Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันที่ 5 พฤศจิกายนนี้จะมีการเลือกตั้งสหรัฐฯ หนึ่งในประเด็นที่น่าจับตามองคือประเด็นความหลากหลายทางเพศ หรือ LGBTQ+ ว่าผู้แทนจากสองพรรคคือ กมลา แฮร์ริส และโดนัลด์ ทรัมป์ มีจุดยืนอย่างไรบ้าง นอกจากนี้ยังมีผลโพลที่ระบุว่า เพศสภาพของผู้โหวตและทัศนคติที่ต่างกันเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ ยังเป็นตัวชี้วัดว่าพวกเขาจะเลือกผู้สมัครคนไหนด้วย

สื่อด้านความหลากหลายทางเพศ ดิแอดโวเคท ได้นำเสนอมุมมองจากผู้แทนพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต ในเรื่องนโยบายความหลากหลายทางเพศหรือ LGBTQ+ และในเรื่องนโยบายความเท่าเทียมทางเพศเอาไว้ โดยระบุว่า ผู้แทนพรรคเดโมแครต กมลา แฮร์ริส มีจุดยืนในเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ก้าวหน้ากว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้แทนพรรครีพับลิกันอย่างเห็นได้ชัด

ตอนที่แฮร์ริสดำรงตำแหน่งเป็น สว. เมื่อปี 2561-2564 เธอได้สนับสนุนการเสนอร่างกฎหมายเพื่อ LGBTQ+ ในหลายด้านด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงบริการสาธารณสุข, กระบวนการยุติธรรม, ห้ามไม่ให้มีการนำงบประมาณส่วนกลางไปใช้กับการบำบัดแก้เพศต่อเยาวชนที่เป็น LGBTQ+ รวมถึงกฎหมายที่เรียกว่า "กฎหมายความเท่าเทียม" ที่ห้ามการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อ LGBTQ+ ในด้านต่างๆ ทั้งในเรื่องการจ้างงาน, ที่อยู่อาศัย, การเข้าถึงบริการสาธารณะต่างๆ, รวมถึงการดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ

ทั้ง โจ ไบเดน ประธานาธิบดีพรรคเดโมแครต และแฮร์ริส ต่างก็สนับสนุนร่างกฎหมายความเท่าเทียมมาเป็นเวลานานแล้ว กฎหมายฉบับนี้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมสภาคองเกรสหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยผ่านร่างได้สำเร็จเลยไม่ว่าจะในสภาบนหรือสภาล่าง แฮร์ริสเคยให้คำมั่นว่าจะทำให้กฎหมายหมายฉบับนี้ผ่านออกมาบังคับใช้ให้ได้ "เพื่อที่ชาว LGBTQ+ อเมริกันทุกคน จะได้รับการการันตีสิทธิในการใช้ชีวิตได้อย่างเสรีและการเป็นตัวเองอย่างเปิดเผย"

ในทางตรงกันข้าม ทรัมป์ มีจุดยืนต่อต้านกฎหมายความเท่าเทียม เจ้าหน้าที่รัฐบาลสมัยทรัมป์เมื่อปี 2562 เคยให้สัมภาษณ์ต่อสื่ออ้างว่ากฎหมายความเท่าเทียมในร่างฉบับยุคนั้นเป็นเสมือน "ยาพิษ ที่จะทำลายสิทธิของผู้ปกครองและความรู้สึกนึกคิด" ซึ่งคงเป็นไปได้ยากที่ทรัมป์จากเปลี่ยนแนวทางจากจุดยืนนี้

สมรสเท่าเทียม

ในเรื่องสมรสเท่าเทียมนั้น ถึงแม้ว่าในสหรัฐฯ จะกลายเป็นกฎข้อผูกมัดที่สืบต่อมาจากคำตัดสินของศาลจนทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมายแล้ว แต่ก็มีความเสี่ยงที่ทรัมป์จะอาศัยอำนาจที่เขามีผ่านศาลสูงสุดของสหรัฐฯ เพื่อพยายามคว่ำสมรสเท่าเทียม

ในทางตรงกันข้าม แฮร์ริสนั้นเป็นผู้ส่งเสริมเรื่องสมรสเท่าเทียมมานานแล้ว เธอเคยเป็นผู้ทำพิธีสมรสให้กับคู่รักเพศเดียวกันในซานฟรานซิสโกมาตั้งแต่ปี 2547 เมื่อนายกเทศมนตรีซานฟรานซิสโกในยุคนั้นคือ กาวิน นิวซัม ได้ประกาศให้การแต่งงานของคนรักเพศเดียวกันถูกกฎหมาย ในเวลาต่อมาเมื่อมีการพยายามคว่ำสิทธิสมรสเท่าเทียมในแคลิฟอร์เนีย แฮร์ริส ก็ไม่เล่นด้วย และเมื่อไบเดนลงนามในกฎหมายคุ้มครองสมรสเท่าเทียมที่ชื่อว่า 'พระราชบัญญัติความเคารพต่อการสมรส' หรือ Respect for Marriage Act ไบเดนก็มอบปากกาที่ลงนามอนุมัติกฎหมายนี้เป็นของขวัญให้กับแฮร์ริสเพื่อแสดงการยกย่องแฮร์ริสที่เคลื่อนไหวเพื่อสมรสเท่าเทียม

สำหรับกฎหมายคุ้มครองสมรสเท่าเทียมฉบับดังกล่าวนี้ เจ ดี แวนซ์ สว.พรรครีพับลิกัน คู่หูลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีร่วมกับทรัมป์ บอกว่า ในตอนที่กฎหมายนี้ออกมาเขายังไม่ได้เป็น สว. ถ้าเป็นเขาเขาคงโหวตคัดค้านกฎหมายนี้ตั้งแต่ตอนนั้นไปแล้ว

การเข้าถึงการดูแลทางสาธารณสุขเพื่อยืนยันเพศสภาพ สำหรับคนข้ามเพศ

หรือเรียกง่ายๆ คือการช่วยเหลือเรื่องการข้ามเพศ/แปลงเพศ

ทรัมป์ ให้สัญญาว่าจะทำให้การดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพในเยาวชนนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมายในระดับรัฐบาลกลาง และจะทำให้ไม่มีการพูดถึงประเด็นการข้ามเพศในทุกๆ วัย เขาพยายามทำแคมเปญสร้างความหวาดกลัวให้พ่อแม่ผู้ปกครองให้มองว่าการข้ามเพศนั้นเป็นเรื่องของ "การผ่าตัดที่โหดร้าย"

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่คนข้ามเพศทุกคนที่จะผ่าตัด และการผ่าตัดนั้นเป็นแบบเดียวกับการผ่าตัดอื่นๆ ที่ต้องมีการฟื้นตัวของคนไข้หรือเป็นไปตามกระบวนการแพทย์โดยไม่ได้โหดร้ายป่าเถื่อนแบบที่ถูกกล่าวหา ทั้งนี้ยังมีงานวิจัยสนับสนุนด้วยว่า การที่เยาวชนคนข้ามเพศได้รับฮอร์โมนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพนั้น ทำให้เยาวชนเหล่านั้นมีความพึงพอใจในชีวิตมากขึ้น มีสุขภาพจิตดีขึ้น ลดอาการซึมเศร้าและวิตกกังวล ในทางตรงกันข้ามไม่มีงานวิจัยใดเลยที่บ่งชี้ว่าการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพจะส่งผลทางลบต่อจิตใจของเยาวชน

สำหรับมุมมองของแฮร์ริสในประเด็นนี้น่าจะเป็นบวกมากกว่า แฮร์ริสเคยมีประวัติสนับสนุนเรื่องการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพ ในสมัยที่แฮร์ริสเป็นอัยการสูงสุดของรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น เธอได้ช่วยเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐแคลิฟอร์เนียให้ผู้ต้องขังสามารถรับการดูแลทางการแพทย์เพื่อการข้ามเพศได้

ประเด็นคนข้ามเพศในกีฬา

ขณะเดียวกัน แวนซ์ ผู้ที่เป็นคู่หูของทรัมป์ ก็ได้เสนอกฎหมายและส่งเสริมกฎหมายต่อต้านคนข้ามเพศถึง 5 ฉบับ ในช่วงที่เขาเป็นสว.ระหว่างปี 2566-2567 นอกจากกฎหมายการจำกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพที่กล่าวถึงไปแล้ว ยังมีกฎหมายอื่นๆ อีกเช่น กฎหมายจำกัดไม่ให้คนข้ามเพศเข้าร่วมในกีฬา

ฝ่ายของทรัมป์มักจะกล่าวเหยียดผู้หญิงข้ามเพศ โดยอ้างว่าพวกเธอเป็น "ผู้ชาย" แล้วสัญญาว่าจะทำให้ผู้หญิงข้ามเพศที่พวกเขามองว่าเป็น "ชาย" เหล่านี้ไม่ให้เล่นกีฬาของผู้หญิงได้ ซึ่งเป็นวาทกรรมที่ผิดหลักวิทยาศาสตร์ และทางประชาไทเคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้แล้วว่า งานวิจัยจำนวนมากระบุว่าผู้หญิงข้ามเพศที่เทคฮอร์โมนเพศแล้วไม่ได้มีข้อได้เปรียบทางด้านกีฬาในการแข่งขันกีฬาหญิง

ส่วน แฮร์ริส นั้นเหมือนจะไม่เคยพูดถึงประเด็นนี้โดยตรง แต่เธอก็เป็นรองประธานาธิบดีของรัฐบาลไบเดน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ให้การส่งเสริมความเท่าเทียมเพื่อคนข้ามเพศในทุกๆ ด้านของชีวิต รวมถึงการแก้ไขการตีความกฎหมาย Title IX ของบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมด้านการศึกษาปี 2515 เพื่อเพิ่มการห้ามกีดกันเลือกปฏิบัติบนฐานของเพศสภาพและเพศวิถีเข้าไปด้วย จากเดิมที่กฎหมายนี้อาจจะตีความเป็นแค่เรื่องเพศกำเนิดอย่างเดียว ทำให้เป็นไปได้ยากที่แฮร์ริสจะมีจุดยืนต่อต้านกีดกันคนข้ามเพศจากกีฬา

เพศศึกษาและ LGBTQ+ ศึกษา

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตจากสื่อว่า ทรัมป์ มักจะใช้วาทกรรมที่กล่าวหาว่า เรื่องความเท่าเทียมทางเพศเป็น "อุดมการณ์เชิงเพศสภาพ" ที่พวกเขาต้องการต่อต้าน รวมถึงห้ามไม่ให้มีการเรียนการสอนในห้องเรียน

ในทางตรงกันข้ามแฮร์ริสเคยให้สัญญาว่าจะ "คุ้มครองเสรีภาพที่จะรัก และคนที่คุณจะรักได้อย่างเปิดเผย ด้วยความภาคภูมิใจ" ซึ่งก็มองได้ในอีกแง่ว่าวาทกรรมนี้ของแฮร์ริส พูดถึงแต่เพศวิถีอย่างเดียวไม่ได้ครอบคลุมถึงเรื่องของคนข้ามเพศด้วยหรือเปล่า เพราะประเด็นคนข้ามเพศคือประเด็นเชิงเพศสภาพไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า "ฉันรักใคร" แต่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่า "ฉันเป็นใคร" ซึ่งปมปัญหาคือการที่ตัวตนของพวกเขาหรือพวกเธอเองที่ไม่ได้รับการยอมรับ ต่างจากปมปัญหาที่ฝ่ายเพศวิถีเผชิญคือปมปัญหาเกี่ยวกับความรักและเพศที่ไม่ถูกยอมรับ ทำให้การยกวาทกรรมนี้มาอย่างเดียวอาจจะยังชี้วัดได้ยาก แต่แฮร์ริสก็เคยวิพากษ์วิจารณ์กรณีการกีดกันการศึกษาประเด็นเชื้อชาติสีผิวและ LGBTQ+ มาก่อนหน้านี้

ทรัมป์มักจะพูดต่อต้านเรื่องการเรียนการสอนเกี่ยวกับประเด็นการเหยียดเชื้อชาติสีผิวและประเด็น LGBTQ+ ในห้องเรียน ในเว็บไซต์หาเสียงของทรัมป์ระบุว่าจะตัดงบประมาณโรงเรียนที่สอนเรื่องเหล่านี้ ซึ่งผู้คนที่ต่อต้านเรื่องการเรียนการสอนในเรื่องเหล่านี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วสอนเรื่องอะไร

ในปี 2566 แฮร์ริส เคยกล่าวปราศรัยเอาไว้อย่างเผ็ดร้อนในเชิงประณามความพยายามของรัฐและฝ่ายอื่นๆ ในการฟอกขาวประวัติศาสตร์อเมริกันโดยการปกปิดหรือให้ความชอบธรรมเรื่องการใช้ทาสคนผิวดำ รวมถึงการปิดกั้นการเรียนการสอนเกี่ยวกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฟลอริดา ซึ่งแฮร์ริสบอกว่าการห้ามสอนเช่นนี้เป็นการสร้างความหวาดกลัวให้กับครู และยิ่งไปกว่านั้นมันคือการบิดเบือนประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นเรื่องโกหก

คนข้ามเพศกับการเกณฑ์ทหารและการเดินทาง

อีกเรื่องหนึ่งที่ทรัมป์เคยทำไว้คือการสั่งแบนคนข้ามเพศจากการรับราชการทหารในสหรัฐฯ พอถึงยุคไบเดนก็มีการยกเลิกคำสั่งแบนนี้อย่างรวดเร็ว สื่อแอดโวเคทมองว่าไม่มีเหตุผลที่แฮร์ริสจะกลับมาสนับสนุนการสั่งแบนไม่ให้ชาว LGBTQ+ เข้าไปรับราชการทหาร

ทั้งนี้ยังมีเรื่องที่ แวนซ์ คู่หูของทรัมป์ได้ผลักดันกฎหมายต่อต้านคนข้ามเพศอีกฉบับหนึ่ง เป็นกฎหมายในเชิงต่อต้านการรับรองเพศสภาพของผู้ที่มีเพศสภาพอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชายหญิง โดยการห้ามไม่ให้มีการระบุเพศ "X" ในหนังสือเดินทาง หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีนโยบายกำหนดให้มีการระบุเพศในหนังสือเดินทางสามารถทำได้ไม่ว่าจะในแบบที่เป็นกลางทางเพศ หรือในแบบที่เป็นไปตามเพศสภาพของบุคคลนั้นๆ ซึ่งนโยบายเดิมดังกล่าวนี้ช่วยแก้ปัญหาการถูกเรียกเพศผิด และปัญหาความยุ่งยากที่ทั้ง คนข้ามเพศ, อินเตอร์เซ็กส์ และนอนไบนารี มีโอกาสต้องเผชิญเวลาผ่านจุดตรวจที่สนามบิน

สิทธิเข้าถึงการทำแท้ง สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์

ประเด็นความเท่าเทียมทางเพศที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ ปมเรื่องการเข้าถึงการทำแท้ง และสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ซึ่งนับเป็นประเด็นของ LGBTQ+ ด้วย เพราะชาว LGBTQ+ ก็ต้องการเข้าถึงทางเลือกในการทำแท้ง, การคุมกำเนิด, การช่วยเหลือด้านการเจริญพันธุ์ ซึ่งหมายถึงการช่วยเหลือเรื่องการมีลูก รวมถึงการดูแลเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์อื่นๆ

ในประเด็นนี้ แฮร์ริส ได้ทำการรณรงค์เสมอมาให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ที่พวกเขาต้องการได้ และการทำให้เรื่องนี้ถูกกฎหมายเป็นการสื่อนัยยะสืบเนื่องต่อไปยังประเด็นสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของตัวเองด้วย เช่นเรื่องสิทธิในความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด และสิทธิในการเข้าถึงการดูแลทางการแพทย์เพื่อยืนยันเพศสภาพ

ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากผู้คนเข้าถึงสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ไม่ได้ก็เสี่ยงจะเผชิญกับการสูญเสียต่างๆ เช่นกรณีที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งแฮร์ริสได้ยกตัวอย่างให้เห็น อย่างกรณีการถูกกีดกันไม่ให้ทำเด็กหลอดแก้วสำหรับคู่ที่มีลูกเองไม่ได้ กรณีผู้หญิงแท้งเองในลานจอดรถจนเกิดการติดเชื้อและไม่สามารถมีลูกเองได้อีกต่อไป ทำให้ถ้าหากจะมีกฎหมายรับรองสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ใดๆ ก็ตาม แฮร์ริสพร้อมที่จะลงนามในกฎหมายนั้น

ฝ่ายทรัมป์ดูเหมือนจะพยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงประเด็นนี้ เพราะเขารู้ว่าการจำกัดสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์นั้นเป็นเรื่องที่คนไม่นิยม แต่ทว่าก่อนหน้านี้ทรัมป์ก็เคยโอ้อวดในเรื่องที่เขาคว่ำตัดสิน Roe v. Wade ซึ่งเป็นคำตัดสินที่เป็นการรับรองสิทธิการทำแท้งในสหรัฐฯ ทุกๆ รัฐ โดยที่ผู้พิพากษาศาลสูงที่คว่ำคำตัดสินนี้มีคนที่เป็นฝ่ายของทรัมป์อยู่ด้วย ทรัมป์อ้างว่าเขาต้องการให้แต่ละรัฐตัดสินเรื่องกฎหมายทำแท้งเอง หลังจาก Roe v. Wade ถูกคว่ำ ก็มีรัฐเกือบครึ่งหนึ่งในสหรัฐฯ ที่สั่งแบนหรือจำกัดการทำแท้งอย่างเข้มงวด และดูเหมือนผู้คนจะไม่ชอบเรื่องนี้เท่าไหร่

ผลโพลสะท้อน คนต่างเพศ สนับสนุนผู้แทนต่างกัน

ในวันที่ 27 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ผลสำรวจโพลจาก CBS News/YouGov แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงจะสนับสนุนแฮร์ริสมากกว่าคืออยู่ที่ร้อยละ 55 ส่วนเพศชายจะสนับสนุนทรัมป์มากกว่าคืออยู่ที่ร้อยละ 54 นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องทัศนคติต่อความเท่าเทียมทางเพศของแต่ละผู้สมัครที่มีผลต่อการเลือกของแต่ละเพศด้วย

ชายที่บอกว่าสหรัฐฯ กำลังมีการพยายามส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศมากเกินไป จะมีแนวโน้มโหวตให้ทรัมป์มากกว่า ส่วนผู้หญิงที่บอกว่าการพยายามสนับสนุนความเท่าเทียมทางเพศในสหรัฐฯ นั้นยังมีไม่มากพอ มีแนวโน้มที่จะโหวตให้แฮร์ริสมากกว่า

ผลโพลยังสะท้อนอีกว่า ผู้หญิงส่วนใหญ่มองว่าแฮร์ริสเป็นผู้ที่มีสุขภาพจิตและสติสัมปชัญญะที่เหมาะสมกับการเป็นประธานาธิบดีมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายส่วนใหญ่มองว่าทรัมป์จะเป็นผู้นำที่เข้มแข็งกว่า อีกทั้งกลุ่มตัวอย่างเกินกว่าครึ่งหนึ่งมองว่า ประเด็นสิทธิในการทำแท้งเป็นประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับการตัดสินใจลงคะแนนเสียงของพวกเขาถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในมุมมองของผู้ลงคะแนนเสียงก็ตาม

เรียบเรียงจาก

Where do Kamala Harris and Donald Trump stand on LGBTQ+ rights?, Advocate, 07-10-2024

https://www.advocate.com/election/where-harris-trump-stand-lgbtq

LGBTQ rights: Where do Harris and Trump stand?, The Conversation, 10-10-2024

https://theconversation.com/lgbtq-rights-where-do-harris-and-trump-stand-237298

Harris-Trump support virtually split by gender: Poll, The Hill, 27-10-2024

https://thehill.com/homenews/campaign/4955902-harris-trump-support-split-by-gender/

CBS News Harris-Trump poll has closer look inside gender gap as candidates draw even, CBS News, 28-10-2024
https://www.cbsnews.com/news/trump-harris-poll-gender-gap/

Gender-affirming care is preventative care, Arjee Javellana Restar, National Library of Medicine, 24-06-2566

https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC10290445/

ช้อมูลเพิ่มเติมจาก

งานวิจัยหลายชิ้นชี้องค์กรกรีฑาโลกแบนหญิงข้ามเพศแข่งกีฬา 'ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์'

https://prachatai.com/journal/2023/03/103402

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง