นักวิเคราะห์มองว่าคำปราศรัยของผู้นำจีน สีจิ้นผิง หลังซ้อมรบข่มไต้หวันได้ส่งสัญญาณว่าจะใช้ "วิธีการผ่อนปรนลง" ในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับไต้หวัน มีนักวิเคราะห์อีกรายหนึ่งมองว่า จีนไม่ได้ผ่อนปรนไปเสียหมด แต่เลือกที่จะใช้ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนไปด้วยกัน
หลังจากที่ประธานาธิบดี ไล่ชิงเต๋อ ปราศรัยเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ทางการจีนก็ได้ซ้อมรบในชื่อปฏิบัติการ "Joint Sword-2024B" ในวันที่ 14 ตุลาคม รอบอาณาเขตประเทศไต้หวัน โดยมีทั้ง หน่วยรักษาการณ์ชายฝั่ง, กองทัพบก, กองทัพเรือ, กองทัพอากาศ รวมถึงหน่วยขีปนาวุธ ซึ่งจีนมักจะทำการซ้อมรบใกล้กับไต้หวัน เพื่อเป็นการแสดงกำลังข่มขวัญหรือ "ส่งสัญญาณเตือน" ต่อไต้หวัน โดยที่ครั้งล่าสุดนี้ก็เช่นเดียวกัน
ร.อ. อาวุโส หลี่ซี โฆษกกองบัญชาการภาคตะวันออกของกองทัพจีน โพสต์โซเชียลมีเดียระบุว่า การซ้อมรบในครั้งนี้เป็น "คำเตือนครั้งใหญ่ต่อผู้ที่หนุนหลังไต้หวันให้เป็นเอกราช และเป็นการส่งสัญญาณความแน่วแน่ของพวกเราในการปกป้องอธิปไตยของชาติ"
การซ้อมรบในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ไล่ชิงเต๋อปราศรัยในวันชาติไต้หวัน 10 ตุลาคม โดยกล่าวย้ำว่าไต้หวันเป็น "ประเทศอธิปไตยและเป็นเอกราช" ไม่ใช่แค่ส่วนหนึ่งของจีน อีกทั้งยังบอกอีกว่าจีนนั้น "ไม่มีสิทธิที่จะเป็นตัวแทนของไต้หวัน"
จางอู่เยี่ย ผู้อำนวยการศูนย์เพื่อความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบของมหาวิทยาลัยทัมคัง กล่าวว่า ทางการจีนไม่เชื่อใจไล่ชิงเต๋อเลยแม้แต่น้อย และจีนประกาศว่าจะมีมาตรการโต้ตอบไต้หวันเนื่องจากคำปราศรัยของผู้นำไต้หวัน
เรื่องดังกล่าวนี้สะท้อนออกมาให้เห็น ทั้งจากการซ้อมรบอย่างหนักหลังจากนั้น และจากคำพูดโต้ตอบของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีนที่กล่าวหาว่าผู้นำไต้หวันพยายามใช้วิธีการอื่นในการ "เสนอขายความคิดผิดๆ เรื่องเอกราชไต้หวัน" อีกทั้งฝ่ายกระทรวงกลาโหมของไต้หวันก็กล่าวโต้ตอบการซ้อมรบของจีนว่าเป็น "การยั่วยุ" และบอกว่ากองทัพไต้หวันก็พร้อมที่จะใช้กำลังโต้กลับถ้าหากถูกโจมตี
หรือจีนจะเริ่มเข้าใจว่า ไม้แข็งอย่างเดียวไม่ได้ผล?
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ จางอู่เยี่ย ได้ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการซ้อมรบของจีนเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ว่า "จีนเริ่มเข้าใจว่า พวกเขาไม่สามารถอาศัยยุทธวิธีไม้แข็งอย่างเดียวโดยไม่มีการใช้ไม้อ่อนด้วย"
จางบอกว่าถ้าหากจีนเอาแต่ใช้ไม้แข็งอย่างเดียวอย่างการต่อต้านเอกราชของไต้หวัน มันก็จะส่งผลเสียต่อการพยายามส่งเสริมการรวมชาติของจีนเอง
มีการตั้งข้อสังเกตว่าคำปราศรัยที่ฝูเจี้ยนของสีจิ้นผิง ผู้ที่เป็นทั้งผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนและผู้นำกลุ่มรัฐบาลกลางเพื่อกิจการไต้หวันนั้น ไม่ได้มีข้อเรียกร้องที่แข็งกร้าวต่อนโยบายเกี่ยวกับไต้หวันแต่อย่างใด
สื่อรัฐบาลจีน พีเพิลเดลี รายงานว่าสีจิ้นผิงได้ปราศรัยว่าฝูเจี้ยนควรจะต้องแสวงหาหนทางใหม่เพื่อให้เกิดพัฒนาการความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบไต้หวัน เช่นมีการส่งเสริมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กับ "การร่วมมือกันสืบทอดวัฒนธรรมจีน" สีจิ้นผิงบอกว่าการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเช่นนี้รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมจีนจะช่วยเสริมสร้างอัตลักษณ์ในชาติให้กับ "เพื่อนร่วมชาติชาวไต้หวัน"
จางตั้งข้อสังเกตว่าประธานาธิบดีจีนไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ไล่ชิงเต๋อในลักษณะเดิม แต่กลับเน้นย้ำเรื่องการพัฒนาเชิงบูรณาการ การขยายการแลกเปลี่ยน และการส่งเสริมฝูเจี้ยนซึ่งเป็นมณฑลที่ตั้งอยู่ใกล้กับไต้หวันมากที่สุดให้มีการแสวงหาแนวทางใหม่ๆ จางตั้งข้อสังเกตจากอีกว่า สีจิ้นผิงไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเอกราชไต้หวันหรือเรื่องความสัมพันธ์กับไต้หวันในแบบหนักๆ เลย
จางวิเคราะห์ว่า ถ้าหากจีนแสดงท่าทีต่อต้านเอกราชไต้หวันแต่อย่างเดียวก็จะเป็นการบั่นทอนความพยายามรวมชาติ ซึ่งจีนไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น จางเลยคาดคะเนว่าต่อจากนี้ไม่นานจีนน่าจะเริ่มหันมาใช้ไม้อ่อนมากขึ้น
ทั้งนี้ จางก็มองว่าการที่สีจิ้นผิงเดินทางเยือนมณฑลต่างๆ อย่างฝูเจี้ยนกับอานฮุยในช่วงที่ผ่านมานั้นเน้นเรื่องการพัฒนาจีนให้เป็นสมัยใหม่ โดยพูดเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและประเด็นการผลิต แต่ที่พูดประเด็นไต้หวันในฝูเจี้ยนนั้น เพราะเรื่องไต้หวันเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมณฑลดังกล่าวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งไม้แข็งและไม้อ่อนพร้อมๆ กัน?
อย่างไรก็ตาม มีนักวิเคราะห์อีกคนหนึ่งที่มองเรื่องนี้ในอีกมุม คือ อาเธอร์ หวัง เลขาธิการใหญ่ของสมาคมเอเชีย-แปซิฟิกอินเตอร์เชนจ์ ผู้เชี่ยวชาญประเด็นความสัมพันธ์จีน-ไต้หวัน
หวัง ประเมินว่าที่สีจิ้นผิงเดินทางเยือนฝูเจี้ยนหลังจากการซ้อมรบแทบจะทันทีนั้น เป็นแผนการของสีที่เตรียมไว้ก่อนแล้ว ดูจากที่มีการเดินทางไปเยือนฝูเจี้ยนเพียง 13 ชั่วโมง หลังซ้อมรบเสร็จ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะวางแผนการเดินทางหลังการซ้อมรบเสร็จได้เร็วขนาดนั้น
อีกเรื่องหนึ่งที่ อาเธอร์ หวัง วิเคราะห์ไว้คือ เขามองว่าทางการจีนมองชาวไต้หวันแยกกันเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน คือมองว่ากลุ่มผู้เรียกร้องเอกราชไต้หวันเป็นแค่คนกลุ่มเล็กๆ กับอีกกลุ่มหนึ่งคือชาวไต้หวันทั่วๆ ไป ทำให้สีจิ้นผิงหันมาใช้วิธีการพูดแบบไม้อ่อนได้อย่างรวดเร็วหลังใช้ไม้แข็งอย่างการซ้อมรบ
หวังมองว่า ไม้แข็งอย่างการซ้อมรบนั้นเป็นสิ่งที่จีนต้องการใช้ข่มขวัญกลุ่มสนับสนุนเอกราชไต้หวัน ส่วนที่พูดเรื่องการพัฒนาแบบบูรณาการและการส่งเสริมเรื่องรากเหง้าทางวัฒนธรรมนั้น เป็นการพูดให้กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่พวกเขามองว่าเป็นประชาชนทั่วไปของไต้หวันฟัง เรื่องนี้หวังมองว่า ได้สะท้อนให้เห็นวิธีการแบบไม้อ่อนกับไม้แข็งควบคู่กันไปในเรื่องนโยบายไต้หวัน ซึ่งจีนเริ่มจะทำแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
หวังตั้งข้อสังเกตอีกว่า สถานที่แรกที่สีจิ้นผิงไปเยือนในการเดินสายที่ฝูเจี้ยนนั้น คือ เกาะตงซาน ซึ่งเป็นพื้นที่แนวหน้าสำหรับปฏิบัติการทางทหารของจีนต่อไต้หวัน น่าจะเป็นไปได้ว่าสีได้เดินทางไปตรวจดูหน่วยทหารของกองทัพจีน ซึ่งน่าจะเป็นการเสริมขวัญกำลังใจให้กองทัพที่ประจำการที่นั่น และย้ำเตือนให้อย่าละทิ้งปฏิบัติการต่อไต้หวัน
เรื่องการไปเยือนที่ว่านี้ไม่มีรายงานข่าวบนหน้าสื่อ ซึ่งหวังมองว่า น่าจะเป็นเพราะในครั้งนี้ สีจิ้นผิงต้องการแสดงให้เห็นแต่ด้านที่เป็นไม้อ่อนของเขาเท่านั้น
เรียบเรียงจาก
