ประชาชนภาคเหนือรวมตัวที่ศาลปกครองเชียงใหม่ยื่นฟ้อง “พล.อ.ประยุทธ์” นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เหตุไม่ใช้อำนาจทางกฎหมายที่มีแก้ไขวิกฤตฝุ่น PM2.5 ทำปอดพัง มีนักวิชาการ, แพทย์, สภาลมหายใจ และตัวแทนประชาชนเข้าชื่อร่วมเป็นผู้ฟ้องคดี หนึ่งในนั้นมีเยาวชนอายุ 14 ปีเป็นโจทก์ฟ้องนายกฯ ด้วย และมีประชาชนอีก 727 คนลงชื่อสนับสนุนการฟ้องคดีครั้งนี้
10 เม.ย. 2566 เวลา 10.00 น. ประชาชนภาคเหนือรวมตัวกันที่ศาลปกครองเชียงใหม่เพื่อยื่นฟ้องพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี, คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ, คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน จากเหตุไม่ใช้อำนาจทางกฎหมายแก้ไขวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตของประชาชนในพื้นที่
การยื่นฟ้องคดีครั้งนี้เป็นการยื่นฟ้องคดีแบบกลุ่ม โดยผู้ฟ้องคดีจำนวน 10 คน ได้แก่ สมชาย ปรีชาศิลปกุล, นัทมน คงเจริญ, ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล นักวิชาการมหาวิทยาลัยเชียงใหม่, นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ หรือหมอหม่อง อาจารย์แพทย์โรคหัวใจ, กลุ่มสมดุลเชียงใหม่, สภาลมหายใจเชียงใหม่, สภาลมหายใจภาคเหนือ และประชาชน ซึ่งมีเยาวชนอายุ 14 ปีร่วมเป็นผู้ฟ้องคดีด้วย
การฟ้องร้องครั้งนี้มีข้อเรียกร้องสำคัญทางคดี 3 ประการ ได้แก่
- ฟ้องนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจตามมาตรา 9 พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติอย่างร้ายแรงให้มีอำนาจสั่งการให้หน่วยงานทำหน้าที่อย่างเข้มงวด เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้ใช้อำนาจนี้จนการแก้ไขปัญหาวิกฤตฝุ่น PM2.5 มีความล่าช้า ไม่ทันต่อความร้ายแรงของเหตุการณ์
- ฟ้องคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ซึ่งรัฐบาลประกาศแผนนี้มาตั้งแต่ปี 2562 เนื่องจากในระยะเวลา 4 ปีในการใช้แผนนี้ แทบจะไม่เห็นความคืบหน้าและปัญหายังคงความรุนแรงอยู่ นี่คือความผิดปกติที่เราไม่อาจยอมรับ
- ฟ้องคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งมีหน้าที่ครอบคลุมถึงพันธกรณีนอกอาณาเขต (Extraterritorial Obligations) ให้กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข วิธีการจัดทำรายงานการเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้าน เพิ่มในแบบรายงาน 56-1 One Report หรือแบบอื่นๆ ในฐานะเอกสารสำคัญสำหรับการตรวจสอบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานอันเกี่ยวเนื่องกับแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ซึ่งส่งผลกระทบข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย
นอกจากนี้ มีประชาชนที่สนับสนุนการยื่นฟ้องคดีต่อนายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางมาลงชื่อร่วมสนับคำฟ้องที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 7 – 9 เมษายน 2566 จำนวน 727 คน ซึ่งทนายความได้แนบรายชื่อสนับสนุนดังกล่าวไปในเอกสารท้ายฟ้องคดีต่อศาลปกครองด้วย
ผู้เข้าร่วมฟ้องคดีส่วนหนึ่งกล่าวถึงเหตุผลของการฟ้องร้องครั้งนี้ ดังนี้
สมชาย ปรีชาศิลปกุล กล่าวว่า “แผนฝุ่นแห่งชาติที่มีมาตั้งแต่ปี 2562 ไม่ได้ทำให้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปเลย ส่วนมาตรา 9 ของพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมฯ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหานี้อย่างเต็มที่ แต่นายกฯ กลับไม่ได้ใช้อำนาจนี้ ปัญหาสำคัญคือกฎหมายและแผนที่มีอยู่ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างเต็มที่ เราอยากเห็นการนำกฎหมายและแผนมาใช้ปฏิบัติการจริง ถ้ามันใช้ไม่ได้เราจะได้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้แก้ไขปัญหาได้จริงๆ”
สมชาย ปรีชาศิลปกุล (ใส่แว่นดำ)
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ กล่าวว่า “ประชาชนในเมืองต้องเจอฝุ่นพิษ PM2.5 ระดับเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ต้องเผชิญกับความเสี่ยงมะเร็งปอดชนิด EGFR mutation ที่มักพบในคนไม่สูบบุหรี่ เพิ่มขึ้น 7 เท่า รวมถึงเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และมีอายุเฉลี่ยสั้นลง 4-5 ปี เราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจากภาครัฐด้วยเจตจำนงค์ทางการเมืองที่แน่วแน่ ไม่เกรงใจกลุ่มทุน ซึ่งจะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยและรักษาชีวิตคนได้นับล้าน”
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์
ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ กล่าวว่า “ทุกคนต้องทนอยู่กับวิกฤตฝุ่นพิษที่เลวร้ายขึ้นทุกปีไม่ไหวแล้ว รัฐต้องมีมาตรการเร่งด่วนในการแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อลดมลพิษฝุ่นควันในป่าและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะเป็นการส่งสัญญาณต่อพรรคการเมืองและรัฐบาลชุดใหม่ว่าต้องให้ความสำคัญและมีนโยบายเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม กลยุทธ์ในการแก้ปัญหาฝุ่นพิษไม่ควรจะทำเป็นอิเวนท์แล้วจบเป็นปีๆ ไป สภาลมหายใจในฐานะตัวแทนประชาชนต้องการเป็นอีกพลังส่งเสียงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคของเรา เพื่อลูกหลานจะไม่ทุกข์ทรมาน มีลมหายใจที่สะอาดในอนาคต”
ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ
ทั้งนี้ กรีนพีซ ประเทศไทย ลานยิ้มการละคร และนักกิจกรรมภาคเหนือร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ต่อประเด็นฝุ่น PM2.5 ที่บริเวณหน้าศาลปกครองด้วย
ลานยิ้มการละคร
กรีนพีซ ประเทศไทย
นักกิจกรรมเชียงใหม่