เฟมินิสต์เกาหลีใต้แสดงความยินดีที่ศาลตัดสินคดีชายทุบตีหญิงทำงานร้านสะดวกซื้อพร้อมตะโกน "เฟมินิสต์สมควรถูกทุบตี" ชี้เป็นการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังผู้หญิงอย่างไร้เหตุผล นับเป็นครั้งแรกที่ศาลเกาหลีใต้รับว่า misogyny ถือเป็นแรงจูงใจของ hate crime ขณะที่เหยื่อได้รับบาดเจ็บสาหัสจนสูญเสียการได้ยินถาวร ผู้ต้องหาถูกจำคุก 3 ปี
27 ต.ค. 2567 ในเกาหลีใต้ ศาลชั้นอุทธรณ์ คือศาลแขวงชางวอน เพิ่งจะตัดสินโดยยืนยันคำตัดสินเดิมให้จำเลยมีความผิดในกรณีทำร้ายร่างกาย แต่ก็ได้เพิ่มเติมลงไปในคำตัดสินด้วยว่าสิ่งที่จำเลยกระทำนับเป็นอาชญากรรมที่มีแรงจูงใจมาจากความเกลียดชังต่อผู้หญิงหรือ misogyny ทำให้เป็นครั้งแรกที่ศาลระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า 'ความเกลียดชังต่อผู้หญิง' นับเป็นแรงจูงใจต่อ 'อาชญากรรมจากความเกลียดชัง' หรือ 'เฮทไครม' ได้
คดีนี้มีที่มาจากเหตุการณ์ที่มีชายคนหนึ่งทำร้ายร่างกายหญิงทำงานร้านสะดวกซื้อที่ตัดผมสั้น ชายรายดังกล่าวตะโกนในขณะที่ก่อเหตุว่า "เฟมินิสต์สมควรจะถูกทุบตี" เหตุเกิดเมื่อราวเดือนพฤศจิกายน 2566 ที่เมืองจินจู จังหวัดคย็องซังใต้ ซึ่งนอกจากผู้หญิงผมสั้นจะถูกทำร้ายแล้ว ชายอายุ 50 ปี อีกคนหนึ่งที่พยายามเข้าไปห้ามก็ถูกทำร้ายจากเหตุการณ์นี้ด้วย
ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายในครั้งนี้ได้รับบาดเจ็บสาหัสรวมถึงได้รับความพิการทางการได้ยินอย่างถาวร จากการที่หูซ้ายสูญเสียการได้ยิน ส่วนชายอายุ 50 ปี ที่เข้าไปห้ามแล้วถูกทำร้าย ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและลาออกจากงานเพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความบอบช้ำทางใจให้กับเขา
ศาลแขวงชางวอน เกาหลีใต้ ตัดสินให้ผู้ก่อเหตุมีความผิดต้องโทษจำคุก 3 ปี จากการทำร้ายร่างกายจนได้รับอันตรายสาหัส, ทำลายทรัพย์สินของผู้อื่น และ ขัดขวางธุรกิจ โดยระบุเพิ่มเติมจากศาลชั้นต้นว่า สิ่งที่จำเลยทำนั้น นับเป็นการก่ออาชญากรรมจากความเกลียดชังหรือ เฮทไครม บนฐานของความเกลียดชังต่อผู้หญิง ด้วย
ศาลแขวงชางวอน ระบุว่า "การกระทำของจำเลยนั้นตั้งอยู่บนฐานของความเกลียดชังอย่างไร้เหตุผลและอคติต่อผู้หญิง" ศาลระบุอีกว่านอกจากจำเลยจะตะโกนให้ความชอบธรรมต่อการทุบตีเฟมินิสต์หรือนักสตรีนิยมแล้ว จำเลยยังตั้งคำถามต่อผู้ชายที่เข้าไปช่วยผู้หญิงด้วยว่า "ทำไมถึงไม่เข้าข้างผู้ชายด้วยกัน" ซึ่งศาลลงความเห็นว่าเป็นจุดบ่งชี้ให้เห็นแรงจูงใจจากความเกลียดชังต่อผู้หญิง
กลุ่มสิทธิสตรีชื่นชมการตัดสินของศาลในครั้งนี้ เนื่องจากคดีนี้ถูกนับเป็น "เฮทไครมบนฐานของความเกลียดชังผู้หญิง" เป็นครั้งแรกสำหรับเกาหลีใต้ แต่ก็แสดงความผิดหวังที่ว่าศาลปฏิเสธที่จะเพิ่มโทษจำเลยโดยระบุเหตุผลว่าจำเลยมีปัญหาด้านสภาพจิตใจในขณะที่ก่อเหตุ
ในขณะที่เกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีการพัฒนาที่ล้ำหน้าทางเทคโนโลยี และเป็นผู้ส่งออกวัฒนธรรมป็อบรายใหญ่ เกาหลีใต้ก้ยังคงเป็นสังคมแบบอนุรักษ์นิยมที่มีพัฒนาการย่ำแย่มากในเรื่องสิทธิสตรี นอกจากเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงแล้ว เกาหลีใต้กำลังประสบปัญหาใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง คือการที่คนมักจะเอารูปของผู้หญิงไปตัดต่อสวมกับภาพโป๊เปลือยด้วยวิธีการทางระบบปัญญาประดิษฐ์ที่เรียกว่า 'ดีพเฟค' (deepfake) ซึ่งเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงเยาวชน
กลุ่มนักกิจกรรมในจังหวัดกย็องซังใต้ ซึ่งเป็นจังหวัดที่เกิดเหตุ ได้ชื่นชมคำตัดสินว่าเป็น "ช่วงเวลาประวัติศาสตร์"
ลี-กย็องอ๊ก จากสมาคมสตรีกย็องนัมกล่าวว่า ในอดีตนั้น กรณีอาชญากรรมจากความเกลียดชังต่อผู้หญิงนั้น ศาลไม่ได้วางบทลงโทษอย่างเหมาะสมมากพอ ทำให้กลายเป็นการตอกย้ำการเหมารวมทางเพศ และทำให้เกิดความล้าหลังเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ
เรียบเรียงจาก
Court recognizes misogyny as motive for hate crime for 1st time, The Korea Herald, 16-10-2024
Global Roundup: S.Korea Court Says Misogyny is Hate Crime, Queer Black TV Drama, Malaysian Mothers' Citizenship Fight, Indigenous Women Weave to Heal, Palestinian Director Tackles Gender Equality, Feminist Giant, 19-10-2024
