Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ข้อเสนอของพรรคประชาชนที่สะท้อนออกมาผ่าน ส.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ เรื่องการขยายขอบเขตสวัสดิการเข้าถึงการศึกษา และการรักษาพยาบาล รวมไปถึงการให้เอกสารสิทธิในการทำงานแก่คนพม่าที่อพยพเข้ามาอยู่ในไทยนั้น อาจฟังดูค้านสายตาประชาชนไทย และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มอนุรักษ์นิยมได้ใช้โอกาสนี้นำประเด็นดังกล่าวไปบ่มรวมกับกระแสชาตินิยมที่ก่อตัวพร้อมความรู้สึกเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติ (anti-immigration sentiment) จนสิ่งที่ ส.ส.ธิษะณา ตั้งคำถามกลายเป็นสิ่งที่ฟังดูคอขาดบาดตายเพิ่มความเกลียดชังขึ้นมาในทันใด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดที่ประชาชนจำนวนมากจะมีความรู้สึกเช่นนั้น เพราะไทยเองก็เป็นแค่ประเทศที่ยังติดกับดักรายได้ปานกลาง เศรษฐกิจทุกวันนี้ก็แทบจะเอาตัวเองไม่รอด ความอกหักเจ็บช้ำภายในที่ทำมาหากินอะไรก็ไม่เจริญสักทีตลอดห้วงทศวรรษมานี้ บวกกับการหันไปเห็นเวียดนามทำท่าจะแซงไทยอยู่รอมร่อ คงคาดหวังกระแสตอบรับด้านบวกได้ยาก

ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนต้องทำความเข้าใจ คือ ในมุมมองของประชาชนทั่วๆ ไปนั้น เรื่องนโยบายการศึกษายังถือเป็นเรื่องอ่อนไหวเอามากๆ  เพราะยังมีเยาวชนไทยที่อยู่นอกระบบการศึกษาอีกร่วม 1,000,000 คน และใช้ชีวิตอยู่ในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจนอีกกว่า 3,000,000 คน ในขณะที่จำนวนเยาวชนทั้งประเทศมีแค่ประมาณ 21,000,000 คน เทียบให้เห็นชัดๆ  คือ 15% ของเยาวชนไทยยังได้รับการดูแลอย่างไม่ทั่วถึงเลย มันย่อมเกิดคำถามในกลุ่มประชาชนตาดำๆ ที่อาจจะไม่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศเหมือน ส.ส. หลายๆ คนในพรรคอยู่แล้วว่ารัฐจะเอาความชอบธรรมจากกรอบคิดแบบใดในการมาเจียดทรัพยากรที่มีจำกัดของไทยไปแบ่งให้เด็กพม่าที่ตอนนี้กระแสในภาพกว้างถูกปลุกปั่นไปถึงขั้นแปะป้ายว่าคนพม่าไม่ได้เสียภาษีให้ไทย (เสียแค่มูลค่าเพิ่ม) กลับถือดีจะมาเรียกร้องสวัสดิการเสียแล้ว 

จริงอยู่ว่าเรื่องพรรคประชาชนมีเจตนารมณ์ที่ดีอยากจะผลักดันการช่วยเหลือมนุษยธรรมและส่งออกภารกิจช่วยเหลือมนุษยธรรมไปยังต่างประเทศนั้นยากจะมีใครกังขาได้ และก็มีผู้ใหญ่ในแวดวงนโยบายต่างประเทศ (foreign policy community) เน้นย้ำมาตลอดถึงการทูตเพื่อมนุษยธรรม (humanitarian aid diplomacy) ที่นับเป็นขาหนึ่งของการแผ่อิทธิพลด้าน Soft Power ของไทยด้วย ดังที่เคยประพฤติปฏิบัติมาตั้งแต่อดีต ไม่ว่าจะเป็นการเปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยกัมพูชากว่า 400,000 ชีวิตช่วงสงครามเย็น ไปจนถึงการส่งกองร้อยทหารช่างไปช่วยเหลือภารกิจรักษาสันติภาพและมนุษยธรรมที่ซูดานใต้ในปัจจุบัน ฯลฯ กล่าวอย่างพื้นฐานที่สุด การยกระดับส่งความช่วยเหลือให้คนพม่าทั้งนอกและในประเทศไทยจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในฐานะ ‘บ้านพี่’ (patron) ดูแล ‘เมืองน้อง’ (clients) รอบสวนหลังบ้านในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีป (mainland Southeast Asia) ที่ไม่ควรมองข้าม หากไทยต้องการจะก้าวขึ้นไปเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาค 

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าการต่างประเทศไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในความสนใจหลักของประชาชนไทย แทบจะห่างไกลเกินตัวเสียด้วยซ้ำ ตัวอย่างที่มีให้เห็นง่ายๆ  ต้องย้อนกลับไปยังช่วงหาเสียงเลือกตั้งในแต่ละฤดูกาล มีพรรคใดใช้ “นโยบายต่างประเทศ” เป็นจุดขายหลักบ้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสลับมุมมองของคำถามกลับไปเป็น มีผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนกลุ่มไหนใช้ประเด็น “นโยบายต่างประเทศ” เป็นเกณฑ์ในการเลือกพรรค/นักการเมืองบ้างก็จะยิ่งได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้น กล่าวคือสามารถท้าให้ไปนับหัวได้เลยจะมีคนไทยสักเพียงกี่หยิบมือที่สามารถเข้าใจและแยกแยะความซับซ้อนระหว่างสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนไทยพึงสมควรได้รับอย่างทั่วถึง และภาร(ะ)กิจด้านมนุษยธรรมที่รัฐต้องจัดหาให้ผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านที่ประสบภัยสงครามกลางเมือง ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันอย่างแน่นอน แต่กลับเป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไป 

ในแง่นี้ การที่พรรคประชาชนผลักดันนโยบายภาร(ะ)กิจที่ยิ่งใหญ่ (The Thai Man’s Burden) ให้ไทยก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับภูมิภาคด้วยการช่วยเหลือคนพม่าพลัดถิ่นจึงมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ไม่เว้นแม้แต่ในวันที่พรรคเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะอันดับแรกไทยถึงแม้จะมีระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ค่อยจะเสรีเท่าใดนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันผ่านสภาวะตั้งไข่มาได้จนถึงระดับที่รัฐบาลและรัฐสภาจำเป็นต้องฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนมากกว่ายุคสงครามเย็น ดังนั้น ในกรณีที่มันมีกระแสต่อต้านก่อตัวขึ้น การจะผลักดันวาระแบบที่พรรคประชาชนต้องการในขั้นตอนของรัฐสภาจึงควรเป็นไปอย่างระมัดระวังโดยพึงระลึกถึงบริบทแวดล้อมจากต่างประเทศประกอบไปพร้อมกัน อนึ่ง ปัจจุบันนั้นนโยบายเกี่ยวกับผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติถือเป็นนโยบายดาบสองคมที่สามารถชี้ถึงความรุ่งและร่วงของพรรคได้เลย และเครือข่ายการเมืองในฝั่งอนุรักษ์นิยมหลายๆ ประเทศ (รวมถึงไทย) ก็ดูจะเล็งเห็นโอกาสนี้เป็นอย่างดี ถึงได้มีขบวนการสื่อฝ่ายขวาตบเท้ากันออกมาปลุกปั่นกระแสชาตินิยมบนซากความเจ็บปวดและคราบน้ำตาของคนพม่าพลัดถิ่น

ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้จักไม่เป็นปัญหาเลย หากสังคมไทยนั้นเต็มไปด้วยประชากรวัยทำงาน หัวก้าวหน้า เสรีนิยม ตามอุดมคติของพรรคประชาชน แต่ในทางตรงกันข้าม ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยไปเรียบร้อยแล้ว 10% ของประชากรทั้งประเทศกลายเป็นคนแก่ไปตั้งแต่ปี 2005 และภายในไม่ถึง 20 ปีหลังจากนั้นไทยมีสัดส่วนคนอายุ 55 ปีขึ้นไปเกินกว่า 30% ของประชากร สิ่งสำคัญกว่านั้น คือ ภายในคณิตศาสตร์การเลือกตั้งปี 2023 ที่ผ่านมา มีคนกลุ่มดังกล่าวจำนวนไม่น้อยที่เลือกพรรคก้าวไกล และในการเลือกตั้งปี 2027 พรรคประชาชนก็ยังจำเป็นจะต้องใช้ประโยชน์จากแนวร่วมนั้นๆ เพื่อขยายฐานเสียงให้มีวงกว้างเพียงพอจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ (ทุกคนคงทราบกันดีอยู่แล้วว่าลำพังฐานเสียงจากกลุ่มเยาวชนและวัยทำงานอายุไม่เกิน 35 ปีไม่น่าจะเพียงพอให้พรรคประชาชนเก็บจำนวน ส.ส. ได้ถึง 300 เสียง) เหล่านี้เป็นความท้าทายของพรรคประชาชนที่ไปเปิดช่องว่างให้ขั้วอนุรักษ์นิยมปลุกแนวคิดเกลียดกลัวคนต่างด้าว (xenophobia) มาใช้ลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคโดยปริยาย

ผู้บริหารพรรคประชาชนควรตระหนักว่าภาพรวมและแนวคิดของสังคมไทยยังเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่ ไม่ต่างอะไรจากกรณีของอังกฤษ อีกทั้ง กระแสเยาวชนคนรุ่นใหม่ในการเมืองไทยที่ปะทุขึ้นช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ ถ้านำมาคำนวนในสัดส่วนพีระมิดประชากรก็จะเห็นว่ามันคิดเป็นไม่ถึง 30% ของประชากรทั้งหมดด้วยซ้ำ จึงกล่าวได้อย่างเต็มวาจาว่าไทยยังมีกลิ่นอายของสังคมอนุรักษ์นิยมไม่ได้พัฒนาไปจากหลายทศวรรษก่อนหน้านี้มากนัก ในบางวาระ การที่พรรคจะผลักดันวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้าสากลโลก (internationalism) มากๆ ก็ต้องดูทัศนคติของประชาชนในภาพรวมด้วยว่ามันสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน (โดยเฉพาะกับกลุ่มที่เป็นฐานเสียงของพรรคเอง) หากมันมีช่องว่างระหว่างกันมากเกินไป เช่น ประชาชนยังคิดแต่จะเอาตัวเอง เอาแต่ผลประโยชน์คนในประเทศไว้ก่อน (isolationism) พรรคก็อาจต้องถอย เพื่อรักษาคะแนนนิยมของตัวเอง เพราะพรรคที่ประชาชนอยู่เหนือพรรคจริง ไม่สามารถเดินเกมแบบเน้นข้างนอก (outward-looking approach) ในขณะที่ประชาชนเน้นปากท้อง/เน้นข้างใน (inward-looking) ได้ อย่าลืมว่าประเด็นแรงงานข้ามชาตินั้นเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พรรค Republican ประสบความสำเร็จในการปลุกกระแสด้านลบและสาดโคลนใส่พรรค Democrat จน Hillary Clinton แพ้เลือกตั้งมาแล้ว 

ไม่ใช่แค่นั้น ภาพลักษณ์ของผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติเองก็ไม่ได้ดีในสายตาคนในประเทศไทยจนสามารถช่วยเป็นปัจจัยส่งเสริมให้แผน The Thai Man’s Burden ของ ส.ส.ธิษะณา และ ส.ส.รังสิมันต์ จะสำเร็จได้โดยง่ายตั้งแต่ครั้งแรกที่สาธยายออกมาในเวทีรัฐสภาขนาดนั้น กลับกันเลยก่อนที่จีนเทาจะกลายเป็นประเด็นถกเถียงของสังคม มันมีเมียนมา/พม่าเทามาก่อนด้วยซ้ำ แล้วเรื่องแย่งหรือไม่แย่งงานคนไทยนี้ คนที่ตอบได้ดีที่สุด คือ หน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลด้านการทำงาน/แรงงาน ลองไปสะกิดถามเอาสักหน่วยก็ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร วิ่งไล่จับปูใส่กระด้งแบบนี้มากันแล้วกี่ปี เอาจริงๆ ในทางปฏิบัติแล้ว ผู้บริหารพรรคประชาชนเองก็ดูไม่มีความจำเป็นที่จะต้องนำตัวพรรคมาลงเล่นในสนามขนาดนี้เท่าใดนัก เพราะตัวพรรคเองก็มีความเป็นสถาบัน/องค์กรพอสมควรแล้วหลังผ่านมาหลายขวบปี 

ถ้าต้องการผลักดันประเด็นหรือนโยบายลักษณะข้างต้นนี้ ควรพิจารณาใช้กลไกย่อยของพรรค (wings/factions/caucuses) เช่น ปีกแรงงาน หรือปีกนักกิจกรรม และพันธมิตรในเครือข่ายภาคประชาสังคมช่วยขับเคลื่อนประเด็น พร้อมๆ กับให้การสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการแทนไปก่อนในฐานะโครงการนำร่อง (pliot) เพื่อทดลองดันเพดานให้สูงขึ้นก็ยังได้ ไม่ใช่แค่เพื่อรักษาภาพลักษณ์คะแนนนิยมตัวพรรคอย่างเดียว แต่มันยังสามารถทดสอบทิศทางลมจากภาคประชาชนได้อีกด้วย เหมือนครั้งที่มีคนจากพรรคก้าวไกลคอยให้คำแนะนำ/ปรึกษาแก่กลุ่มนักเคลื่อนไหวพันธมิตรชานม (Milk-Tea Alliance) ช่วงปี 2020-2021 ที่ผ่านมา ใครเห็นก็ติ๊ต่างอนุมานได้ว่าเป็นพรรคพวกในเครือเดียวกัน แต่อย่างน้อยๆ ตัวพรรคสามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ซึ่งโมเดลนี้เป็นที่แพร่หลายนิยมใช้กันในหลายประเทศมากไม่เว้นแม้แต่ในสหรัฐอเมริกา 
 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising