สืบพยานวันที่ 2 เสร็จสิ้นคดีเนติวิทย์คัดค้านเกณฑ์ทหาร โดยจำเลยยังยื่นคำร้องขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 27 และ มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ลงวันที่ 18 ต.ค. 2515 มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 หรือไม่ในประเด็นละเมิดเสรีภาพทางศาสนา เกินสมควรแก่เหตุ และขัดพันธกรณีระหว่างประเทศอย่าง ICCPR ที่ไทยเป็นภาคี
ศาลแขวงสมุทรปราการ
11 ก.ย. 2568 จากกรณีที่ประชาไท รายงาน เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล นักกิจกรรมทางสังคมวัย 28 ปี เดินทางมาให้การในคดีหมายเลขดำที่ อ.3118/2568 ที่เขาถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหาร ด้วยเหตุผลทางมโนธรรม (conscientious objection) เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 ที่สถานที่ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการ เทศบาลตำบลบางปู ที่ศาลแขวงสมุทรปราการ ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ กำหนดสืบพยานระหว่างวันที่ 10-11 ก.ย. 2568 ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)
โดยในการสืบพยานเมื่อวานนี้ (10 ก.ย.) อัยการโจทก์นำสืบพยาน 2 ปาก ได้แก่ พ.ท.กัมพล สังข์สาลี สัสดีผู้กล่าวหา และ พ.ต.ท.คมกฤชต์ ทองอุไร พนักงานสอบสวน ส่วนฝ่ายจำเลยนำสืบพยานจำนวน 5 ปาก โดยในวันที่ 10 ก.ย. สืบสองปากคือ เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล (จำเลยอ้างตนเองเป็นพยาน) และ รศ.ดร.ทศพล ทรรศนพรรณ อาจาร์ยคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนวันที่ 11 ก.ย. สืบพยานจำเลยอีก 3 ปาก คือ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักเขียนและบรรณาธิการหนังสือ, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.พรรคประชาชน อดีตประธานคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร และชิษณุพงษ์ อ่วมศรี เพื่อนของเนติวิทย์ ที่จะยืนยันว่าเขามีความเชื่อเรื่องคัดค้านการเกณฑ์ทหารมานานมากแล้ว โดยคดีนี้ถือเป็นการต่อสู้ทางกฎหมายครั้งแรกในประเทศไทยเรื่องการปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม
โดยในการสืบพยานเมื่อ 10 ก.ย. เนติวิทย์ในฐานะจำเลยได้เบิกความแสดงถึงเจตจำนงของตนเองที่ไม่ต้องการเข้ารับราชการทหารที่มีมากว่า 11 ปี เนื่องจากขัดต่อมโนธรรมสำนึกของตน ซึ่งผูกโยงกับความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ภายใต้ความเชื่อเรื่องของการไม่คร่าชีวิตและเบียดเบียนผู้ใด การเข้ารับราชการทหาร แม้เพียงทำการจับอาวุธยังไม่คร่าชีวิตผู้ใด ก็ถือว่าขัดกับความเชื่อของจำเลยอย่างรุนแรงและเป็นหลักการที่ไม่อาจประนีประนอมได้
จำเลยซึ่งอ้างตนเองเป็นพยานได้ตอบคำถามทนายจำเลยว่าตนเองยินยอมที่จะต้องโทษจำคุกเสียดีกว่าต้องไปเกณฑ์ทหาร
'เนติวิทย์' ยื่นคำร้องขอให้ส่งศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.บ.รับราชการทหาร ขัดรัฐธรรมนูญ
เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล เดินทางมาสืบพยานที่ศาลแขวงสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568
ความคืบหน้าล่าสุด ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่าในวันนี้ (11 ก.ย.) หลังเสร็จสิ้นการสืบพยานวันที่สอง เนติวิทย์ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลแขวงสมุทรปราการ ส่งคำร้องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 นั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
เนื้อหาโดยสรุปขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีมาตรา 27 และ มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ลงวันที่ 18 ต.ค. 2515 มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 26 และ มาตรา 31 หรือไม่
ทั้งสองมาตราของ พ.ร.บ.รับราชการทหารฯ ที่ขอให้ทำการวินิจฉัยนั้น มาตรา 27 มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเรียกให้ทหารกองเกิน ซึ่งก็คือชายสัญชาติไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป มาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเข้ารับราชการทหาร ส่วนมาตรา 45 ระบุบทลงโทษหากไม่มาเข้ารับการตรวจคัดเลือก ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสามปี
ในขณะที่มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 บัญญัติรับรองว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ปวงชนชาวไทย ไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน”
ผู้ร้องเห็นว่า มาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดความในส่วนแรกเป็นการรับรองเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพดังกล่าวได้ ส่วนที่สองเป็นเสรีภาพในการปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาซึ่งอาจถูกจำกัดสิทธิได้ หากการกระทำดังกล่าวเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ ทั้งนี้ตีความดังกล่าวยังสอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อีกด้วย
ผู้ร้องเห็นว่า ความเชื่อหรือการมีมโนธรรม ตามหลักศาสนาโดยพื้นฐานทุกศาสนา คือการไม่เข่นฆ่า ความเชื่อในศาสนาเป็นเสรีภาพอันสมบูรณ์ การไม่เชื่อเรื่องการใช้กำลังของทหารซึ่งอาจมีการปฏิบัติการใด ๆ และส่งผลกระทบชีวิตของเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้แบ่งแยกสัญชาติ ย่อมขัดต่อมโนธรรมภายในจิตใจของผู้นับถือศาสนา การถือศาสนา เสรีภาพดังกล่าวจึงเป็นเสรีภาพโดยสมบูรณ์ไม่สามารถจำกัดได้ ต่างจากเสรีภาพในส่วนที่สองซึ่งเป็นปฏิบัติ การประกอบพิธีกรรมซึ่งอาจจำกัดได้
พ.ร.บ. รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ได้รับรองเสรีภาพในการถือศาสนาอยู่บางส่วน กล่าวคือ ในมาตรา 14 ได้ยกเว้นการตรวจเลือกเข้ารับราชการทหารในยามปกติ แก่ พระภิกษุ สามเณร และนักบวชในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายจีนหรือญวน ซึ่งเป็นนักธรรมตามที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง นักบวชศาสนาอื่นซึ่งมีหน้าที่ประจำในกิจของศาสนาตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และผู้ว่าราชการจังหวัดออกใบสำคัญให้ไว้
อย่างไรก็ตามสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รับรองเสรีภาพในศาสนาของบุคคลทุกคน ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าบุคคลดังกล่าวจะต้องเป็นนักบวชในศาสนา หรือมีคุณสมบัติต้องเป็นนักธรรมระดับใดจึงจะได้รับการคุ้มครองความเชื่อของตน
นอกจากนี้ มาตรา 31 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ยังสอดคล้องกับ ข้อ 18 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของอนุสัญญา และมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าว
ข้อ 18 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง นั้นรับรองว่า 1. บุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิในเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้ย่อมรวมถึงเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนา หรือมีความเชื่อตามคตินิยมของตน และเสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของตนโดยการสักการบูชา การปฎิบัติ การประกอบพิธีกรรม และการสอนไม่ว่าจะโดยลำพังตัวเอง หรือในชุมชนร่วมกับผู้อื่น และไม่ว่าต่อสาธารณชนหรือเป็นการส่วนตัว
2. บุคคลจะถูกบีบบังคับให้เสื่อมเสียเสรีภาพในการมีหรือนับถือศาสนาหรือความเชื่อตามคตินิยมของตนมิได้
3. เสรีภาพในการแสดงออกทางศาสนา หรือความเชื่อของบุคคลอาจอยู่ภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดเฉพาะที่บัญญัติโดยกฎหมาย และตามความจำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย สุขอนามัย หรือศีลธรรมของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพขั้นมูลฐานของบุคคลอื่นเท่านั้น…”
ผู้ร้องยังเห็นว่ามาตรา 27 และ มาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ลงวันที่ 18 ต.ค. 2515 ขัดต่อมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 อีกด้วย กล่าวคือ
มาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติรับรองว่า "การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไป ตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจํากัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ และจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจําเป็นในการจํากัดสิทธิ และเสรีภาพไว้ด้วย กฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใด กรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง"
แต่อย่างไรก็ตาม ในมาตรา 27 และ มาตรา 45 พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 กลับบังคับให้ชายไทยทุกคนเกณฑ์ทหาร อันเป็นจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคล โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ร้องมีทางเลือกในการทำหน้าที่พลเมืองในรูปแบบอื่นซึ่งมิใช่การเกณฑ์ทหาร บทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นภาระแก่ผู้ร้องการจำกัดเสรีภาพของผู้ร้องจนเกินสมควรแก่เหตุ
ผู้ร้องจึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและมีคำวินิจฉัยว่า มาตรา 27 และมาตรา 45 ของ พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2516 และประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 226 ขัดต่อมาตรา 26 และมาตรา 31 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 เป็นบทบัญญัติที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้
อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าสังเกตว่าพนักงานอัยการ ซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ ตลอดการสืบพยาน คำถามหลักที่พนักงานอัยการใช้ในการค้านพยานจำเลยแทบทุกปากนั้น เป็นการสอบถามพยานจำเลยว่าทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันยังไม่มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อศาลถามพนักงานอัยการว่าติดใจหรือไม่ พนักงานอัยการกลับไม่ติดใจแต่อย่างใด
อนึ่ง พนักงานอัยการได้ขอให้ศาลบันทึกว่าในการที่จำเลยจะยื่นคำร้องดังกล่าว พนักงานอัยการได้ตอบว่า "ให้เป็นไปตามดุลพินิจของศาล" ไม่ใช่ว่า "ไม่ติดใจ" แต่ศาลมีความเห็นว่าหากพนักงานอัยการไม่ได้ประสงค์จะคัดค้านการยื่นคำร้องดังกล่าว ก็ย่อมต้องถือว่าพนักงานอัยการไม่ติดใจ
คดีนี้ศาลได้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 3 พ.ย. 2568 ซึ่งหากขณะนั้นศาลรัฐธรรมนูญยังไม่มีคำวินิจฉัยในกรณีคำร้องของผู้ร้อง ศาลแขวงสมุทรปราการก็มีเหตุที่จะต้องเลื่อนนัดออกไป จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
