หลายฝ่ายเห็นร่วม ‘นิรโทษกรรมต้องรวม 112’ ชูวัสมองแบบมีเงื่อนไข เป็นไปได้สุด ขณะที่ทนายเมย์แนะเพิ่มกระบวนการพูดคุยให้มากขึ้น ด้านทนายด่างชี้หลายคนในสภาก็เคยได้รับการนิรโทษกรรมมาก่อน
จากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ซึ่งรายงานฉบับนี้จัดให้คดีมาตรา 110 และมาตรา 112 เป็นคดีที่มีความอ่อนไหวทางการเมือง โดยไม่มีข้อสรุปในประเด็นคดีความผิดตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญา และ กมธ. เสนอความเห็นไว้ 3 แนวทางในรายงาน
ในการประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ที่ผ่านมา สภารับรองรายงานฉบับนี้ แต่ลงมติไม่เห็นด้วยในส่วนของข้อสังเกตของ กมธ. จำนวน 270 เสียง เห็นด้วย 152 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และ ไม่ลงคะแนน 1 เสียง
แม้ว่ารายงานฉบับนี้จะไม่มีผลทางกฎหมายใดๆ แต่นัยยะของการโหวตในสภาก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการนิรโทษกรรม มาตรา 112 ที่อาจริบหรี่ลง จึงนำมาสู่งานเสวนา “เส้นทางนิรโทษกรรมทางการเมืองและคดีมาตรา 112” ร่วมพูดคุยโดย พูนสุข พูนสุขเจริญ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน, ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข หนึ่งใน กมธ. ศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม
ประชาไทสรุปสาระสำคัญของการพูดคุยมาดังนี้
นิรโทษกรรมต้องรวม 112
พูนสุขกล่าวถึงที่มาที่ไปของการเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนว่า คดีมาตรา 112 มีการบังคับใช้อย่างเป็นพิเศษมาโดยตลอด ตั้งแต่ก่อนการรัฐประหารปี 2557 เสียด้วยซ้ำ และสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองมาโดยตลอด ต่อมาเมื่อมีการชุมนุมกลุ่มราษฎรในปี 2563 กฎหมาย ม.112 ก็ถูกนำกลับมาใช้อีก
หลังปี 2563 เป็นต้นมา มีคนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอย่างน้อย 1,960 คน มีทั้งส่วนที่คดีสิ้นสุดไปแล้วและยังไม่สิ้นสุด เหตุผลที่มีจำนวนเยอะขนาดนี้เพราะว่าในปี 2563 มีการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เนื่องจากมีการกระบาดของโควิด-19 ทำให้มีผู้ชุมนุม 1,400 คนถูกดำเนินคดี พ.ร.ก. ฉุกเฉิน รองลงมาก็คือคดีมาตรา 112 ในช่วงสี่ปีที่ผ่านมามีคนถูกดำเนินคดีไปแล้วเกือบ 300 คน
วันก่อน พงศ์พล ยอดเมืองเจริญ หนึ่งใน กมธ.ศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรมจากพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวในสภาว่า คนที่โดนคดี ม.112 คิดเป็น 2% ของคนที่โดนคดีทางการเมืองทั้งหมด โดยปัจจุบันมีผู้ต้องขังในคดีทางการเมือง 37 คน ในจำนวนนี้เป็นคดี ม.112 ไปแล้ว 25 คน นั่นหมายความว่าถ้าเราจะแก้ปัญหาความขัดแย้ง ก็ควรรวมคดี 112 เข้าไปด้วย
ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข ในฐานะหนึ่งใน กมธ. ศึกษาแนวทางการตรากฎหมายนิรโทษกรรม กล่าวว่า การหารือกันในชั้น กมธ. ไม่ได้มีข้อสรุปว่าการนิรโทษกรรมควรรวมมาตรา 112 หรือไม่ แต่ก็มีการบันทึกความเห็นของ กมธ. แต่ละคนอย่างเต็มที่ โดยความเห็นส่วนใหญ่ก็เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมรวมคดี 112 แบบมีเงื่อนไข
สำหรับเหตุผลที่ตนมองว่าควรจะรวมคดี 112 แบบมีเงื่อนไขก็เพราะว่าดูเป็นทางเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด บวกกับกังวลด้วยว่าถ้าเสนอแบบไม่มีเงื่อนไขก็อาจไม่ผ่าน หากเป็นเช่นนั้นจะไม่มีใครได้ประโยชน์เลย และถ้านิรโทษกรรมโดยไม่รวมคดีมาตรา112 ก็จะกลายเป็นการ "ปิดจ๊อบ" ให้เฉพาะกลุ่มที่เป็นคนสร้างเงื่อนไขให้นำไปสู่การรัฐประหารให้ได้รับการนิรโทษกรรมแต่เพียงฝ่ายเดียว
ชูวัสกล่าวด้วยว่า การที่คนในสภาโหวตไม่เห็นด้วยในส่วนข้อสังเกตของ กมธ. ถือเป็นการแสดงจุดยืนในเรื่องของความจงรักภักดี ตัวข้อสังเกตมันบ่งชี้ว่าให้ปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังคดีทางการเมืองในระหว่างการพิจารณาคดี แม้กระทั่งคดี 112 ก็ต้องปล่อยออกมาก่อน ตัวข้อสังเกตเองนั่นแหละที่มันมีกระบวนการกึ่งนิรโทษกรรมไปแล้ว แต่ในการคุยกันนอกรอบ แม้กระทั่งกลุ่มอนุรักษนิยมจัด ใน กมธ. ก็ยังมองว่าต้องเอาคนออกจากคุก
ชูวัสกล่าวด้วยว่า ตนไม่เคยเชื่อเรื่องคนดี คนเลว ไม่ว่าจะมาจากฝั่งการเมืองไหน แต่ทั้งหมดถูกกำหนดให้ต้องแสดงบทแบบใดแบบหนึ่งเสมอ วัฒนธรรมการแสดงความจงรักภักดีต่างหากที่กำหนดให้คนแสดงออกแบบไหน
กฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน เล่าว่าในปี 2519 ตนเป็นนักศึกษาปี 2 เรียนที่ ม.ธรรมศาสตร์ หลังจากรัฐประหาร ปี 2521 มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองจากการชุมนุม 6 ตุลาคม 2519 แต่กฎหมายถูกเขียนไว้แบบกว้างๆ ทำให้คนที่ฆ่าผู้ชุมนุมก็ได้รับนิรโทษกรรมไปด้วย
ขณะที่ในปัจจุบัน ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการรวมคดี 112 มักอ้างว่าหากยกโทษให้แล้วก็อาจเปิดทางให้ไปทำผิดซ้ำ ตนก็เห็นว่า การอภัยโทษหรือการนิรโทษกรรมเป็นการยกโทษให้กัน เพราะฉะนั้นไม่จำเป็นต้องมีตั้งเงื่อนไขหรือคำนึงว่าผู้ได้รับนิรโทษกรรมจะมากระทำความผิดอีก ที่ผ่านมาก็นิรโทษกรรมคณะรัฐประหารอยู่หลายครั้ง ไม่เห็นจะมีใครกังวลในประเด็นเรื่องการทำผิดซ้ำ อีกทั้งในคนสภาหลายคนก็เป็นคนที่เคยได้รับการนิรโทษกรรมมาแล้วในอดีต เพื่อที่จะแก้ไขความขัดแย้งตนจึงอยากให้มีความเข้าใจและไม่อคติต่อกัน
แนะทำกระบวนการพูดคุย-สื่อสารกับสังคม
พูนสุขกล่าวว่า คนที่โดนคดี ม.112 เยอะที่สุดคือ เพนกวิน–พริษฐ์ (ปัจจุบันลี้ภัยทางการเมืองที่ต่างประเทศ) รองลงมาคือ อานนท์ นำภา ซึ่งยังอยู่ในเรือนจำ
จากที่ได้พูดคุยกับอานนท์เรื่องนิรโทษกรรม ว่าอานนท์คิดอย่างไรกับการนิรโทษกรรมคดี ม.112 แบบมีเงื่อนไข อานนท์บอกว่าถ้ามีกระบวนการให้พื้นที่พูดคุย ชี้แจงที่มาที่ไปและเหตุผลในปราศรัยของตนคืออะไร แบบนั้นโอเค อานนท์บอกว่า ถ้ามันเป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเช่น มีโจรเอาปืนมาจ่อหัวแล้วบอกให้ลอดหว่างขา อานนท์อาจจะยอมทำตามเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่ในเรื่องนี้อานนท์ยอมไม่ได้เพราะเป็นเรื่องส่วนรวม
พูนสุขกล่าวต่อว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าอานนท์คิดแบบนี้ แล้วผู้ต้องขังหรือคนที่โดนคดีคนอื่นๆ จะคิดเหมือนกัน จึงมองว่าแม้สภาจะรับรองรายงานแล้ว และมีการโหวตคว่ำในส่วนข้อสังเกต แต่ก็ยังควรมีกระบวนการพูดคุยกันต่อไป การนิรโทษกรรมที่รวม 112 อย่างไรก็ต้องเกิดขึ้น แม้ไม่รู้ว่าจะต้องสู้กันอีกกี่ปี
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า อยากฝากอะไรถึงคนในสภา ชูวัสกล่าวว่า ไม่มีมนุษย์คนไหนถูกขังได้ตลอดไปโดยที่คนอื่นยืนเฉยๆ ถ้าสังคมมันสุกงอมพอ คนในสภาอย่างไรก็เป็นผู้แทนของประชาชน เพียงแต่ว่าในการจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ สิ่งที่สำคัญคือต้องสร้างเงื่อนไขทางสังคม บทสนทนา คำอธิบายที่ทำให้สังคมยอมรับร่วมกันให้ได้
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
