Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • 'เครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง' ยื่นหนังสือคัดค้านขยายพื้นที่ EEC มาที่ปราจึนบุรี กังวลเพิ่มผลกระทบทางด้านมลพิษ กระทบวิถีชีวิตการเกษตร ขาดความเชื่อใจรัฐในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม 
  • บูรณะนิเวศ ตั้งคำถามถึง 'ก่อกิจ' รองเลขาฯ EEC โพสต์เฟซบุ๊ก เล่นมุกหลอกด่าชาวบ้านจากจังหวัดปราจีนบุรีที่มายื่นหนังสือคัดค้าน EEC ว่าเป็น ‘ควาย’ ?

 

23 มิ.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (23 มิ.ย.) ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก บางรัก กลุ่มปราจีนเข้มแข็ง นำโดย สุเมธ เหรียญพงษ์นาม และชาวบ้านปราจีนฯ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เพื่อการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี โดยวันนี้มี ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กำกับดูแลสายงานเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสายงานนโยบายและแผน และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นตัวแทนรับหนังสือจากชาวบ้าน 

ก่อนการยื่นหนังสือ เครือข่ายปราจีนเข้มแข็งได้ปราศรัยแสดงความกังวลถึงการประกาศให้ปราจีนบุรีเป็นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หลายข้อด้วยกัน แต่ประเด็นใหญ่ที่สุดคือ 

  1. เรื่องกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและผลรายงานผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมที่จัดทำโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ธันยาภัทร์ ดอกผล ตัวแทนจากเครือข่ายปราจีนเข้มเข็ง กล่าวปราศรัยว่า สำหรับเธอ มองว่ารายงานฉบับดังกล่าวมีปัญหาเรื่องความถูกต้อง และความรอบด้าน เนื่องจากมีข้อแตกต่างจากข้อเท็จจริงในพื้นที่หลายจุด อย่างการบอกว่าปราจีนบุรีไม่มีปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศ แต่ประชาชนในพื้นที่กลับรู้สึกว่า ตอนนี้อากาศในจังหวัดปราจีนบุรีแย่ลงมากแล้ว หรือประชาชนที่คัดค้านมีข้อกังวลเรื่องปัญหากากอุตสาหกรรม และมลพิษจะขยายตัว แต่ในรายงานกลับไม่มีการระบุถึงข้อกังวลเรื่องนี้ 

  1. ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ เนื่องจากแต่เดิมพื้นที่ EEC ในจังหวัดระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา หรือในพื้นที่ปราจีนบุรี ก็มีปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้ตอนได้ยินข่าวว่าจะมีการขยายเขต EEC เข้ามาในพื้นที่ปราจีนฯ ก็ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น ต่อให้รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจะออกมาระบุว่าจะมีการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ EEC ก็ตาม 

พิศมัย พันธุ์ชาติ ผู้ประกอบอาชีพทำนา อายุ 56 ปี มาร่วมคัดค้านการขยายพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC กล่าวว่า เธอเป็นคนพื้นที่บริเวณแม่น้ำแควพระปรง อ.กบินทร์บุรี ซึ่งแต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานอุตสาหกรรมประมาณ 7-8 โรง ซึ่งแค่ 7-8 โรงยังมีปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ทั้งเรื่องน้ำเสีย หรือมลพิษทุกอย่าง ทำให้แม่น้ำเราเน่าเหม็น ปลาตาย เรื่องเดิมๆ 

การเพิ่มขึ้นของโรงงานก็มีมาเรื่อยๆ จนกระทั่งปี 2568 มีโรงงานประเภท 105 คัดแยกหรือฝังกลบขยะอุตสาหกรรม และประเภท 106 หรือโรงงานรีไซเคิล ส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชน แม้ว่าประชาชนจะมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาโรงงานหลายครั้ง มีการสั่งปิดปรับปรุงชั่วคราว และมีการอนุญาตเปิด ซ้ำๆ แต่ปัญหากลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนก็ยังคงอยู่ ดังนั้น จึงเป็นเหตุผลที่เธอเห็นค้านกับเรื่อง EEC เนื่องจากไม่เธอไม่เชื่อมั่นกับการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ 

“ไม่เชื่อมั่นในการบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐ ถ้าเข้ามาแล้ว EEC เป็นกฎหมายพิเศษ กฎหมายพิเศษคืออะไร อันเก่ายังควบคุมไม่อยู่ พิเศษแบบนี้พวกเราไม่ตายกันหมดเหรอ อยู่ไปก็มีแต่สิ่งแวดล้อมที่ไม่ดี 

“ขอเรียนเชิญว่าให้ท่านพิจารณาใหม่ อย่าเชื่อว่ามันจะเจริญ รวยอย่างเดียว หายนะรวย แม่น้ำกุก็เน่าแล้วโว้ย และแรงงานพวกเราไม่ได้ตกงาน บ้านเรามีลูกแค่ 2-3 คนปัจจุบันทำงานที่โรงงาน เรามีงานทำเต็มอัตราแล้ว แต่วันนี้มีแต่ต่างชาติบุกรุกเข้ามา มาบุกรุกเรา มายึดที่เรา มาหากินในบ้านเรา มาแย่งชิงทรัพยากรทั้งหมดของเรา” พิศมัย กล่าว

  1. หากมีการประกาศเขต EEC อาจทำให้ปัญหามลพิษ และสิ่งแวดล้อมขยายตัว จนส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่อาชีพปลูกพืขเกษตรอินทรีย์ และสมุนไพร ส่งให้อภัยภูเบศร เป็นของขึ้นชื่อจังหวัดปราจีนบุรี 
  2. อาจทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรน้ำในพื้นที่ จะต้องเอาไปจัดสรรให้กับโรงงานใช้ก่อน จนไม่เพียงพอต่อความต้องการอุปโภคและบริโภคของชาวบ้าน และเกษตรกรในพื้นที่ 

รับนำข้อกังวลชาวบ้าน เสนอ กพอ.

ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการกำกับดูแลสายงานเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสายงานนโยบายและแผน และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ กล่าวหลังจากรับหนังสือว่า การรับฟังความเห็นมีทั้งบวกและลบ มีคนเห็นด้วยอย่างมาก และไม่เห็นด้วยอย่างมาก เราก็สังเคราะห์และใส่ในรายงาน และเสียงของเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง หรือชาวบ้านที่มีข้อกังวลและมาสื่อสารวันนี้จะมีการบรรจุลงไปในรายงานเพื่อนำเสนอต่อ กพอ.อีกครั้ง 

สำหรับขั้นตอน ณ ปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) “รับหลักการ” ว่าด้วยการประกาศขยายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่จังหวัดปราจีนบุรีแล้ว แต่ว่าทาง กพอ.ส่งรายงานการศึกษาความเหมาะสมการขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลับมาให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ทบทวนและศึกษาเพิ่มเติมให้รอบด้าน ซึ่งเมื่อทบทวนหรือเพิ่มข้อมูลเสร็จแล้ว จะมีการนำเสนอเข้าที่ประชุม กพอ. อีกครั้ง เบื้องต้นยังไม่ทราบช่วงเวลาว่าจะเข้าที่ประชุมเมื่อใด 

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาที่มีการพิจารณาทบทวนของรายงานการศึกษาความเหมาะสมฯ ข้อกังวลของประชาชนที่มาสื่อสารวันนี้จะสามารถระบุไว้ในรายงาน ไม่ว่าจะเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องความกังวลในอนาคต และทาง สกพอ.จะนำไปนำเสนอกับ กพอ. เมื่อ กพอ.อนุมัติให้ขยาย EEC ไปที่ปราจีนบุรีแล้ว ซึ่งในทางปฏิบัติยังไม่ได้ขยายจริง แต่จะต้องมีการทำเงื่อนไขต่างๆ จากนั้น จะต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. และประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตรงนี้ยังไม่สามารถกะเกณฑ์เวลาได้ แต่อาจจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี 

ระหว่าง 1-2 ปี ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทาง สกพอ.จะขอลงไปพื้นที่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมตามที่ประชาชนมีข้อกังวล โดยจะเข้าดูร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และจังหวัด เพื่อวางแผนพัฒนาปรับปรุงส่วนที่เสื่อมโทรมให้ดีขึ้น โดยจะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และทางจังหวัดที่เกี่ยวข้อง

อีกประเด็นคือการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทางสำนักงานจะทำงานร่วมกับกรมโยธิการจังหวัด และโยธาธิการของกระทรวงฯ เพื่อร่วมกันดูว่าแผนในมุมของเขา หรือผังเมืองแต่เดิมเป็นอย่างไร ถ้า EEC จะประกาศเขต จะประกาศตรงส่วนไหนบ้าง 

เมื่อการประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ปราจีนบุรีจะเข้ามาอยู่ใน EEC อย่างเป็นทางการ ก็จะมีการทำแผนพัฒนาจังหวัด ซึ่งในแผนการพัฒนาของจังหวัด ถ้าประชาชนในพื้นที่ หรือภาคประชาสังคม จะเข้ามาหารือว่าส่วนไหนที่ต้องการหรือไม่ต้องการให้เป็น EEC หรือส่วนไหนที่เป็นปัญหา เราจะเอาเข้ามาอยู่ในแผนการพัฒนา 

ต่อประเด็นที่สุเมธ เหรียญพงษ์นาม แกนนำเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวสอบถามว่า ทำไมถึงเผยแพร่รายงานผลกระทบหลังจากมีการรับหลักการแล้ว ซึ่งปกติ ก่อนหน้าที่จะมีการพิจารณา 'รับหลักการ' ควรส่งคืนเอกสารให้ชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้ที่ออกมาคัดค้านได้ดูก่อน เมื่อกระบวนการไม่มีความโปร่งใส หรือเรียกว่าลักไก่ เขาขอเรียกร้องให้ กพอ.มีมติทบทวนเรื่องการขยาย EEC อีกครั้ง และขอหารือร่วมมือ กพอ. และ ครม.โดยตรง เพื่อเข้าไปชี้แจงที่มาที่ไป และความกังวลใจของชาวบ้าน นอกจากนี้ เขาเสนอให้รายงานที่จัดทำโดย มธ. ต้องเป็นโมฆะ และจัดทำใหม่ตั้งแต่ต้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสเรื่องกระบวนการ

ตัวแทนเครือข่ายปราจีนเข้มแข็ง กล่าวว่า การนำเข้ามูลงานการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยทั่วไปการทำรายงานศึกษาผลกระทบ มันต้องนำข้อมูลส่งคืนประชาชน และตรวจสอบความถูกต้อง แต่ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไม่ได้ทำกระบวนการนั้น หรือไปทำกระบวนการในกลุ่ม จริงๆ เราเป็นคนคัดค้าน เขาต้องมาทำกระบวนการกับพวกเรา เพื่อให้เราเห็นว่ามันถูกต้อง หรือจะแก้ไขข้อมูล แต่สิ่งที่เราได้คือเราต้องไปค้นจากหน้าเว็บไซต์เอง กว่าจะได้ การค้น ค้นยากมาก การเข้าถึงยากมาก 

ต่อมา เวลาเราทำโครงการที่ส่งผลกระทบรุนแรง มันยังต้องเข้าสู่กระบวนการทำ EIA และถ้าเราไม่เห็นด้วย เราสามารถไปชี้แจงกับคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ คชก.ได้ แต่ EEC มันเป็น กพอ. เราจึงอยากจะไปขอชี้แจงกับคณะกรรมการ กพอ.ชุดที่พิจารณาและอนุมัติ สิ่งที่เราได้เรียนกับรองเลขาฯ ว่ามันไม่ถูกต้อง มันไม่ถูกตรงไหน และทำไมเราไม่อยากให้มี EEC

ก่อกิจ ระบุว่า ถ้าประธานคณะ กพอ. หรือนายกรัฐมนตรี อ่านแล้วอยากได้อะไรเพิ่ม หรือจะไปที่ทำเนียบฯ ก็ได้ เพราะนายกฯ อยู่ตรงนั้นอยู่แล้ว เพื่อสื่อสารถึงนายกฯ ในฐานะประธาน กพอ.ได้

ต่อประเด็นที่ทางแกนนำชาวบ้านถามว่าเรื่องที่จะนำรายงานส่งกลับ กพอ.คือช่วงไหน ก่อกิจ ระบุว่าไม่ทราบเลย ขึ้นกับนายกฯ บางทีเราทราบการประชุมค่อนข้างกะทันหัน แต่ถ้าทราบแล้วจะมีการแจ้งข่าวในเว็บไซต์ของ EECO อย่างไรก็ดี ในประเด็นนี้ชาวบ้านเรียกร้องว่า สกพอ. ควรมีการโทร.มาแจ้ง มากกว่าประกาศบนเว็บไซต์ เนื่องจากชาวบ้านไม่ได้ดูเว็บไซต์ตลอดเวลา 

ต่อประเด็นคำถามของมูลนิธิบูรณะนิเวศเรื่อง EEC จะมีบทบาทเรื่องการจัดการมลพิษอุตสาหกรรมอย่างไรได้บ้าง รองเลขาฯ ระบุว่าในภาพใหญ่ เดิมไทยเคยทำเรื่อง Eastern Seaboard และใช้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นตัวผลักดันเศรษฐกิจ ซึ่งสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างมาก อย่างที่ทราบกัน และต้องไปไล่แก้ไขปัญหาตามหลัง วันนี้ประเทศไทยพยายามออกจากประเทศที่ใช้ระบบพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐานจากปิโตรเคมี ซึ่งต่อไปเราน่าจะไม่มีอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซอีกต่อไปแล้ว มันจะลดลงเรื่อยๆ ทางประเทศไทยเลยสร้างกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยใช้โมเดลจากต่างประเทศที่ทำจังหวัดเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อมาทดแทน "Eastern Seaboard" โดยทำโรงงานเป็นก้อนๆ ตามจังหวัดต่างๆ ไม่ให้กระจาย ซึ่งกฎหมายลูกของเรา กำลังรอ ครม.อนุมัติ 

"ถ้าเราเอาทั้งหมดรวมอยู่ในที่เดียวกัน รถราไม่ต้องวิ่งส่งของไป-มา ไม่เปลืองถนน เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัลที่เป็นชิปเซ็ต ที่เป็นแผงวงจร ประกอบเป็นทีวี การจัดการแบบนี้มลภาวะมันจะดีขึ้น รถราจะไม่ได้วิ่งผ่าน ผลมันจะเกิดขึ้นชัดเจน ถ้ากฎหมายมันบังคับใช้ทุกมาตรา ยกตัวอย่าง ใบ รง.4 ถ้าเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เราสามารถออกให้ได้ โดยไม่ต้องผ่านกรมโรงงงาน แต่เราใช้กฎหมายแบบเดียวกับเขา ใช้ระบบดิจิทัล ไม่ต้องรอนานเป็นเดือน" รองเลขาฯ สกพอ. ระบุ 

ก่อกิจ ระบุด้วยว่า เราไม่สามารถอนุญาตให้ทำอุตสาหกรรมหนักได้ด้วย ทำได้แต่อุตสาหกรรมสีเขียว หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องสร้างอย่างอื่นๆ มาทดแทน ไม่งั้นแรงงานจะไม่เหลือ ส่วนที่ประชาชนกังวลว่าจะกระทบกับผลิตภัณฑ์ชุมชน เกษตรอินทรีย์ และสมุนไพร ทาง EEC จะไม่ได้ไปยุ่งกับพื้นที่ธรรมชาติ ป่า ภูเขา และอื่นๆ ก็อยากให้สบายใจ มีอย่างเดียวคือตอนนี้เราจะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร จริงๆ เราอาจจะเป็นเพื่อนกันก็ได้ ถ้าประชาชนมองพวกเขาตามความเป็นจริง และถ้ากฎหมายลูกออกมาแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไปเอาอุตสาหกรรมหนักลงมาในพื้นที่ด้วย 

เมื่อเวลาประมาณ 11.20 น. ชาวบ้านปราจีนบุรีได้แยกย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อไปทำกิจกรรมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลต่อ 

'บูรณะนิเวศ' โพสต์ถามรองเลขาฯ EEC หลอกด่าชาวบ้านที่มายื่นหนังสือว่าเป็น 'ควาย' ?

หลังจากการยื่นหนังสือ เมื่อเวลาประมาณ 20.26 น. มูลนิธิบูรณะนิเวศ โพสต์ข้อความบนสื่อโซเชียลมีเดีย ‘เฟซบุ๊ก’ ตั้งคำถามกับท่าทีของ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กำกับดูแลสายงานเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสายงานนโยบายและแผน และสำนักเทคโนโลยีสารสนเทศ สกพอ. โพสต์ข้อความทำนองเล่นมุก หลอกด่าชาวบ้านเป็น ‘ควาย’

ข้อมูลภาพจากบูรณะนิเวศ

ในโพสต์ของมูลนิธิบูรณะนิเวศ มีการโพสต์ภาพแชทในแอปพลิเคชัน LINE เป็นข้อความของ “Korkij EECO” ระบุว่า “ท่ามือ ไม่ใช่การสีซอ อย่าเข้าใจผิดกัน” ซึ่งข้อความดังกล่าวระบุอยู่ใต้ภาพของก่อกิจ กำลังยกแขนสองข้างในระนาบที่ไม่เท่ากันโดยมีประชาชนห้อมล้อมอยู่ 

ภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ชาวบ้านเครือข่ายปราจีนเข้มแข็งเดินทางไปยื่นหนังสือถึง สกพอ. เมื่อเวลาประมาณ 9.30 - 11.20 น. ซึ่งวันนี้รองเลขาฯ ก่อกิจ เป็นผู้รับหนังสือจากชาวปราจีนบุรี 

นอกจากภาพหลุดจากแชท LINE แล้ว เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “Korkij Danchaivichit” โพสต์ข้อความตั้งค่าให้เห็นเฉพาะ ‘เพื่อน’ ก็ได้โพสต์ภาพเดียวกัน และมีข้อความในทำนองคล้ายคลึงกัน ระบุถึงประสบการณ์ของเขาที่เคยเจอผู้ชุมนุมกลุ่มต่างๆ 

เบื้องต้น ทางมูลนิธิบูรณะนิเวศ ยังไม่ได้มีข้อเรียกร้องถึง ก่อกิจ รองเลขาฯ สกพอ. ให้มาแสดงความรับผิดชอบ หรือชี้แจงแต่อย่างใด 

เมื่อเวลา 21.19 น. ของวันนี้ ผู้สื่อข่าวเช็กเพจเฟซบุ๊ก “ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร” ยังไม่เห็นการออกมาชี้แจงเรื่องนี้แต่อย่างใด 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง