เทพไท เสนพงศ์และน้องชาย มาโนช เสนพงศ์ อดีตนายก อบจ.นครศรีฯ ออกจากเรือนจำแล้ว ติดกำไลอีเอ็มก่อนกลับบ้าน หลังถูกพิพากษาจำคุกไปเมื่อปีที่แล้วกรณีทุจริตการเลือกตั้ง
6 พ.ย.2566 สื่อหลายสำนักเช่นสำนักข่าวไทย ผู้จัดการออนไลน์และมติชนออนไลน์ รายงานตรงกันว่า วันนี้ (6 พ.ย.) เมื่อเวลาประมาณ 10.30 น. เทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ และ มาโนช เสนพงศ์ อดีตนายก อบจ.นครศรีธรรมราช ได้เดินทางออกจากเรือนจำนครศรีธรรมราช ไปยังสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อติดกำไลอีเอ็มก่อนจะได้รับการปล่อยตัว ขณะที่บ้านพักมีคนไปรอรับอยู่จำนวนมาก ทั้งญาติและผู้สนับสนุนเต็มบ้านตั้งแต่เช้า
สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.65 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นอุทธรณ์คือจำคุก 2 ปี และตัดสิทธิทางการเมือง 10 ปี ส่งผลให้มาโนช และเทพไท กรณีทุจริตการเลือกตั้ง อบจ.นครศรีธรรมราช หลังรับโทษจำคุกมาแล้ว 16 เดือน หรือ 2 ใน 3 ตามเงื่อนไข จึงได้รับการพักโทษจากกรมราชทัณฑ์ โดยมีกำหนดปล่อยตัวในวันที่ 5 พ.ย. 66 แต่เนื่องจากติดวันหยุด จึงเลื่อนการปล่อยตัวมาเป็นวันนี้
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ น้องชายของ เทพไท เพิ่งโพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คระบุว่า เทพไท ใช้สิทธิ์ทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษเหมือน ทักษิณ ชินวัตร โดยมีใจความว่าหลังได้ไปเยี่ยม เทพไท ที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช เทพไท แจ้งให้ทราบว่าได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล เช่นเดียวกับ ทักษิณ แล้ว พร้อมอธิบายเหตุผลให้ฟังว่า ตั้งแต่เข้าสู่เรือนจำวันแรกมีหลายคนแนะนำให้ทำหนังสือทูลเกล้าฯ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษส่วนบุคคล ซึ่งตอนนั้น เทพไท คิดว่ามีโทษจำคุกเพียง 2 ปี ก็ควรยอมรับชะตากรรม ไม่อยากทำหนังสือขอพระราชทานอภัยโทษให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท จึงไม่ได้ดำเนินการใดๆ นับตั้งแต่วันเริ่มเข้าสู่ประตูเรือนจำ แต่เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2566 ทักษิณ เดินทางกลับประเทศไทย โดยต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อรับโทษจำคุก 10 ปี ตามคำพิพากษาของศาลฎีกา แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าไม่ได้จำคุกจริง หลังจากอยู่ในเรือนจำได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง ก็ต้องย้ายไปอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 โดยอ้างเหตุผลของการเจ็บป่วย และหลังจากนั้นได้ทำหนังสือทูลเกล้าฯ ขออภัยโทษในวันที่ 31 ส.ค. 2566
