สว.เทวฤทธิ์โพสต์แจง สว.ไม่ได้เติมกฎหมายเลือก สว. เข้าไปใน พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข แต่มีอยู่ตั้งแต่ร่างแรกของ รทสช. อีกทั้งในกฎหมายมีทั้งมาตรา 7 ยังกำกับว่าต้องเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองด้วย
9 ก.ค. 2569 เทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.จากโควต้าสื่อสารมวลชน โพสต์เฟซบุ๊กแจงประเด็นที่ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสันติสุข ที่ สส.เพิ่งโหวตผ่านสภาไปเมื่อวานนี้ถูกตั้งคำถามว่าจะรวมคดีฮั้ว สว.ด้วยหรือไม่ ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้รวมคดีนี้เข้าไปด้วย โดยเขาให้เหตุผลว่า
เทวฤทธิ์ระบุว่า เดิมทีฐานความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาของ สว. นั้นถูกใส่มาตั้งแต่ชั้น สส.แล้ว และทาง สว.ไม่ได้มีการเพิ่มเติมฐานความผิดตามกฎหมายฉบับนี้เข้าไปด้วย และการแก้ไขบัญชีแนบท้ายก็เป็นเพียงการเรียงลำดับศักดิ์ของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งได้เอากฎหมายระดับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นมาไว้อันดับแรก และที่ประชุม กมธ. สว.ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ด้วย แม้ว่าจะไม่ทราบความเห็นคนอื่น แต่เขาไม่ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้เพราะเกรงจะเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน
อีกทั้งกฎหมายเรื่องการได้มาของ สว.นี้ เทวฤทธิ์ระบุไว้ว่า ถูกใส่มาเป็นบัญชีแนบท้ายในร่างของพรรครวมไทยสร้างชาติแล้ว "ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาพ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง พ.ศ. 2561" โดยไม่มีการวางเงื่อนไขไว้เลย แปลว่าเหมาความผิดทั้งหมด แต่พอผ่านวาระ 3 ของ สส. จะมีวงเล็บ พร้อมข้อความว่า "ที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกโดยทุจริต เลือกโดยไม่เป็นธรรมและคุณสมบัติอันเป็นเท็จ"
นอกจากนั้น เทวฤทธิ์ยังได้ชี้อีกประเด็นที่ทำให้เห็นว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ไม่รวมคดีฮั้ว สว.ด้วย ก็คือ ในมาตรา 7 ของกฎหมายที่เป็นเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำในคดีที่เข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมนั้นมีเพียง “การกระทำใดๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง อันมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองหรือแรงจูงใจทางการเมือง” เท่านั้น
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ประเด็นที่เทวฤทธิ์กล่าวนี้ เมื่อไปดูร่างกฎหมายต้นฉบับของวิชัย สุดสวาสดิ์ กับคณะ เป็นผู้เสนอมาตั้งแต่ตอนยังเป็นพรรคครูไทยเพื่อประชาชนก่อนจะย้ายมาพรรครวมไทยสร้างชาติและถูกเสนอใหม่ในฐานะร่างกฎหมายของ รทสช. โดยถูกระบุไว้ว่า “ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 2561” แล้วซึ่งเท่ากับอยู่มาก่อนเกิดคดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวกับการเลือก สว.เมื่อปี 2567
นอกจากนั้นข้อความภายในวงเล็บที่ระบุว่า “เฉพาะที่ไม่เกี่ยวพันกับการเลือกโดยทุจริต การเลือกที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติอันเป็นเท็จ” นั้นเป็นประเด็นที่ถูกใส่มาตั้งแต่ชั้น กมธ.ของ สส. ก่อนที่จะผ่านการโหวตในวาระ 2 ของ สส.เมื่อ 21 ต.ค.2568
อย่างไรก็ตามประเด็นนี้ จากที่ผู้สื่อข่าวไปติดตามการประชุม กมธ. ของ สส.ไม่พบว่าการพูดถึงนักในการประชุม สส.ช่วงปลายปี 2568 นอกจากการปรับแก้ชื่อของตัวบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน จะมีการพูดถึงเพียงแต่ประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง สส. เนื่องจากมีคดีที่เริ่มมาตั้งแต่ 2557 อย่างคดีปิดหน่วยเหลือตั้งแต่เพิ่งมีการสั่งฟ้องเมื่อปี 2565 ด้วยเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการพูดถึงว่ามีคดีเกี่ยวกับการเลือก สว.อะไรถูกรวมมาบ้าง และที่ผ่านมาการเลือกตั้ง สว.ครั้งสุดท้ายก็เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2551 ที่มีการเลือกตั้ง สว.ครึ่งหนึ่งและแต่งตั้งอีกครึ่งหนึ่ง ทำให้ไม่ทราบที่มาว่ามีคดีที่เป็นความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับ สว.นี้แต่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตนั้นมีคดีอะไรบ้าง
ในประเด็นไม่นับรวมความผิดฐานทุจริตนี้ยังถูกใส่ไว้ในมาตรา 3 ของกฎหมายรวมกับมาตรา 112 ซึ่งประเด็นนี้เดิมที่เคยเป็นประเด็นที่ กมธ.ของ สส.มีการพิจารณาจะเพิ่มบรรดาฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อหน้าที่เข้ามาในบัญชีแนบท้ายด้วย แต่ที่ประชุมก็มีข้อสรุปว่าไม่ใส่เพิ่มเข้ามาเนื่องจากจะซ้ำซ้อนกับมาตรา 3 ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดเงื่อนไขว่าการกระทำแบบใดจะไม่ได้รับการนิรโทษกรรม
นอกจากเรื่องฐานความผิดแล้ว เรื่องกรอบระยะเวลาก็เป็นเรื่องที่มีการขยายเพิ่มมาเช่นกัน ซึ่งแต่เดิมร่างกฎหมายที่ผ่านชั้นรับหลักการของ สส. มานั้นบางฉบับใส่ไว้แบบเปิดกว้างคือจนกว่ากฎหมายจะถูกประกาศใช้ แต่ร่างเหล่านั้นไม่ผ่านชั้นรับหลักการ เช่น ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของภาคประชาชนหรือของพรรคก้าวไกล
ส่วนที่ผ่านชั้นรับหลักการมาอย่างร่างพ.ร.บ.สร้างสังคมสันติสุข ของวิชัยที่ผ่านมาเป็นร่างหลักก็มีการปรับขยายส่วนกรอบเวลาจากเดิมคือ 22 ก.พ.2567 มาเป็น 18 ก.ค.2568 ซึ่งเป็นวันที่ร่างกฎหมายผ่านชั้นรับหลักการของ สส. มา แทน
