กมธ.แจ้งผล สอบ. ตร. ปมจับนักข่าวประชาไทขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสลายชุมนุม 16 ตุลา

เปิด 6 ประเด็นแย้ง รอง.ผบก.น.4. หลัง กมธ.แจ้งผล สอบ. ตร. กรณีจับ กิตติ พันธภาค นักข่าวประชาไทขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวสลายชุมนุม 16 ตุลา

22 เม.ย.2564 ความคืบหน้ากรณีกิตติ พันธภาค นักข่าวประชาไทขณะนั้นซึ่งปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าว ถูกตำรวจจับกุมขณะเจ้าหน้าที่สลายชุมนุมแยกปทุมวันฯ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.63 ก่อนถูกพันธนาการด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ไพล่หลังกว่า 2 ชั่วโมง แนะปล่อยตัว จาก ตชด.1 หลังปรับ 300 บาท ข้อหาฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ม.368 นั้น

จากนั้นเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชนและการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร ล่าสุด ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ประธาน กมธ. ดังกล่าว ส่งหนังสื่อแจ้งผลการพิจารณามายัง กิตติ ลงวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า ในการนี้ คณะกรรมาธิการขอแจ้งผลการพิจารณาต่อกรณีดังกล่าว พ.ต.อ.สินเลิศ สุขุม รองผู้บังคับการตํารวจนครบาล 4 ในฐานะบุคคลที่ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ ในเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว สรุปสาระสําคัญได้ว่า เหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 16 ต.ค.2563 ตามที่กล่าวอ้างนั้นเกิดขึ้นเวลาประมาณ 21.00 น. ภายหลังผู้ชุมนุมประกาศยุติ การชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตํารวจได้ประกาศให้ผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าว และบุคคลผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ ชุมนุม เพื่อจะได้มีการคัดแยกบุคคลที่ทําความผิดในการชุมนุมและควบคุมพื้นที่ชุมนุมให้มีประสิทธิภาพ ตนเอง และเจ้าหน้าที่ตํารวจสถานีตํารวจนครบาลโชคชัยได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ปฏิบัติหน้าที่เป็น กองร้อยควบคุมฝูงชนในการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังคงมีผู้ชุมนุมบางส่วนกระจาย อยู่บริเวณโดยรอบ เจ้าหน้าที่ตํารวจมีความจําเป็นต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด และมีความ จําเป็นต้องควบคุมตัวผู้กระทําการฝ่าฝืนกฎหมาย กล่าวคือ พระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 

ปรากฏว่าตรงแนวบริเวณควบคุมฝูงชนซึ่งเจ้าหน้าที่ตํารวจประกาศให้ทุกคนออกจากพื้นที่ นั้น กิตติ พันธภาค มิได้ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าหน้าที่ตํารวจและเดินเข้ามาใกล้แนวประชิดของเจ้าหน้าที่ ตํารวจ เป็นเหตุให้เกิดการจับกุมดังกล่าว ซึ่งกิตติ แต่งกายเหมือนผู้ชุมนุมคนอื่นๆ มีการใส่ปลอกแขนว่าเป็นสื่อมวลชน แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่อาจสังเกตได้ชัดว่าปลอกแขนดังกล่าวเป็นปลอกแขน ของสื่อมวลชนเนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงกับปลอกแขนของกลุ่มรักษาความปลอดภัย (Guard) ของผู้ชุมนุม และ กิตติ ก็มิได้มีการแจ้งให้ทราบว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในการจับกุมดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตํารวจอ้างว่าได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า กิตติ พันธภาค กระทําการฝ่าฝืนพระราชกําหนดการ บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548  และได้มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ กิตติ ทราบแล้ว และภายหลังการจับกุมก็ได้มีการส่งมอบตัว กิตติ ให้เจ้าหน้าที่ตํารวจสถานีตํารวจนคร บาลปทุมวันได้ควบคุมตัว กิตติ ต่อไป

สําหรับการควบคุมตัว กิตติ และผู้ชุมนุมคน อื่นด้วยวิธีการมัดมือไพล่หลังนั้น เป็นการจับกุมตามกฎหมายและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตํารวจใช้ในการควบคุมฝูง ชนซึ่งมีผู้กระทําผิดจํานวนหลายคนเพื่อป้องกันการหลบหนี

สําหรับการที่ กิตติ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจมีความพยายามเข้าถึง Memory Card และคุกคามข้อมูลของสื่อมวลชนนั้น น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตํารวจสถานีตํารวจ นครบาลปทุมวันได้ควบคุมตัว กิตติ ในรถควบคุมตัวจากสถานที่จับกุมไปยังกองบังคับการตํารวจ ตระเวนชายแดนภาค 1 ซึ่งตนไม่ทราบข้อเท็จจริงเนื่องจากไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ แต่ในความเห็นส่วนตัวนั้นเห็น ว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์ตามที่ กิตติ กล่าวอ้าง เนื่องจาก กิตติ มีการถ่ายทอดสด เหตุการณ์ตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ที่เจ้าหน้าที่ตํารวจจะมีการกระทําการดังกล่าว

และ การที่ กิตติ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจกีดกันในการติดต่อทนายความ หรือบรรณาธิการ หรือคน ใกล้ชิดนั้นก็ไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากภายหลังการควบคุมตัวได้มีผู้สื่อข่าวและผู้ใกล้ชิดเดินทางมาขอพบ กิตติ จํานวนมากและเจ้าหน้าที่ตํารวจก็มิได้มีการกีดกันแต่อย่างใด สําหรับกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า กิตติ กระทําการฝ่าฝืนพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 แต่ภายหลังเจ้าหน้าที่ตํารวจได้มีการเปรียบเทียบปรับ กิตติ จํานวน 300 บาท เนื่องจาก เป็นความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 นั้น เป็นการใช้ ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจนครบาลปทุมวัน ซึ่งตนเองไม่อาจก้าวล่วงได้

ในการนี้ พ.ต.อ.สินเลิศ สุขุม ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ตามความจําเป็นและความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ เกิดขึ้น ซึ่งก่อนมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดนั้น เจ้าหน้าที่ตํารวจได้มีการแจ้งให้ผู้ชุมนุมทุกคนทราบ และให้เวลาผู้ชุมนุมในการออกจากพื้นที่พอสมควรแล้ว แต่เมื่อยังคงมีผู้ชุมนุมกระทําการฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าหน้าที่ ตํารวจ เจ้าหน้าที่ตํารวจจึงจําเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และแม้เจ้าหน้าที่ตํารวจจะทราบว่า บุคคลดังกล่าวเป็นสื่อมวลชน แต่หากสื่อมวลชนฝ่าฝืนคําสั่งเจ้าหน้าที่ตํารวจ เจ้าหน้าที่ตํารวจก็มีความจําเป็น ต้องจับกุม เพื่อบังคับใช้กฎหมายในการควบคุมการชุมนุมให้มีประสิทธิภาพ

6 ประเด็นแย้ง รอง.ผบก.น.4.

ทั้งนี้ ประชาไท และกิตติ ออกคำอธิบายโต้แย้ง รองผู้บังคับการตํารวจนครบาล 4 ดังนี้

1. ประเด็น รองผู้บังคับการตํารวจนครบาล 4 อ้างว่า "กิตติ แต่งกายเหมือนผู้ชุมนุมคนอื่นๆ มีการใส่ปลอกแขนว่าเป็นสื่อมวลชน แต่ในขณะนั้นเจ้าหน้าที่ไม่อาจสังเกตได้ชัดว่าปลอกแขนดังกล่าวเป็นปลอกแขน ของสื่อมวลชนเนื่องจากมีลักษณะใกล้เคียงกับปลอกแขนของกลุ่มรักษาความปลอดภัย (Guard) ของผู้ชุมนุม" นั้น 

ขณะที่ กิตติปฎิบัติหน้าที่ มีการสวมปลอกแขนที่ออกโดยสมาคมนักข่าวฯ และถืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เช่น กล้องและมือถือ อย่างชัดแจ้ง (ดูภาพประกอบ)

ภาพประกอบ ขณะที่ กิตติปฎิบัติหน้าที่ มีการสวมปลอกแขนที่ออกโดยสมาคมนักข่าวฯ และถืออุปกรณ์ที่เกี่ยวกับการรายงานข่าว เช่น กล้องและมือถือ

2. ประเด็น ที่อ้างว่า "กิตติ ก็มิได้มีการแจ้งให้ทราบว่าตนเองเป็นสื่อมวลชนแต่อย่างใด" นั้น ความเป็นจริงขณะที่ถูกจับกุม กิตติ ได้พูดว่าตนเองเป็นสื่อแล้วจำนวน 4 ครั้ง (ดูคลิปประกอบ)

คลิปขณะจับกุมกิตติ ที่ยืนยันว่าตนเองเป็นผู้สื่อข่าวกับตำรวจ

 

3. ประเด็นที่อ้างว่า "ได้มีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้ กิตติ ทราบแล้ว" นั้น จากการสอบถาม กิตติยืนยันว่า ไม่เคยได้รับการแจ้งสิทธิทั้งก่อนและหลังคุมตัว

4. ประเด็นที่ อ้างว่า "สําหรับการควบคุมตัวด้วยวิธีการมัดมือไพล่หลังนั้น เป็นการจับกุมตามกฎหมายและยุทธวิธีที่เจ้าหน้าที่ตํารวจใช้ในการควบคุมฝูง ชนซึ่งมีผู้กระทําผิดจํานวนหลายคนเพื่อป้องกันการหลบหนี" นั้น จากการสอบถาม กิตติ เจ้าตัวยืนยันว่าในสถานการณ์ดังกล่าว ตนไม่มีความสามารถที่จะหลบหนีได้ เนื่องจากมีตำรวจเข้ามาล็อคแขนตนจำนวน 4-5 นาย และตนไม่มีเจตนา หรือท่าทีหลบหนีตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

อีกทั้งเมื่อมีบรรณาธิการประชาไทเข้ายืนยันกับตำรวจที่ควบคุมตัวว่า กิตติ เป็นผู้สื่อข่าวประชาไท นอกจากไม่ได้รับการปล่อยตัวแล้วยังถูกพันธนาการด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ไพล่หลังกว่า 2 ชั่วโมงด้วย 

5. ประเด็นที่อ้างว่า ไม่น่าจะมีเหตุการที่ตำรวจพยายามเข้าถึง Memory Card และคุกคามข้อมูลของสื่อมวลชน โดยอ้างว่า กิตติ มีการถ่ายทอดสด เหตุการณ์ตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว นั้น

จากการสอบถาม กิตติ ยืนยัน การถ่ายทอดสดถูกตัดไปตั้งแต่ตำรวจกระชากมือถือไปและถูกมัดมือทันที (ดูจากคลิปข้างต้น) จึงไม่มีความสามารถที่จะถ่ายทอดสดในรถควบคุมได้ตามที่รองผู้บังคับการตํารวจนครบาล 4 คาดเดา อีกทั้ง กิตติยัง ยืนยันอีกว่า เจ้าหน้าที่ในรถคุมขัง มีความพยายามที่จะเข้าถึง Card  จริง มีการพยายามวนเวียนที่กระเป๋าใส่กล้อง และนำกล้องออกมาจากกระเป๋า

6. ประเด็นที่อ้างว่า "กิตติ อ้างว่าเจ้าหน้าที่ตํารวจกีดกันในการติดต่อทนายความ หรือบรรณาธิการ หรือคน ใกล้ชิดนั้นก็ไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากภายหลังการควบคุมตัวได้มีผู้สื่อข่าวและผู้ใกล้ชิดเดินทางมาขอพบ กิตติ จํานวนมากและเจ้าหน้าที่ตํารวจก็มิได้มีการกีดกันแต่อย่างใด" นั้น

จากการสอบถาม กิตติ ยืนยันว่าในรถคุมขังตำรวจปฏิเสธการขอติดต่อทนายจริง และยังแจ้งให้นำมือถือออกมาวางอยู่ห่างตัว ตนจึงต้องย้ำว่าตนมีสิทธิติดต่อทนายความ และบรรณาธิการถึง 4 ครั้ง จึงจะได้ติดต่อในภายหลัง

อีกทั้งหลังทีมงานประชาไททราบข่าวว่ากิตติถูกควบคุมตัวและสัญญาณโทรศัพท์ของกิตติหายไปบริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ บรรณาธิการและทีมประชาไทเดินทางเข้าไปชี้แจงกับตำรวจที่ควบคุมพื้นที่บริเวณแยกปทุมวัน พร้อมยืนยันว่า กิตติ ซึ่งเป็นนักข่าวประชาไทถูกควบคุมตัวไปขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าว กลับถูกปฏิเสธจากตำรวจในพื้นที่ดังกล่าวในการที่จะเข้าพอกิตติ จนกิตติที่อยู่ในรถควบคุมตัวพยายามส่งสัญญาณทางกายออกมาจนปรากฏเป็นเงาเคลื่อนไหวในรถผิดปกติ ทางเราจึงยืนยันกับตำรวจว่า กิตติอยู่ในนั้นจริง จนได้พบ อย่างไรก็ตามแม้จะยืนยันกับตำรวจว่า กิตติเป็นนักข่าวและปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวจริงนั้น รวมทั้งตามไปยืนยันที่ สน.ปทุมวันอีกครั้ง กิตติก็ไม่ถูกปล่อยตัว และยังถูกพันธนาการด้วยสายเคเบิ้ลไทร์ไพล่หลังกว่า 2 ชั่วโมง เพื่อนำตัวไป ตชด.1 จ.ปทุมธานี ก่อนปรับ 300 บาท ข้อหาฝืนคำสั่งเจ้าพนักงาน ม.368 และปล่อยตัวในเวลาต่อมา

 

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

แสดงความคิดเห็น

ข่าวรอบวัน

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์