Skip to main content
sharethis

รัฐบาลพม่าพยายามหยุดค่าเงินจัตตก ด้วยการปราบปรามผู้ซื้ออสังหาอสังหาริมทรัพย์ต่างประเทศ กระทบยอดขายคอนโดไทย


ที่มาภาพประกอบ Bluewinger (Pixabay) 

เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2567 เว็บไซต์เบนาร์นิวส์ รายงานว่านายหน้าอสังหาริมทรัพย์ในไทยเผยว่าสถานการณ์ค่าเงินจัตของพม่าตกต่ำ กระตุ้นให้รัฐบาลทหารพยายามยับยั้งความต้องการในการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ ด้วยการปราบปรามชาวพม่าผู้ซื้อคอนโดมิเนียมในไทย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรชาวพม่าจำนวนมากหลบหนีเข้ามา เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งจากสงครามภายในประเทศ นับตั้งแต่ที่รัฐบาลทหารยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในปี 2564

สื่อพม่ารายงานว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลทหารพม่าดำเนินคดีกับนายหน้าผู้ซื้อขายคอนโดมิเนียมในประเทศไทย จำนวน 5 ราย เนื่องจากรัฐบาลพบข้อสงสัยว่า พวกเขาเปิดบัญชีธนาคารต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุมัติจากธนาคารกลางพม่า และโอนเงินผ่านช่องทางผิดกฎหมาย

นายหน้าที่ทำงานในประเทศไทย ยังให้ข้อมูลอีกว่า ในปีนี้ ประชากรพม่ากลายเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยมากที่สุดเป็นลำดับที่สอง รองจากประเทศจีน แต่ข่าวเรื่องการดำเนินคดีกับชาวพม่าผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศกลับสร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาด

“หลังจากที่มีข่าวออกไป ยอดขายก็ตกลงทันที ตลาดเงียบกันหมด ยอดขายก็ตกลงอย่างเห็นได้ชัด” พลเมืองชาวพม่าที่ทำงานอยู่ในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ บอกกับเรดิโอฟรีเอเชีย

เหตุการณ์รัฐประหารในเดือน ก.พ. 2564 เป็นชนวนที่ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง หลังจากระยะเวลา 10 ปี ที่ส่อแววว่าเมียนมาอาจจะได้ปฏิรูปประเทศ ซึ่งจุดความหวังให้กับพลเมืองว่า พวกเขามีโอกาสรอดพ้นการตกอยู่ภายใต้ระบบการปกครองของทหารที่ลากยาวมานานหลายทศวรรษ

ประชาชนชาวพม่าออกเดินขบวนประท้วงเกลื่อนเมือง จนกระทั่งรัฐบาลทหารสั่งการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างโหดร้ายทารุณ ซึ่งสถานการณ์ความไม่สงบที่พลเมืองออกมาต่อต้านรัฐบาลทหารได้แพร่กระจายออกไปทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ เศรษฐกิจหยุดชะงักลง ประชาชนทั่วไปก็ต้องเผชิญหน้ากับการถูกตัดไฟฟ้าและการขาดแคลนน้ำใช้ในชีวิตประจำวัน

รัฐบาลทหารเพิ่งจะออกกฎหมายบังคับให้พลเมืองพม่ากลับไปเกณฑ์ทหาร เพราะกองทัพต้องการเสริมกำลังทหารที่มีลดน้อยลงนั้นได้สร้างความหวาดกลัวให้กับครอบครัวชาวพม่าส่วนใหญ่ ดังนั้นการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในต่างประเทศ จึงเปรียบเสมือนกับการหยิบยื่นความหวังให้กับผู้ที่มีกำลังจ่าย และประชากรชาวพม่าหลายราย รวมถึงพนักงานของรัฐบาลเอง ก็เริ่มซื้อคอนโดมิเนียมในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์กล่าว

“สถานการณ์ทางการเมืองที่ปั่นป่วนในพม่า เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้อุปสงค์ในการซื้อคอนโดมิเนียมพุ่งสูงขึ้น” วิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ บอกกับเรดิโอฟรีเอเชีย

ข้อมูลของศูนย์สังกัดธนาคารอาคารสงเคราะห์ ระบุว่า ชาวพม่าขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่สามอย่างรวดเร็ว ในรายการของผู้ซื้อชาวต่างชาติรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยในปี 2565 โดยมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 2.5 พันล้านบาท (ประมาณ 69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ในปีต่อมา ผู้ซื้อชาวพม่าก็ยังรั้งตำแหน่งอันดับสาม โดยมีมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์อยู่ที่ 3.7 พันล้านบาท (ประมาณ 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ การโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมในไทยให้กับลูกค้าชาวพม่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่า เป็น 392 ยูนิต มูลค่า 2.2 พันล้านบาท (ประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เมื่อเทียบกับ 76 ยูนิต ในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

นายหน้าอสังหาริมทรัพย์อีกรายกล่าวว่า ไม่ได้มีเพียงแค่ชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเท่านั้นที่กำลังมองหาอสังหาริมทรัพย์ในไทย แต่ยังมีชาวพม่าที่อาศัยอยู่ในประเทศอื่น ๆ เช่น สิงคโปร์ หรือดูไบ ที่อยู่ในระหว่างการซื้อคอนโดมิเนียมในไทยเช่นกัน

ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ

วิชัยคาดการณ์ว่า ชาวพม่ามีความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยอมรับว่า การแทรกแซงตลาดเพื่อดึงค่าเงินจัตให้แข็งขึ้นของรัฐบาลทหารก่อนหน้านี้น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาด

“เราคาดการณ์ได้ว่า การจำกัดการส่งเงินโอนอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียม” เขากล่าว

ธนาคารโลกชี้แจงในรายงานฉบับล่าสุดว่า เศรษฐกิจของพม่ากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายสำคัญหลายประการ และจะคงอยู่ในภาวะ “อ่อนกำลัง” ต่อไปเนื่องจากระบบเศรษฐกิจมหภาคมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความไม่ลงรอย อีกทั้งภาคการผลิตก็ยังหยุดชะงัก โดยในช่วง 6 เดือนแรกจนถึงเดือนมีนาคม มูลค่าการส่งออกสินค้าลดลง 13% และมูลค่าการนำเข้าสินค้าลดลง 20% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางพม่า ผู้ไม่ประสงค์เอ่ยนาม ชี้ให้เห็นถึงความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสาเหตุของค่าเงินจัตที่อ่อนตัวลง โดยค่าเงินจัตร่วงลงจากประมาณ 1,350 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะมีการรัฐประหาร ไปสู่ 4,600 จัตต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ณ ปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อาวุโส มิน ออง ลาย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของรัฐบาลทหารพม่า ก็ได้ชี้นิ้วกล่าวโทษไปที่ "แก๊งมิจฉาชีพ" ผู้ซึ่งระบุตัวตนไม่ได้ว่าเป็นใคร ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลง เขากล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมาว่า ประชาชนที่ซื้อบ้านในต่างประเทศด้วยรายได้ที่ได้มาอย่างผิดกฎหมายจะต้องถูกสอบสวนและถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

แต่พล.อ.อาวุโส มิน ออง ลาย อาจจะไม่จำเป็นต้องมองหาผู้กระทำความผิดไกลตัวมากนัก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในภาคอสังหาริมทรัพย์ประจำประเทศไทยรายหนึ่ง ผู้ไม่ประสงค์ออกนามระบุว่า ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้ใหญ่หลายครอบครัวได้ซื้อบ้านพักตากอากาศใกล้กับหัวหิน จนพื้นที่แถบนั้นได้รับการขนานนามว่า “หมู่บ้านนายพล”

ทนายความที่ทำงานอยู่ในย่างกุ้ง เมืองหลักและศูนย์กลางทางธุรกิจของเมียนมากล่าวว่า แทนที่รัฐบาลจะไล่ล่าประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านในต่างประเทศ ทางการควรจัดการให้มีการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส และจัดเก็บภาษีที่เหมาะสมมากกว่า

“แทนที่รัฐจะจับกุม ดำเนินคดี หรือสั่งขังผู้คน รัฐควรจัดให้มีการซื้อขายอย่างถูกกฎหมายมากกว่า และระบุให้มีการจ่ายภาษีและขึ้นทะเบียนที่ถูกต้อง” ทนายความผู้ไม่ประสงค์ออกนาม จากการปิดกั้นการแสดงความเห็นต่างในพม่า บอกกับเรดิโอ ฟรี เอเชีย

“ประเทศน่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้น และเจ้าของคอนโดมิเนียมก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับกุม... เป็นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างได้และสมควรที่จะเป็นแบบนั้น”

สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง Facebook, X/Twitter, Instagram, YouTube, TikTok หรือสั่งซื้อสินค้าประชาไท ได้ที่ https://shop.prachataistore.net