กสม. ลงพื้นที่ดงมะไฟ สอบถามข้อมูลคดีฆ่าแกนนำต้านเหมืองหิน

กสม. ลงพื้นที่สอบถามกรณีลอบสังหารนักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เมื่อปี 2542 หลังภรรยาผู้ตายยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดี และขอให้ กสม. ประสานหามาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มีความปลอดภัยและปราศจากการถูกคุกคามอย่างเร่งด่วน

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได รายงานว่า 1 เม.ย. 2564 เวลา 10.53 น. เจ้าหน้าที่สำนักงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จำนวน 4 คน ลงพื้นที่เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากสอน คำแจ่ม สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได ซึ่งเป็นภรรยาของทองม้วน คำแจ่ม ยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผ่านผู้กำกับ สภ.สุวรรณคูหา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีสังหารทองม้วน คำแจ่ม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได คดีอาญาที่ 106/2542 และขอให้มีมาตรการคุ้มครองความปลอดภัยและป้องกันการคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นกับสมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได

นอกจากนี้ กลุ่มอนุรักษ์ฯ ยังส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ขอให้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการหามาตรการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนให้มีความปลอดภัยและปราศจากการถูกคุกคามอย่างเร่งด่วน

สอน คำแจ่ม เล่าถึงเหตุการณ์วันที่ทองม้วน คำแจ่ม ถูกลอบสังหารต่อเจ้าหน้าที่ กสม. ว่า เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2542 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุ ตนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของทองม้วนซึ่งเป็นสามี เพื่อเดินทางไปจ่ายค่าฌาปนกิจที่ อ.สุวรรณคูหา แต่เสียงวิทยุมือถือของสามีดังขึ้นระหว่างทาง จึงหยุดรถเพื่อรับวิทยุมือถือและพูดกับปลายสายว่า วันนี้จะพาแม่บ้านไปจ่ายค่าฌาปนกิจศพก่อน เสร็จแล้วจะตามไป และเรื่องนั้นยังคุยกันไม่แล้วเสร็จ

สอนเล่าต่อว่า เมื่อเสร็จธุระ ตนและสามีเดินทางกลับบ้าน ระหว่างที่เดินทางมาถึงบริเวณสี่แยกบ้านวังหินซา ผู้ต้องหายืนกินไอศกรีมรออยู่ และพยายามเรียกสามีไปคุยบริเวณสี่แยกวังหินซา โดยบอกว่าเราไปคุยงานกัน แต่ผู้ต้องหาบอกให้ทองม้วนไปส่งตนที่บ้านของสม หอมพรมมาก่อน และให้ชวนนายสมไปด้วย สามีจึงไปส่งตนที่บ้านของสม ก่อนสมจะซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของสามีออกไป กระทั่งช่วงเย็นตนจึงทราบว่าสามีและนายสมถูกยิงเสียชีวิต

ภรรยาผู้เสียชีวิตเล่าว่า ขณะสอบปากคำ เจ้าหน้าที่นำหนังสือมาให้ลงลายมือชื่อก่อนที่จะสอบปากคำ โดยไม่แจ้งว่าเป็นเอกสารอะไร และไม่ได้บอกรายละเอียดว่าจะฟ้องหรือไม่ฟ้องผู้ต้องหา

ด้านสุนี อนุเวช สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวถึงเหตุการณ์ก่อนวันเกิดเหตุว่า ก่อนที่ทองม้วนจะเป็นกำนัน ตนร่วมหาเสียงกับทองม้วน และให้นายทองม้วนให้คำมั่นสัญญาว่า หากได้เป็นกำนันจะนำชาวบ้านคัดค้านการทำเหมืองที่ทำร้ายภูผาป่าไม้ เมื่อทองม้วนได้เป็นกำนันก็ทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ชาวบ้านไปไหนกำนันทองม้วนไปด้วย ยืนอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ชาวบ้าน

สุนีเล่าต่อว่า ช่วงที่มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น มีเจ้าหน้าที่หลายภาคส่วนลงมาในพื้นที่เพื่อฟังประเด็นปัญหาของชาวบ้านว่ามีปัญหาอะไร กำนันทองม้วนก็เป็นตัวแทนชาวบ้าน ขึ้นพูดประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นและประกาศตัวในเวทีว่า ผมได้เป็นกำนันเพราะชาวบ้าน ผมจะอยู่กับชาวบ้าน และถ้าผมเป็นกำนันผมก็จะไม่ให้มีโรงโม่หินเกิดขึ้น ผมจะรักษาภูผาป่าไม้ไว้ ต่อมาไม่นานหลังจากขึ้นเวทีดังกล่าว กำนันทองม้วนก็ถูกยิงเสียชีวิต

ลำดวน วงศ์คำจันทร์ สมาชิกกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าวเสริมว่า หลังจากที่ทองม้วนถูกยิงเสียชีวิต ชาวบ้านก็เพ่งเล็งสาเหตุของการถูกยิง ว่ามาจากการออกมาคัดค้านเหมืองไม่มีเรื่องอื่นอย่างแน่นอน ขณะที่กำนันทองม้วนเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ปฏิบัติตัวดีมาตลอด ไม่มีประวัติเรื่องเกี่ยวข้องกับยาเสพติดหรือเรื่องชู้สาว

ด้านสุวรรณ สุดแสวง อดีตประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้ข้อมูลว่า ก่อนวันเกิดเหตุตนอยู่กับทองม้วน เนื่องจากวันนั้นมีพิธีบวชป่า บวชภูผา เพื่อให้คนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เสียงวิทยุทองม้วนดังขึ้น ปลายสายถามทองม้วนว่าอยู่ไหน ทองม้วนตอบกลับไปว่าอยู่นี่แหละ กำลังบวชป่าอยู่ ปลายสายตอบกลับมาว่าบวชป่าลูกพี่ เดี๋ยวตอนเย็นลูกน้องจะสึกให้ ตนจึงถามทองม้วนว่าใคร ทองม้วนบอกว่าสภาตำบล ตนจึงไม่ได้ถามต่อ

สุวรรณเล่าว่า วันต่อมาก่อนวันเกิดเหตุเป็นช่วงที่ฝนตก แมลงลง ตนจึงไปตรวจลูกน้ำยุงลายให้ชาวบ้านและพบกับทองม้วนที่ตบท้องตนเองอยู่ ตนจึงถามว่าเป็นอะไรทำไมถึงตบท้อง ทองม้วนตอบว่า กินแมลงเยอะจึงท้องอืด ตนจึงให้ยากินไว้ 10 เม็ด แล้วทองม้วนก็พาภรรยาไปจ่ายค่าฌาปนกิจ บ่ายวันดังกล่าวชาวบ้านก็มาบอกว่าทองม้วนเสียชีวิตแล้ว

อดีตประธานอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเล่าต่อว่า ขณะนั้นมีหมอผ่านมาพบตน จึงชวนไปที่เกิดเหตุด้วยกัน เมื่อไปถึงตำรวจยืนล้อมอยู่ ตนตรวจศพและล้วงกระเป๋ากางเกงของทองม้วน พบยาที่ตนให้เหลืออยู่ 4 เม็ด ล้วงกระเป๋าอีกข้างพบเงิน 20 บาท แต่ในสำนวนกลับเขียนว่าพบยาเสพติดแทนที่จะเป็นยาแก้ท้องอืด

ทั้งนี้ หลังจากเจ้าหน้าที่ กสม. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนเขาเหล่าใหญ่-ผาจันได เรียบร้อยแล้วก็กล่าวกับสมาชิกกลุ่มว่า ข้อมูลที่ได้ในวันนี้จะนำไปทำรายงานตรวจสอบและเสนอคณะกรรมการและถ้ามีมติอย่างไรจะส่งผลและแจ้งผลมาที่ผู้ร้องเรียน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์