พรรคสามัญชน แถลงไล่ ‘ประยุทธ์’ หยุด ‘APEC’ หยุดแย่งที่ ปชช. ปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิต

พรรคสามัญชน แถลงจุดยืนเคลื่อนไหวร่วม 'ราษฎรหยุด APEC2022' ไล่ประยุทธ์ 16-19 พ.ย.นี้ ชี้ข้อตกลงการประชุมเอื้อนายทุนแย่งยึดที่ดินประชาชนเอาไปให้เอกชนปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิต เสนอถ้าอยากลดโลกร้อน ต้องแก้ที่แหล่งกำเนิด  

 

15 พ.ย. 2565 พรรคสามัญชน รายงานต่อสื่อวันนี้ (15 พ.ย.) พรรคสามัญชนออกแถลงการณ์บนหน้าเฟซบุ๊กของพรรค เรื่อง "ไล่ประยุทธ์ หยุดเอเปค หยุดไล่ล่าแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิต" 

รายละเอียดแถลงการณ์

แถลงการณ์ "ไล่ประยุทธ์ หยุดเอเปค หยุดไล่ล่าแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนเอาไปปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิต"

เนื่องจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจจากเผด็จการทหาร คสช. จะฉวยโอกาสใช้เอเปคเป็นตราประทับรับรองหรือสร้างภาพนโยบายที่สร้างผลกระทบรุนแรงต่อสังคมไทยให้ดูดีขึ้น

นั่นก็คือ  นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG ที่ถูกผลักดันมาจากยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ  ที่ชื่อดูดี  แต่ซ่อนเร้นการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจให้แก่กลุ่มทุนใหญ่ที่แนบแน่นกับรัฐบาลมาตั้งแต่รัฐประหาร 2557 จากการเข้าไปมีตำแหน่งแห่งที่ในกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศทุกๆ ด้าน ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ เป็นการผสมผสานระบบเทคโนแครตเดิมที่ส่วนใหญ่หมายถึงกลุ่มขุนนางข้าราชการที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ไปเป็นระบบเทคโนแครตใหม่ที่มีพ่อค้านักธุรกิจเป็นส่วนผสมมากขึ้น จนทำให้ความเกี่ยวข้องต่อการกำหนดนโยบายโดยรัฐสภาที่ยึดโยงกับประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งถูกลดทอนลง ผลที่เกิดขึ้นได้ทำให้กรรมการคณะต่างๆ ของยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศที่ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 มีลักษณะเป็น 'สภาขุนนางพ่อค้า' ซ้อนทับสภาที่มาจากการเลือกตั้งอีกชั้นหนึ่ง

ซึ่งเป็นสภาเถื่อนที่ไม่ยึดโยงกับประชาชนที่เป็นผู้ออกเสียงเลือกตั้ง

ดังนั้น  BCG ที่ว่าด้วยเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ที่รัฐบาลสืบทอดอำนาจจากเผด็จการทหาร คสช. จะเอาไปยัดไส้ใส่ในการประชุมเอเปคระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายนนี้  เพื่อให้เอเปครับรองนั้น  นอกจากกรรมการขับเคลื่อน BCG ที่ล้วนเต็มไปด้วยชื่อของเจ้าของกลุ่มทุนใหญ่ที่อยู่ในสภาขุนนางพ่อค้าแล้ว  ยังมีเนื้อหาที่ล่องลอยไปจากการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน  มีแต่เนื้อหาสาระที่เอื้อต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสภาขุนนางพ่อค้าเท่านั้น  โดยมุ่งแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ  เช่น  เปิดการปลูกพืชจีเอ็มโอ  แก้นิยามพันธุ์พืชพื้นเมือง  อนุญาตให้เอากากอุตสาหกรรมมาใช้ใหม่  สร้างมูลค่าเพิ่มแอลกอฮอล์แปลงสภาพ  เร่งรัดการขึ้นทะเบียนชีวภัณฑ์ทางการเกษตร  ปลดล็อคข้อจำกัดการรับซื้อขายไฟฟ้า  ให้เอกชนสัมปทานปลูกป่าในที่ดินของรัฐประเภทต่างๆ  ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ที่ไล่ล่าแย่งยึดเอามาจากประชาชน ฯลฯ  

ในส่วนของการให้เอกชนสัมปทานปลูกป่าในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ที่ไล่ล่าแย่งยึดเอามาจากประชาชนนั้น  ถือเป็นการฟอกเขียวให้แก่บริษัทเอกชนที่สร้างมลภาวะคาร์บอน  เพราะไม่ได้เป็นมาตรการลดคาร์บอนจากแหล่งกำเนิด  เปิดทางให้บริษัทเอกชนทั้งในและนอกประเทศเข้ามาสัมปทานปลูกป่าในที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ที่ไล่ล่าแย่งยึดเอามาจากประชาชนเพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิตโดยที่ไม่ต้องลดการปล่อยคาร์บอนจากแหล่งกำเนิดคาร์บอน ณ โรงงาน  หรือแหล่งผลิตสินค้าของบริษัทเอกชนเหล่านั้นแต่อย่างใด  มิหนำซ้ำหากได้คาร์บอนเครดิตจากป่าสัมปทานจำนวนมากกว่าคาร์บอนที่ปล่อยออกมาก็สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อปล่อยคาร์บอนให้มากขึ้น  และนำคาร์บอนเครดิตจากป่าสัมปทานไปขายให้บริษัทเอกชนรายอื่นเพื่อค้ากำไรได้อีกด้วย

ซึ่งการปลูกป่าสัมปทานเพื่อลดคาร์บอนเช่นนี้  ทำให้บริษัทเอกชนมีลักษณะเป็นเจ้าอาณานิคมรูปแบบใหม่ที่ใช้อำนาจนำและเหนือกว่าทางเศรษฐกิจเข้ามาสัมปทานปลูกป่าในประเทศที่ไล่ล่าแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนของตน  โดยเฉพาะที่ดินทำกินที่ถูกกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ทับ  เอามาประเคนให้บริษัทเอกชนเพื่อหวังรายได้จากสัมปทาน  

ดังนั้น BCG ที่รัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร คสช. ไล่ล่าแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนที่ถูกกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ทับจึงเป็นนโยบายที่เอาใจเจ้าอาณานิคมโลกร้อน  เพื่อฟอกเขียวให้กับบริษัทเอกชนเหล่านั้นได้ดำเนินธุรกิจที่สร้างมลภาวะคาร์บอนต่อโลกอย่างต่อเนื่องและไม่ลดละต่อไป

พรรคสามัญชนเห็นว่าการลดโลกร้อนที่ตรงเป้าหมายที่สุด  คือ  ต้องลดมลภาวะคาร์บอน ณ แหล่งกำเนิดเท่านั้น ไม่ใช่ลดโลกร้อนแบบล่าอาณานิคมบนแผ่นดินอื่นเยี่ยงรัฐบาลสืบทอดอำนาจเผด็จการทหาร คสช. ที่วางเป้าหมายหาที่ดินรัฐมาให้บริษัทเอกชนสัมปทานปลูกป่าอย่างน้อย 3.2 ล้านไร่ ภายในปี 2570  ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาจากการไล่ล่าแย่งยึดที่ดินทำกินของประชาชนที่ถูกกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ทับลงไป  ซึ่งผลของมันได้ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีเกือบ 50,000 คดี  ถูกต้องขังไปแล้วกว่า 12,000 ราย  ถูกไล่ออกจากที่ดินทำกินแล้วประมาณ 1 ล้านไร่  และตัวเลขยังคงสูงกว่านี้เนื่องจากมีพื้นที่อีกอย่างน้อย 9 ล้านไร่ รอประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ 21 แห่ง  และอีก 20 ล้านไร่ เพื่อทำให้ได้พื้นที่ป่าร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ  ซึ่งทั้งหมดล้วนมีประชาชนครอบครองทำกินอยู่ในพื้นที่ทั้งสิ้นและไม่มีป่าไม้ใด ๆ เหลืออยู่มานานแล้ว

นี่คือผลงานของประยุทธ์และพวกตลอดแปดปีที่ผ่านมา  กดขี่  ขูดรีดชีวิตที่ควรจะดีกว่านี้ของเรา  ไล่ล่า  แย่งยึดที่ดินทำกินของเรา  

ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมา  จึงไม่มีโอกาสใดดีไปกว่านี้อีกแล้วที่พี่น้องประชาชนจะร่วมกันขับไล่ประยุทธ์และพวกออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและตำแหน่งในรัฐบาลในวาระการประชุมเอเปค

พรรคสามัญชนขอเป็นส่วนหนึ่งของ 'ราษฎร หยุด APEC2022' ในการขับไล่ประยุทธ์และพวก  จงมาร่วมกันขับไล่ประยุทธ์และพวกพร้อมกันกับพวกเรา  โปรดติดตามการนัดหมายทำกิจกรรมต่างๆ ในช่วงเวลา 16-19 พฤศจิกายนนี้ จากราษฎรหยุด APEC2022  

สุดท้ายนี้  ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้คนที่ยังคงไฟฝันอันงดงามเพื่อก่อร่างสร้างสังคมใหม่ให้มีเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ อันสมบูรณ์สืบไป 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

พื้นที่ประชาสัมพันธ์