคาที่กองทัพตั้งงบประมาณไว้นั้น สูงกว่าที่ขายปลีกกันใน shopee เป็นเงินกว่า 90 ล้านบาท

ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานโดยคำนึงถึงผลประยชน์ของชาติมากกว่าผลประโยชน์ในกระเป๋าเงินของใครบางคนจะต้องสั่งรื้อการจัดซื้อใหม่แล้วจะนิ่งดูดายไม่ได้ แต่มาถึงวันนี้ ตั้งแต่เราเริ่มปีงบประมาณ 2564 เป็นต้นมา มีการจัดซื้อเครื่องแต่งกายเหล่านี้ไปบ้างแล้ว รวมทั้งมีการประกาศการประกวดราคา ปรากฎว่ากองทัพมีการแก้ไขราคากลางให้ถูกลงบางรายการ แต่ก็ยังแพงกว่าราคาขายปลีกอยู่ดี ไล่เรียงกันไปตั้งแต่ เสื้อคอวี ปรับราคากลางลดลงจาก 161.75 บาท เป็น 130บาท แต่ก็ยังคงสูงกว่าราคาใน shopee ที่ขายอยู่ 80บาท เฉพาะรายการนี้ รัฐจ่ายแพงไป เกือบ 39 ล้านบาท กางเกงขาสั้นลำลอง มีการประกาศผู้ชนะการประกวดราคาแล้ว โดยกองทัพซื้อมากว่า 313,000 ตัว ในราคา 365 บาท ถูกกว่าราคากลาง 1 บาท แต่แพงกว่า ที่ขายใน shopee ที่ขายอยู่ 120บาท หากไปรวมที่กำลังจะซื้ออีก 31,700 ตัว จะทำให้รัฐต้องจ่ายแพงไปเกือบ 85 ล้านบาท

รองเท้า Jungle Boot กำลังดำเนินการจัดซื้อ 218,000 กว่าคู่ ในราคา 1,732 บาท ในขณะที่ shopee ขาย 600 บาท สรุปว่าเฉพาะรองเท้า Jungle boot รัฐบาลจ่ายแพงไปเกือบ 250 ล้านบาท

ส่วนรายการที่เหลือ ผ้าเช็ดตัว ผ้าขาวม้า ถุงเท้าต้านแบคทีเรีย มีการปรับลดราคากลางลง แต่ก็ยังแพงกว่าที่ Shopee ขายทั้งสิ้น กางเกงใน จัดซื้อไปแล้ว 13,650 ตัว ในราคา 68.50 บาท ถูกกว่าราคากลาง 80 สตางค์ สรุปรวมความ ชุดลำลอง ทั้ง 7 รายการ ทั้งที่ซื้อแล้วและกำลังดำเนินการ หากเป็นไปตามนี้ รัฐบาลจ่ายเงินไปกว่า 702.4 ล้านบาท แต่หากซื้อตามราคา Shopee จะได้จ่ายเพียง 285 ล้านบาทเท่านั้น แปลว่ารัฐต้องจ่ายแพงกว่าซื้อปลีก 1 ชิ้นใน Shopee ถึง 417 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ควรแก้ตัวว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างหรือเป็นไปตามการจัดซื้อตามราคากลางที่กำหนด หรือว่าที่ราคาถูกเพราะเป็นการผลิตเกินจากคำสั่งซื้อของกองทัพ หรือเพราะเป็นสินค้าตก spec ทางผู้ผลิตจึงเอามาขายในราคาถูก เพราะตนไม่ได้ดูแต่ราคาใน Shopee แต่ได้ไปตรวจสอบขอใบเสนอราคาจากผู้ผลิตในบางรายการแล้ว พบว่า เสื้อคอวี ผ้า TC45 น้ำหนักเสื้อประมาณ 200 กรัม สั่ง 5,000 ตัว ราคา 60 บาท ถูกกว่า Shopee ขายปลีก 20บาท, กางเกงขาสั้นลำลอง ผ้า TR สั่ง 5,000 ตัว ราคา 110 บาท ถูกกว่า Shopee ขายปลีก 10บาท, รองเท้า Jungle Boot สั่ง 5,000 คู่ หนังแท้ ราคา 500 บาท ถูกกว่า Shopee ขายปลีก 100 บาท

“เพราะฉะนั้นต่อประเด็นชุดลำลองนี้ เป็นคำถามที่นายกต้องตอบว่าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ได้อย่างไร ประชาชนสงสัยครับว่าส่วนต่างของราคาที่เกิดขึ้นไปอยู่ที่ใคร วันนั้นคุณวิโรจน์ได้ตั้งคำถาม กางเกงในมีไว้ใส่หรือไว้กิน ปีนี้ ผมเข้าใจแล้วครับว่า สำหรับคนทั่วไปกางเกงในมีไว้ใส่ แต่สำหรับนายกคนนี้กางเกงในมีไว้กินจริงๆ”

พิจารณ์ยังได้อภิปรายต่อ ว่าในกรณีของครุภัณฑ์เครื่องมือช่างก็ยังคงมีการจัดซื้อครุภัณฑ์เครื่องมือช่างที่มีราคาต่ำกว่าล้านของกองทัพเรือ ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด แม้ว่าเพื่อน ส.ส.พรรคก้าวไกลของตน ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล จะได้เคยอภิปรายเรื่องนี้ไปแล้ว ได้แก่ กล้องสำรวจวัดระยะและมุม TOPCON ที่ขายกัน 320,000 บาท แต่กองทัพซื้อ 431,500 บาท, รถยกไฮดรอลิก รุ่นเดียวกันนี้ ขายกัน 38,900 บาท แต่กองทัพซื้อ 91,100 บาท, เครื่องวัดความเร็วรอบ Fluke ที่ขายกัน 18,000 บาท แต่กองทัพซื้อ 24,110 บาท รวมสามรายการ จ่ายแพงกว่าราคาขายปลีกในท้องตลาดคิดเป็น 47%

“พูดให้ชัดว่าทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าเอกชนไม่ได้ขายแพงเอง แต่เอกชนต้องขายแพงตามราคาที่มีใครบางคนต้องการ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผมต้องพูดซ้ำอีกครั้ง ในฐานะที่เป็น ผบ.ทบ.มา 4 ปี พล.อ.ประยุทธ์ปล่อยปะละเลยแบบนี้ได้อย่างไร นี่คือความจงใจที่จะไม่ใส่ใจ งบประมาณจะชักหน้าไม่ถึงหลังอยู่แล้วยังใช้จ่ายแบบนี้ หากเป็นบริษัทเอกชน นอกจากต้องปลดผู้บริหารคนนี้ออกจากตำแหน่ง ยังต้องฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายด้วยซ้ำไป”

พิจารณ์กล่าวถึงการจัดซื้อยุทธภัณฑ์โดยกรมการทหารช่าง ก็พบการทุจริตอีกเช่นกัน โดยมีการจัดซื้อกล้องตรวจการณ์กลางคืนแบบตาเดียว (Night Vision Scope) โครงการนี้เป็นการจัดซื้อมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561-2563 โดยมีผู้ชนะรายเดียวมาตลอด และเป็นเรื่องที่น่าเคลือบแคลง เพราะเป็นการชนะการประมูลที่ราคากลางพอดีที่ 495,000 บาท ตลอด 3 ปีงบประมาณ แม้เงินบาทต่อเงินดอลล่าร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้น 3% จากปี 2561-2563 ทำให้ต้นทุนถูกลง 3% เป็นเงาตามตัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาที่ชนะการประมูลเปลี่ยนแปลงไป ยังคงใช้ราคากลางเดิมมาตลอด 3 ปี

นอกจากนั้น จะเห็นได้ว่าแม้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ไปจนถึงการจัดซื้อครั้งแรกของปีงบประมาณ 2563 จะเป็นแบบ e-bidding หรือใช้การประกวดราคา แต่อีกสามครั้งหลังในปี 2563 เป็นการจัดซื้อเฉพาะเจาะจงทั้งหมด

ที่จริงแล้ว เมื่อวันที่ 6 ก.พ.2563 ได้มีการประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง กล้อง night vision 64 ชุด แบบ e-bidding แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 18-21 กุมภาพันธ์ 2563 ปรากฎว่ามีเอกชนรายใหม่ที่ไม่เคยเข้ามาเสนอราคาเลยตั้งแต่ปี 2561 มาเข้ามาร่วม และได้ส่งหนังสือวิจารณ์ TOR ต่อกรมการช่างทหาร

ใน TOR มีการกำหนดว่าให้แสดงตัวอย่างสินค้าภายใน 5 วันหลังการยื่นเสนอราคา ซึ่งไม่มีใครสามารถทำได้ทัน เพราะการนำเข้าตัวอย่างต้องขอใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ ซึ่งต้องกินเวลา 45 วัน คนที่จะมีตัวอย่างได้ ก็มีแต่เอกชนรายเดิมที่ชนะการประกวดราคามาตลอด 3 ปีติดกันเท่านั้น

ทางเอกชนรายใหม่นี้ยังระบุในเอกสารวิจารณ์อีก ว่าหากกำหนด TOR เช่นนี้ อาจเข้าข่ายปิดกั้นการแข่งขัน และผิดตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างได้ เมื่อกรมการทหารช่างได้รับการวิจารณ์แบบนี้ จึงหยุดโครงการค้างเอาไว้จนจบปีงบประมาณ แต่แล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2563 กรมการทหารช่างก็ได้กลับมาประกาศแผนจัดซื้อใหม่ ด้วยจำนวน 64 ชุดเหมือนเดิม แต่คราวนี้เป็นแบบเฉพาะเจาะจง โดยอ้างว่ามีความต้องการมาจากหน่วยบัญชาการรบพิเศษ ว่าต้องการใช้ยี่ห้อเดิม จนเป็นที่น่าสังเกตเป็นความต้องการที่ช่างมาถูกที่ถูกเวลา ในวันที่กำลังจะมีเอกชนรายใหม่เข้ามาแข่งขัน

ทั้งนี้ ตนได้ไปทำการสืบราคามาแล้ว โดยเลือกเอายี่ห้อ NEWCON รุ่นที่ผู้ขายโฆษณาว่าเป็นมาตราฐานกองทัพสหรัฐ และมีสเป็คตรงตามที่กองทัพไทยต้องการ ทั้งราคากล้อง อุปกรณ์ติดตั้งบนหมวก และกระเป๋าเก็บ รวมกับอุปกรณ์เสริมต่างๆที่ระบุในเอกสารสเป็คของกองทัพ รวมค่าขนส่ง ประกันภัย และภาษีแล้ว ราคาอยู่ที่ 8,700 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทย 261,000 บาท แปลว่า กองทัพซื้อแพงกว่าราคาปลีกถึง 47% สำหรับกล้อง Night Vision มีการกินกันถึง 78 ล้านบาท สเป็คเพียงข้อเดียวที่ตกไป คือการกำหนด ค่าความละเอียด Resolution ของเลนส์ที่ใช้ในกล้อง ซึ่งของกองทัพสหรัฐ ใช้กันที่ 64 line pair/mm แต่ของเรากำหนดที่ 70 line pair/mm ซึ่งจากที่ตนได้ทำการสืบค้นมา เป็นไปไม่ได้เลยว่าเพียงเลนส์ชิ้นนี้จะทำให้ราคาเพิ่มขึ้นได้ถึง 47% และหากกองทัพจะแก้ตัวว่าเป็นเช่นนั้นจริง พล.อ.ประยุทธ์ต้องชี้แจง ว่าทำไมกองทัพไทยต้องใช้เลนส์ที่มีความละเอียดสูงกว่า ทั้งที่ในแวดวงยุทธภัณฑ์ มีการยอมรับแล้วด้วยซ้ำว่า ไม่ว่าจะเป็น 64 หรือ 72 line pair/mm เป็นคุณภาพระดับเดียวกัน

สรุปแล้ว นี่คือการตั้งสเป็คกีดกันด้วยการ 1) ให้ผู้ร่วมประมูลต้องเสนอตัวอย่างภายใน 5 วันหลังเสนอราคา 2) เปลี่ยน Lens Resolution จาก 64 เป็น 70 line pair/mm โดยไม่จำเป็น และ 3) จัดซื้อจัดจ้างแบบ e-bidding มา 3 ปี อยู่ๆก็เปลี่ยนเป็นแบบเฉพาะเจาะจง จนเกิดการกินส่วนต่างราคาถึง 47% โดยจัดซื้อถึง 332 ชุด คิดเป็นเงิน 78 ล้านบาท

“ไม่ได้เป็นการโฆษณานะครับ แต่พลเอกประยุทธ์ จะรับยาธาตุน้ำขาวตรากระต่ายบิน ลดอาการจุกเสียด แน่นท้องหน่อยมั้ยครับ กินตะกละตะกลามขนาดนี้ กางเกงใน รองเท้าบูท เครื่องมือช่าง ยังมีกล้อง night vision อีก ผมเป็นห่วงระบบการย่อยของท่านจริงๆ” นายพิจารณ์กล่าว

แฉซื้อรถบัสขนส่ง ทบ.เงินทอนสะพัด ล็อคเสป็ค

จากนั้น พิจารณ์ได้อภิปรายต่อถึงกรณีการจัดซื้อรถโดยสารขนาดใหญ่ปรับอากาศ ที่มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบประกวดราคาที่น่าเคลือบแคลง สงสัยว่ามีการทุจริตหรือไม่ ในกรณีที่กรมการขนส่งทหารบก ได้มีการจัดซื้อจัดจ้างรถบัสขนาดใหญ่ ตั้งแต่ปี 2558-2563 ทั้งหมดจำนวน 7 สัญญา จำนวน 429 คัน รวมงบประมาณทั้งสิ้น 2,200 ล้านบาท

โดยในปี 2563 ล่าสุด เป็นการจัดซื้อรถบัสแบบที่ 7 แบ่งเป็น 2 โครงการ จำนวน 100 คัน 448 ล้านบาท และจำนวน 12 คัน วงเงิน 59 ล้านบาท ทั้ง 7 โครงการนี้ มีผู้ชนะการประมูลเป็นบริษัทเดียวกัน คือ บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด

แม้ว่าจะเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบ e-bidding หรือการประกวดราคา แต่ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ทั้ง 7 โครงการนี้ ล้วนแล้วแต่มีข้อน่าสงสัย ตั้งแต่กระบวนการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ หรือ กำหนด Spec, กระบวนการสืบราคากลาง, และการกำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) โดยทั้ง 7 โครงการนี้ มีพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกัน จึงขอยกตัวอย่างในปีล่าสุด คือปี 2563 ในการจัดซื้อ รถบัสแบบที่ 7 จำนวน 112 คัน ซึ่งเมื่อมองทั้งกระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบจะรู้สึกสงสัยว่ากองทัพมีความพยายามที่จะให้บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต ชนะการประมูลอย่างเบ็ดเสร็จหรือไม่

เริ่มจากกระบวนการกำหนดสเป็ค ตามปกติแล้วในการกำหนดสเป็ค หน่วยงานจะเชิญตัวแทนจากเอกชนมาให้ข้อมูล ในกรณีนี้ก็มีการเชิญ 3 บริษัทมากำหนดสเป็คของรถบัส 3 ยี่ห้อได้แก่ ฮีโน่ แดวู และจงตง ซึ่งบริษัท อิทธิพร ที่ภายหลังเป็นผู้ชนะประมูล มากำหนดสเป็ครถบัสยี่ห้อฮีโน่ บริษัท Power Plus มากำหนดสเป็คยี่ห้อแดวู และบริษัท SA Auto Body เป็นผู้กำหนดสเป็คของยี่ห้อจงตง ซึ่งถ้าลงไปดูในรายละเอียด จะพบว่า ทั้งบริษัท Power Plus ที่มากำหนดสเป็ครถยี่ห้อแดวู และบริษัท SA Auto Body ที่เป็นผู้กำหนดสเป็คของยี่ห้อจงตง ทั้ง 2 บริษัทไม่ได้เป็นทั้งตัวแทนจำหน่าย และไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดยตัวแทนจำหน่ายของทั้งรถยี่ห้อแดวูและจงตง เพราะบริษัทที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยของแดวู รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายของจงตง อย่าง ธนบุรีประกอบรถยนต์ กลับไม่ถูกเชิญให้มาร่วมในการกำหนดสเปคแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ยังพบว่าทั้งบริษัท Power plus และบริษัท SA Auto body ไม่น่าจะมีความพร้อม กล่าวคือ Power Plus ไม่เคยซื้อ chasis ของแดวูมาก่อน ไม่เคยมีประสบการณ์ในยี่ห้อที่ตนเองมากำหนดสเปค ส่วนบริษัท Power Plus มีรายได้เพียง 1,600 บาท ตั้งแต่ปี 2560-2562 พูดง่ายๆคือกองทัพตั้งใจไปเชิญบริษัทที่กำลังจะปิดตัวมาร่วมกำหนดสเปค และถึงวันนี้บริษัทนี้ก็ได้ปิดตัวไปแล้ว เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ที่ผ่านมา

ส่วน SA Auto Body ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการประกอบโครงรถ (chassis) รถบัสจงตง แต่กองทัพก็ยังจะไปเชิญมากำหนดสเปค และปรากฎว่า ทั้งสองบริษัทนี้ก็ไม่ได้ซื้อซองประมูลเสียด้วยซ้ำไป แสดงให้เห็นชัดว่า เอกชนสองรายนี้อยู่ของเขาดีๆ แต่ทางกองทัพก็มีกระบวนการที่จะเอามากำหนดสเปคแบบงงๆ และที่น่าสงสัยขึ้นไปอีก คือแม้การอนุมัติกำหนดสเปคจะเสร็จสิ้น โดยได้รับการอนุมัติจาก พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตแก้วแท้ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. ในขณะนั้นไปแล้วก็ตาม แต่หลังจากที่สำนักข่าวอิศราออกมาขุดคุ้ยกระบวนการกำหนดสเปคที่น่าเคลือบแคลงครั้งนี้ ขส.ทบ. จึงได้มีจดหมายถึงธนบุรีประกอบรถยนต์เพื่อขอข้อมูลทางเทคนิค

ต่อมาในขั้นตอนการสืบราคากลาง มีสามบริษัทที่เข้าร่วมได้แก่ บริษัท อิทธิพร, หจก. ทีไอพี ออโต้พาร์ท, และ ยูนิเทค แอสโซซิเอทส์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าสองบริษัทแรกที่อยู่ในกระบวนการกำหนดสเป็ค ไม่ได้เข้ามาร่วมกระบวนการสืบราคาด้วย นอกจากนั้น เรายังพบข้อน่าสงสัย จากความเชื่อมโยงของทั้งสามบริษัทที่เข้าร่วมการสืบราคากลางนี้ คือมีผู้รับมอบอำนาจในการจดทะเบียนจัดตั้ง เป็นบุคคลคนเดียวกัน

และอีกเช่นเคย ตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากต่างประเทศแต่เพียงผู้เดียวของแดวูและจงตงอย่าง ธนบุรี ประกอบรถยนต์ ไม่ได้ถูกเชิญมาร่วมสืบราคากลางด้วย คำถามคือ เพราะกลัวว่าจะได้ราคากลางที่ถูกกว่าที่ต้องการหรือไม่?

หลังการกำหนดสเปคและราคากลาง เมื่อเข้าสู่การประกาศประกวดราคา พบว่ามีผู้เข้ามาซื้อซองประมูลในรอบ 100 คัน 9 ราย รอบ 12 คัน 13 ราย แต่สุดท้ายปรากฎว่ามีผู้ยื่นข้อเสนอเพียงสองรายเท่านั้น นั่นก็คือ บริษัท อิทธิพร และ หจก. ทีไอพี

โดยทั้งสองรายนี้ สำนักข่าวอิศราได้นำหลักฐานออกมาเปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงที่น่าสงสัย ไม่ว่าจะเป็นการมีผู้ถือหุ้นที่นามสกุลเดียวกัน ที่อยู่ของผู้ถือหุ้น ของทั้งสองรายนี้ ที่แจ้งในหนังสือรับรองก็เป็นที่ตั้งเดียวกัน ที่ตั้งของสาขาที่สอง ของทั้งสองรายนี้ ก็เป็นที่ตั้งเดียวกัน แม้ไม่มีอะไรผิดกฎหมาย แต่ดูมีข้อผิดสังเกตมาก

ส่วนสาเหตุที่ผู้ซื้อซองรายอื่นๆ ซึ่งก็มี ธนบุรีประกอบรถยนต์รวมอยู่ด้วยต้องถอยรูด ก็เพราะใน TOR กำหนดว่า ยี่ห้อที่เสนอ ต้องมีศูนย์บริการที่ติดป้าย และให้บริการในยี่ห้อของตนเองเท่านั้น ห้ามไปใช้ร่วมกับยี่ห้ออื่น แล้วก็ต้องมี 10 ศูนย์บริการต่อกองทัพภาค

สรุปคือ กระบวนการกำหนดสเปคและสืบราคาของทั้งสามยี่ห้อนั้น จบลงเหลือเพียงยี่ห้อเดียวด้วยร่าง TOR ข้อนี้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ความต้องการในการรับบริการหลังการขาย สามารถทำได้ด้วยการกำหนดข้อตกลงบริการหลังการขาย หรือ After-sale Service Agreement ซึ่งค่ายรถสามารถไปทำข้อตกลงกับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อให้บริการหลังการขายกับลูกค้าได้

“ท่านประธาน ลองคิดดูง่ายๆนะครับ กำหนด spec สืบราคา มีสามยี่ห้อ แต่กำหนด TOR ปิดให้เหลือยี่ห้อเดียว เราเอา ญี่ปุ่น เทียบ เกาหลีใต้ เทียบ จีน สู้กันด้วยราคา ผมว่าญี่ปุ่นน่าจะเหนื่อยอยู่นะครับ แต่หากไม่กำหนดแบบนี้ เพื่อปิดกั้นยี่ห้อแดวูและจงตง อิทธิพรก็อาจจะไม่ชนะการประมูล และกองทัพก็อาจจะไม่ได้เงินทอนตามที่ต้องการใช่หรือไม่? ผมเชื่อว่า เปิดให้มีการแข่งขันทั้งสามยี่ห้อ กองทัพซื้อถูกกว่านี้อย่างแน่นอนครับ”

พิจารณ์อภิปรายต่อไปว่า การจัดซื้อจัดจ้างที่มีความผิดปกตินี้ ใช้งบประมาณ 2,200 ล้านบาท มีผู้ชนะทั้ง 7 โครงการเพียงรายเดียว แม้ว่าจะเป็นอำนาจการจัดซื้อของ ผบ.ทบ. หรือปลัดกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ ปี 2557-2563 แม้จะปลี่ยน ผบ.ทบ. ไปแล้ว 6 คน แม้เปลี่ยนปลัดกระทรวงกลาโหมไปแล้ว 6 คน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีเพียงสองคนเท่านั้น คือ พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งทั้ง 7 โครงการนี้ หากเป็นไปอย่างที่กล่าวไปจริง กองทัพบกได้ทำให้รัฐสูญเสียเงินงบประมาณไปถึง 450-650 ล้านบาท ขนาดการจัดซื้อที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นการจัดซื้อแบบประกวดราคา ตนไม่อยากคิดเลยว่าหากเป็นการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ที่ไม่ต้องมีกระบวนการประกวดราคา กองทัพจะซื้อแพงกว่าราคาที่ควรจะเป็นขนาดไหน

กังขา “ประยุทธ์” มีเอี่ยวรู้เห็นเรื่องเงินทอนเรือดำน้ำขอจีนรีบขายให้

พิจารณ์ยังได้อภิปรายต่อไป ถึงกรณีการจัดซื้ออาวุธ-ยุทธโทธปกรณ์ ซึ่งการตรวจสอบราคาเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในกรณีของเรือดำน้ำที่อ้างว่า เป็น G2G ที่ปรากฎพฤติกรรมชวนให้สงสัยเป็นอย่างยิ่ง ว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้าง เรือดำน้ำแบบเฉพาะเจาะจงนี้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องมีส่วนได้ส่วนเสียกับการจัดซื้อครั้งนี้แน่นอน

ตามที่ปรากฎเป็นข่าว ในข่าวสด ออนไลน์ ภาคภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2563 มีการเผยแพร่เอกสาร จดหมายฉบับหนึ่ง ที่ลงนามโดย อดีต ผบ.ทร. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ที่ส่งถึงทางการจีน Mr. Xu Zhanbi State Administration for Science Technology and Industry for National Defense (SASTIND) ลงวันที่ 24 กันยายน 2563 หรือ 6 วันก่อนที่อดีต ผบ.ทร.จะเกษียณอายุราชการ

แม้ว่าในเนื้อข่าวจะระบุว่า พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือในขณะนั้น ได้ตอบคำถามทางสำนักข่าวว่าไม่ได้เห็นจดหมายฉบับดังกล่าวและไม่สามารถให้ความเห็นได้ รวมทั้งทางสถานทูตจีนที่ตอบคำถามทางสำนักข่าวว่ายังไม่ได้รับการติดต่อจากบุคคลใดในจดหมาย แต่ก็มีแหล่งข่าวระดับนายทหารเรือชั้นสัญญาบัตรหลายท่าน ที่บอกกับตนว่าเรื่องนี้มีมูล

เนื้อหาที่ปรากฎในจดหมาย ชวนให้สงสัยเหลือเกิน ว่าทำไมอดีต ผบ.ทร.ถึงต้องเร่งรัดให้จีนมาเซ็นข้อตกลงก่อนที่ตนเองจะเกษียณอายุราชการขนาดนี้ เนื้อหาในจดหมายบางช่วงบางตอนแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะเซ็นข้อตกลง เพื่อให้มีผลผูกมัดกับงบประมาณปี 2565 แสดงถึงความอยากได้จนไม่ลืมรู้ลืมตา เป็นผู้ซื้อแท้ๆ กลับไปอ้อนวอนผู้ขาย ไม่ได้ใช้ความคิดสักนิดเลย ว่าเศรษฐกิจไม่ดีขนาดนี้ มีโควิดทุกประเทศ มีการตัดงบประมาณซื้ออาวุธหมด ความจริงควรเป็นโอกาสที่ผู้ซื้อจะมีอำนาจต่อรอง แต่ทำไมจึงไม่คิดจะต่อรองราคากับเขาบ้าง

นอกจากนั้น เนื้อหาในจดหมาย ยังมีถึงขนาดแนะนำทางการจีนให้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนประจำประเทศไทย ให้เป็นผู้แทนในการลงนามข้อตกลงดังกล่าว เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าจากมาตรการกักตัว และเพื่อให้สามารถลงนามได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน อีกด้วย

เป็นไปไม่ได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่รู้ไม่เห็นเรื่องนี้ ตนเชื่อว่าที่ พล.ร.อ.ลือชัย ทำไป เป็นไปตามความต้องการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เหมือนเมื่อครั้งที่มีการซื้อเรือดำน้ำลำที่หนึ่ง หากยังจำกันได้ ทหารบกออกมาให้ข่าว ทหารเรือยังไม่ทราบเรื่องว่าตัวเองจะของบประมาณซื้อเรือดำน้ำ เพราะมันเป็นความต้องการซื้อของ พล.อ.ประวิตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ต้องรอหลังเป็นข่าวอีก หนึ่งสัปดาห์ พล.ร.อ.ลือชัย จึงค่อยออกมาแถลงข่าวและบินไปดูงานที่ประเทศจีน

และหากจดหมายนี้มันเป็นเรื่องจริง พล.อ.ประยุทธ์ คงจะห้ามประชาชนไม่ให้คิดกันไม่ได้ ว่าโครงการเรือดำน้ำนี้ พล.อ.ประยุทธ์ มีส่วนในเงินทอนแน่ๆ และตนเชื่อว่าเท่านี้ก็น่าจะสามารถแสดงให้พี่น้องประชาชนไม่มากก็น้อย เห็นตรงกันได้แล้ว ว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่เหลือความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้อีกต่อไป

“จากที่กล่าวทั้งหมด แสดงให้เห็นว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ กลับเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและปากท้องของประชาชน ในภาวะที่ประเทศชาติกำลังยากลำบากทางเศรษฐกิจซึ่งรัฐบาลควรรัดเข็มขัดในรายจ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เรายังเห็น พล.อ.ประยุทธ์ใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย ซื้อของแพงเกินราคา ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ รวมทั้งปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และท่านจะปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้” นายพิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์