เรื่องการเมืองในระบอบสภาผัวเมีย และรัฐบาลครอบครัวนี้เป็นประเด็นถกเถียงมานานทั้งในแวดวงวิชาการ และนโยบายสาธารณะ ซึ่งแทบทุกๆ ฝ่ายก็ต่างมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามันคือระบอบที่ส่งเสริมเครือข่ายความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ และเอื้อต่อการจัดสรรทรัพยากรของรัฐอย่างไม่เป็นธรรมไปไว้ให้แก่พวกพ้องตนเองในมุ้งการเมือง หรือในพรรคใดพรรคหนึ่ง โดยตัวอย่างล่าสุดที่กำลังจะทำให้ประเด็นถกเถียงดังกล่าวนี้ปะทุขึ้นมาอีกก็คือ คณะรัฐมนตรีแพทองธารชุดที่ 1 อันประกอบไปด้วยลูกหลาน-เครือญาติของผู้มีบทบาทนำในการเมืองไทยไม่ว่าจะตัวนายกรัฐมนตรีเองที่เป็นลูกสาวทักษิณ ชินวัตร ส่วนรัฐมนตรีช่วยมหาดไทยก็เป็นลูกสาวชาดา ไทยเศรษฐ์ และยังมีรัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ที่เป็นน้องชายธรรมนัส พรหมเผ่าอีก นี้ยังไม่นับรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลคนอื่นๆ ที่ไม่ต้องเอ่ยชื่อก็พอจะรู้ว่าเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขคนใหญ่คนโตมาแต่เดิมทั้งนั้น
ประชาชนตาดำๆ ที่มีจิตชอบคิดหลอกตัวเองไปวันๆ ก็มักจะวาดฝันลมๆ แล้งๆ ไปว่าพรรคการเมืองที่สนแต่จะแต่งตั้งพวกพ้องมาสืบทอดอำนาจกันเองแบบนี้ ภายในไม่เกิน 4 ปีก็คงสูญพันธุ์และพ่ายให้แก่กระแสความนิยมของพรรคก้าวไกลที่ตอนนี้ได้เกิดใหม่เป็นพรรคประชาชนเป็นแน่แท้ ซึ่งหาได้เป็นความเข้าใจที่ถูกต้องไม่ เพราะต่อให้พรรคประชาชนชนะเลือกตั้งหรือได้จัดตั้งรัฐบาลในฤดูกาลถัดไป “รัฐบาลครอบครัว” หรือ ระบบลูกหลาน/เครือญาติเถ้าแก่ก็ไม่หายไปจากการเมืองไทยอยู่ดี ต่างประเทศมีคำเรียกกลุ่มคนพวกนี้ว่า “Nepo babies” กล่าวคือเป็นพวกที่มีครอบครัวเป็นพื้นฐานช่วยกรุยบุกเบิกเส้นทางเอาไว้อยู่แล้ว ไม่เว้นแม้แต่ในแวดวงค่ายสีส้ม บ้านจึงรุ่งเรืองกิจ และลิ้มเจริญรัตน์ก็ไม่ใช่นามสกุลหน้าใหม่ในการเมืองไทยแต่อย่างใด มิหนำซ้ำเมื่อถึงคราวต้องลงไปเล่นในสนามการเมืองท้องถิ่นก็มีประเด็นให้เห็นตลอดว่ามีการใช้ระบบบ้านใหญ่ไม่ต่างอะไรจากพรรคอื่น ถ้าฝ่ายตรงข้ามจะโจมตีพรรคประชาชนว่ามีหัวหอกเป็นพวกลูกหลานเถ้าแก่ หรือบุคคลสำคัญก็คงจะไม่ห่างไกลความเป็นจริงไปนัก
หากถามว่าควรจะแสดงความรู้สึกต่อเรื่องดังกล่าวนี้อย่างไร… ขออนุญาตแนะนำว่า “ทำใจเสียเถอะ” มันเป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดคือมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยแห่งเดียว เพราะถ้าจะให้นับเอาประเทศในละแวกใกล้เคียงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ก็จะเห็นได้โดยไม่ต้องขยี้ตาซ้ำว่าเกินกว่าครึ่งของกลุ่มประเทศ ASEAN นั้นมีผู้นำเป็นลูกหลานเถ้าแก่หน้าเดิมๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะ Bongbong Marcos Jr., Hun Manet, Prabowo Subianto, Sonexay Siphandone, Hassanal Bolkiah หรือแม้แต่ To Lam ผู้นำเวียดนามคนใหม่ก็ไม่ใช่ลูกตาสีตาสานอกสารบบพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามแต่อย่างใด (สิงคโปร์เองก็เพิ่งจะมีผู้นำที่ไม่ใช่ลูกหลานเถ้าแก่ตระกูล Lee เป็นครั้งแรกก็เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้)
ทั้งนี้ทั้งนั้น ก่อนจะมีใครคิดแย้งในใจว่าการนำ ASEAN (ที่ส่วนใหญ่เป็นประเทศโลกที่ 3 บริหารโดยรัฐบาลกึ่งเผด็จการ) มาเป็นกลุ่มตัวอย่าง ค่อนข้างไม่ยุติธรรม และควรเอาไปเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว หรือกลุ่มประเทศร่ำรวย (OECD) มากกว่า ซึ่งก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะท้ายที่สุดแล้วผลของการเปรียบเทียบก็ไม่แตกต่างกันอยู่ดี เมื่อขยับไปดูในการเมืองญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีคนล่าสุด Fumio Kishida ก็เกิดมาในครอบครัวการเมือง ในกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตยในเครือเดียวกับสหรัฐอเมริกา (Global North) ยิ่งแล้วใหญ่ เปิดรายชื่อและสาแหรกของ ส.ส. ในรัฐสภาชุดล่าสุดที่อังกฤษก็จะเห็นได้ว่าเป็นมีไม่ต่ำกว่า 50-60 คน ที่เป็นลูกหลาน/เครือญาติ ส.ส. เก่าที่ส่งต่อมรดกทางการเมืองของตนเองให้คนในครอบครัวมาทั้งนั้น นายกรัฐมนตรีเบลเยียม แคนาดา รวดไปถึงสมาชิกรัฐสภาสหภาพยุโรปก็ลูกหลานนักการเมืองชั้นครูทั้งนั้น ไม่เว้นแม้แต่เลขาธิการ NATO คนปัจจุบันก็เป็นลูกชายอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศนอร์เวย์
และอย่าไปคาดหวังว่าประเทศหัวหอกด้านเสรีประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาจะไม่มี “ลูกเถ้าแก่” แซงหัวหงอกหัวดำขึ้นมาเป็นใหญ่เป็นโตระดับประเทศ Donald Trump ที่เติบโตข้ามหน้าข้ามตาผู้ใหญ่ในพรรค Republican ทุกวันนี้ได้ทั้งๆ ที่ย้ายไปย้ายมาระหว่างพรรค Democrat และ Reform นี้ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นลูกชายมหาเศรษฐีวงการอสังหาริมทรัพย์ ส่วน Hillary Clinton ก็เติบโตมาใน Democrat ได้เพราะเคยเป็นสตรีหมายเลข 1 มาก่อน ทางด้าน George W. Bush และ Nancy Pelosi นักการเมืองเบอร์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกาเองก็เข้าสู่แวดวงการเมืองระดับชาติได้ก็เพราะเกิดและเติบโตมาในครอบครัวนักการเมืองทั้งสิ้น
แล้วไม่ใช่ว่าปรากฏการณ์นี้จะเพิ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาแต่อย่างใด ในทางกลับกันมันเป็นสิ่งที่มีให้เห็นมาตลอดในการเมืองสหรัฐอเมริกา ย้อนกลับไปช่วงสงครามเย็น John F. Kennedy ก็แต่งตั้งน้องชายตัวเองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม หรือให้ย้อนไปไกลกว่านั้นถึงสมัยประธานาธิบดี George Washington ที่แม้ไม่มีลูกชายไว้สืบทอดอำนาจตัวเองก็พยายามดิ้นรนไปเคี่ยวเข็ญหลานชายให้ลงสมัคร ส.ส. ประเด็นนี้มีนักประวัติศาสตร์รัฐสภาที่สหรัฐอเมริกาเคยทำการสำรวจไว้ว่า 200 ปีที่ผ่านมานี้ มีนักการเมืองส่งไม้ต่อให้ลูกหลาน และเครือญาติพี่น้องปรากฏให้เห็นไม่ต่ำกว่า 500 เคส นักรัฐศาสตร์ Kimberly L. Casey เคยประเมินไว้คร่าวๆ ในช่วงปี 2008 ว่ากว่า 70% ของคนที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคือคนที่เกิดและเติบโตครอบครัวนักการเมือง (nepo babies)
จริงๆ ไม่ต้องย้อนไปไกล ทุกๆ 2 ปีที่มีฤดูกาลเลือกตั้งในสหรัฐอเมริกาก็เป็นธรรมเนียมที่นักข่าวสายการเมืองทั้งหลายจะขุดคุ้ยประวัตินักการเมืองทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่งระดับชาติ เช่น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสมาชิก สถิติที่น่าสนใจ คือ ห้วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ พรรคที่พยายามชูจุดขายว่ามีนโยบายเป็นมิตรกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และเป็นแหล่งรวมหัวกะทิฝ่ายซ้าย มีคอก Caucus ในสภาคองเกรสให้อยู่เป็นหลักแหล่งอย่างพรรค Democrat กลับมีสถิตินักการเมืองลูกหลาน/เครือญาติเถ้าแก่เกือบ 30% มากกว่า Republican เกือบเท่าตัว จริงๆ ประเด็นดังกล่าวนี้ The University of Sydney เคยทำการสำรวจไว้และพบว่าในปี 2024 นี้ จำนวนผู้นำรัฐบาลที่เป็น Nepo babies พบได้ในกลุ่มประเทศขั้วเสรีประชาธิปไตยมากกว่าประเทศเผด็จการเสียอีก

เอาง่ายๆ ขนาดสหรัฐอเมริกาเป็นหัวหอกเจ้าของ Soft power ที่ส่งออกแนวคิดเสรีประชาธิปไตยไปทั่วโลกเองก็ยังหนีไม่พ้นวัฒนธรรมการเมืองแบบสภาผัวเมีย เล่นการเมืองแบบส่งไม้ต่อสืบทอดอำนาจผ่านเครือญาติตัวเองเลย นับประสาอะไรกับประเทศโลกที่ 3 แบบไทยที่เพิ่งจะมีประวัติศาสตร์ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมายังไม่ถึง 100 ปี แท้จริงแล้วประเด็นนี้จะโทษคนที่กาให้คนแบบนี้เข้าสภามาก็น่าจะเป็นเรื่องที่พอรับได้ เนื่องจากในวันเข้าคูหาเองก็มีคนมาให้เลือกเยอะแยะ แต่ส่วนมากเกณฑ์การเลือก ส.ส. ของคนเราก็มักจะวนเวียนอยู่กับคนที่หน้าตาคุ้นเคย คนดัง แล้วก็บ้านใหญ่ที่ใกล้ชิดกับชุมชน สุดท้ายก็ไม่แปลกที่ผลมันจะวนเวียนมาได้ลูกหลานเครือญาตินักการเมืองคนใดคนหนึ่งเข้าสภาไป คือ ในต่างประเทศมีวลีเสียดสีที่พอจะเอามาใช้กับประเทศไทยได้อยู่วลีหนึ่ง “แค่พ่อแม่คุณมีชื่อเป็นสีฟ้า (บน Wikipedia) ชีวิตคุณก็แทบจะโรยด้วยกลีบกุหลาบแล้วน่ะ…” ซึ่งคำว่า “ชื่อสีฟ้า” ในที่นี้ก็หมายถึง ความเป็นคนดังของสังคมจนมีหน้า Wikipedia เป็นของตัวเอง เหมือนเป็นตัวละครหนึ่งที่สำคัญมากพอที่จะมีหน้าประวัติศาสตร์บันทึกไว้ (คล้ายๆ คนที่มีเครื่องหมาย Verified blue mark บน Facebook)
คำแนะนำแบบไม่กำปั้นทุบดิน สำหรับคนที่ไม่อยากได้ลูกหลานเถ้าแก่อ่อนด้อยประสบการณ์การเมืองมาบริหารประเทศ คือ ให้ระดมคนไปเลือกพรรคเล็กๆ ของพวกนักการเมืองปลาซิวปลาสร้อยที่ประกาศเปิดตัวทีไรไม่มีใครรู้จักหน้าค่าตามาก่อน (และในขณะเดียวกันก็เป็นพวกที่ไม่เคยถูกโทรทัศน์ และสำนักข่าวตระกูล “The” เชิญไปเวทีดีเบตด้วย) ข้อนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่ถามว่ามันนำมาประพฤติปฏิบัติจริงได้หรือไม่อย่างไรนั้นทุกคนก็น่าจะทราบกันดี จะมีสักกี่หยิบมือที่กล้าเสี่ยงไปเลือกตาสีตาสาที่ไม่มีปูมหลังพื้นเพอะไรมารับประกันคุณภาพทางการเมืองได้เลย หลายคนอาจจะคิดในใจด้วยซ้ำว่าเลือกไปก็เสียคะแนนเปล่าๆ สุดท้ายมันก็เหลือทางเลือกอยู่ไม่กี่รูปแบบ ซึ่งก็คงไม่ต้องบอกว่าคนจำนวนมากจะไปลงเอยที่ทางเลือกใด ในแง่หนึ่งก็อาจสรุปได้ว่าคนมีแนวโน้มจะเลือก Nepo babies เข้าสภา หรือเอามาเป็นผู้นำรัฐบาลมากกว่าพวกไม่รู้หัวนอนปลายเท้าอยู่ดี เพราะข้อได้เปรียบหนึ่งของคนที่เกิดมาเป็น Nepo babies อยู่ที่การได้เติบโตมาแบบรายล้อมด้วย “คนที่รู้งาน” โดยมากก็มักอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ได้ติดตามเถ้าแก่ไปพบปะกับลูกน้อง หรือมีคนเข้ามาคุยงานกับเถ้าแก่ถึงขั้นร่วมโต๊ะอาหารในบ้าน ได้รับการหล่อหลอมมาตามแนวทางที่เถ้าแก่อยากจะให้เป็น และที่สำคัญ ได้เข้าถึงทรัพยากรไม่ว่าจะการศึกษา สังคม และวัฒนธรรม สิทธิพิเศษใน Club memberships ของแวดวงต่างๆ เป็นข้อได้เปรียบเหนือคนธรรมดาทั่วๆ ไปไม่ยาก
ไม่ต้องไปมองที่ไหนไกล เอาแค่เศรษฐา กับ แพทองธาร ก็น่าจะเห็นความต่างง่ายๆ แล้วว่า Nepo baby ของนักการเมืองระดับครูได้เปรียบขนาดไหน ในขณะที่เศรษฐา ซึ่งได้ชื่อว่านายกรัฐมนตรีที่ไม่มี ส.ส. ในมุ้งเป็นของตัวเอง และแทบไม่มีใครให้หันไปหาเลย ที่ปรึกษาแต่ละคนที่ได้รับมาขนาบรอบๆ ตัวก็เป็นคนของ “ผู้ใหญ่” ส่งมาประกบทั้งนั้น หากกลับมาดูที่แพทองธาร แต่ก็มีปรากฏข่าวซุบซิบออกมาให้ได้ยินบ่อยๆ ว่าแม้เป็นหน้าใหม่ และเป็นเพียงลูกสาวคนหนึ่งในจันทร์ส่องหล้า แต่ก็ใช่ว่าจันทร์ส่องหล้าจะเป็นบ้านที่มีเนื้อเดียวกันตลอดเวลา ฤดูโยกย้ายหรือสลับเก้าอี้ ยังมีการแบ่งขั้วเลย คนของแม่ คนของพ่อ คนของอา เช่นเดียวกับลูกสาวก็มีคนของตัวเอง และมีความพยายามจะดันคนของตัวเองขึ้นในตำแหน่งสำคัญอยู่ตลอด หลายๆ ครั้งคนจึงมักได้ยินคำว่า “กลุ่มเพื่อนอุ๊งอิ๊ง แพทองธาร” อยู่บ้าง แต่เป็นเรื่องน่าประหลาดใจแทบไม่มีใครเคยได้ยิน “กลุ่มเพื่อนเศรษฐา” สักครา มิหนำซ้ำ “แก๊งไอติม” ที่อยู่ใกล้ๆ ตัวเศรษฐา ยังมีเพื่อนสนิทแพทองธารร่วมขบวนอยู่ด้วยจนยากจะแน่ใจว่าที่เรียกแก๊งไอติมนั้นเป็นไอติมของใครกันแน่
ประเด็นที่น่าขบคิดต่อไปจึงอยู่ที่ในเมื่อ Nepo babies เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก และหยั่งรากลึกอยู่ในสังคมแทบจะทุกแห่งมาช้านานที่แม้แต่ประเทศผู้นำโลกประชาธิปไตยอย่างสหรัฐอเมริกาก็ยังไม่สามารถออกแบบระบบขึ้นมาแก้ไขมันได้ ซึ่งก็เคยมีความพยายามร่างกฎหมายออกมากีดกันเรื่องพวกนี้บ้าง เช่น Bobby Kennedy Law ปี 1967 แต่ก็ป้องกันได้แค่ในระดับหนึ่งเท่านั้น และก็ยังห้ามประธานาธิบดีเอาคนใกล้ชิด/คนในครอบครัวมาวิ่งเล่นในตำแหน่งข้าราชการการเมืองในทำเนียบขาวไม่ได้อยู่ดี แล้วคนจากโลกที่ 3 อย่างไทยจะเหลือทางเลือกอะไรให้พอจะก้าวเดินต่อไปได้บ้างในสภาพแวดล้อมการเมืองที่มีเงื่อนไขลักษณะนี้?
แน่นอนง่ายสุดสำหรับคนส่วนมากที่ต้นทุนชีวิตไม่ได้พร้อมจะออกไปต่อสู้ หรือมี Privilege มากพอที่จะทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลังแล้วเสี่ยงโดดลงไปในสนามการเมืองเอง ก็คงมีแต่ทำใจยอมรับ กลืนมันลงไป แล้วหาวิธีอยู่กับระบบให้ได้ อย่างรู้ที่รู้ทางตัวเองในฐานะฟันเฟืองเล็กๆ ตัวหนึ่ง ครบ 4 ปีก็ออกไปใช้ระบบการเลือกตั้งให้เป็นประโยชน์ เลือกพรรคที่ดูจะมีสถิติการใช้คนจากแวดวง Nepo babies น้อยกว่าพรรคอื่นๆ (น่าจะเป็นเส้นทางที่ลำบากและยุ่งยากพอสมควร ยิ่งโดยเฉพาะหากไม่มีสื่อคุณภาพดีๆ คอยรวบรวมข้อมูลพวกนี้จัดทำแผนผัง Mind mapping เปิดไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ) แล้วก็ใช้ชีวิตไปวันๆ ส่วนวิธีที่ซับซ้อนและทะเยอทะยานกว่านี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนที่พร้อมและรักจะเลือกเส้นทางท้าทายเก็บกลับไปช่วยขบคิดว่ามีเทคนิควิธีหรือทางเลือกอื่นๆ อะไรอีกบ้างที่จะพาสังคมให้ก้าวไปในทิศทางที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ได้…
