'ภูมิธรรม' เผย 'เพื่อไทย' เสนอแก้ กม.กลาโหม สกัด รปห. เป็นสิทธิของ สส.ไม่ใช่จุดยืนพรรค ต้องคุยกันอีกที ฟังความเห็นทุกฝ่าย ชี้ไม่ได้เป็นเรื่องลายลักษณ์อักษรอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการปฏิบัติ หรือความร่วมมือ ด้าน 'อนุทิน' ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าว ชี้นักการเมืองอย่าสร้างเงื่อนไขทำรัฐประหาร
9 ธ.ค. 2567 เว็บไซต์มติชน ออนไลน์ รายงานวันนี้ (9 ธ.ค.) ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยร่าง พ.ร.บ.กลาโหม ฉบับพรรคเพื่อไทย โดยมองว่า ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ สส.เพื่อไทย เสนอมาก็ถือเป็นสิทธิ แต่ในส่วนของตนก็ยึดร่าง พ.ร.บ.ฉบับกระทรวงกลาโหม ซึ่งในวันนี้ก็ต้องฟังความเห็นทุกส่วนก่อนว่าควรจะไปทิศทางใด เพราะหน้าที่เราคือการกลั่นกรองเอกสาร และวาระต่างๆ ที่จะต้องเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่ความเป็นจริง จะทำอย่างไรก็ให้เหมาะสมที่สุด และสิ่งสำคัญไม่ได้ขึ้นอยู่กับลายลักษณ์อักษร แต่อยู่ที่การปฏิบัติ ความร่วมไม้ร่วมมือ และการใช้กองทัพมาช่วยพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้มากที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นแค่องค์ประกอบ ระเบียบสามารถแก้ไขได้
เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยยังระแวงว่ากองทัพจะทำรัฐประหาร เพราะทั้งประยุทธ์ และ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.เพื่อไทย ก็ผลักดันในเรื่องนี้ ภูมิธรรม กล่าวว่า สื่อพูดถึงคนสองคน เขามีสิทธิแสดงความเห็น แต่ไม่ใช่ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ส่วนพรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไร ก็ต้องพูดคุยกันอีกที แต่ย้ำว่าต้องดูความเป็นจริง ในส่วนร่างของกลาโหมอยู่ระหว่างการพิจาณารายละเอียดก่อนเข้า ครม. แต่สภากลาโหมได้พิจารณามาเบื้องต้นแล้ว และเป็นช่วงรอยต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนก่อน ซึ่งขณะนี้ขอดูรายละเอียดอีกที
เมื่อถามว่า ในขณะนี้ความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำ กองทัพ และรัฐบาล เปรียบเป็นน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า จะทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า กฎหมายยังไม่ได้มีการยืนยัน และไม่ใช่จุดยืนของพรรคเพื่อไทย แต่ทุกคนมีสิทธิแสดงความเห็นว่ามีจุดยืนอย่างไร
ภท.ไม่เอาร่างกฎหมายสกัดรัฐประหาร
ก่อนหน้านี้ อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายกลาโหม เพราะหากสกัดรัฐประหาร ไม่เกี่ยวกับนักการเมือง เพราะนักการเมืองคือนักการเมือง ต้องทำหน้าที่ให้ดี ทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต รักษาความสงบ และอย่าให้แตกความสามัคคี
“เงื่อนไขการปฏิวัติมีอยู่แค่ไม่กี่เงื่อนไข ส่วนใหญ่ก็มาจากนักการเมืองทั้งนั้น เราก็อย่าไปเข้าเงื่อนไขเหล่านั้น มันก็จะปฏิวัติไม่ได้ ต่อให้ออกกฎหมายอะไรมา ถ้ามีการปฏิวัติ สิ่งแรกที่ทำก็คือการฉีกรัฐธรรมนูญ ดังนั้นตรงนี้ที่จะทำก็อาจเป็นแค่สัญลักษณ์ บังคับใช้อะไรไม่ได้ ดีที่สุดก็ต้องทำตัวให้ดี ต้องซื่อสัตย์สุจริต อย่าขี้โกง อย่าไปยุแยงให้ใครแตกความสามัคคี อย่าไปลงถนนจนทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ทุกอย่างก็มีอยู่แค่นี้” นายอนุทินกล่าว
ส่วนถ้าพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาชนผ่านร่างนี้ในสภานั้น นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าในประเด็นนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่เอาด้วยอยู่แล้ว ส่วนจะผ่านหรือไม่ก็เป็นไปตามกระบวนการ ตามระบอบประชาธิปไตย ตามเสียงส่วนมากเมื่อถามว่า
ร่างจะไปตกในชั้นวุฒิสภาหรือไม่ นายอนุทินบอกว่า เรื่องนี้ไม่รู้ แต่ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยประเด็นตรงนี้ไม่เห็นด้วย เพราะมองว่าไม่มีความจำเป็น ซึ่งตนอยู่กับการเมืองมานาน เห็นตั้งแต่สมัยปฏิวัติ 23 กุมภาฯ 2534 สมัย พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเงื่อนไขการปฏิวัติก็สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งนั้น ถ้าไม่เข้าใกล้เงื่อนไขนั้น ก็ปฏิวัติไม่ได้
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา เว็บไซต์ของรัฐสภา เปิดรับฟังความเห็นร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ที่เสนอโดย ประยุทธ ศิริพานิชย์ สส.พรรคเพื่อไทย กับคณะ ตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. 2567-1 ม.ค. 2568
สาระสำคัญของร่างดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวกับการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพลต้องผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อน และเพิ่มปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเข้าไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้ง อีกทั้ง ยังกำหนดให้ นายกฯ และ ครม. สั่งให้นายทหารที่มีการกระทำเข้าข่ายจะเป็นการยึดอำนาจ หรือก่อกบฏหยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ชั่วคราวระหว่างรอการสอบสวน โดยการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ไม่ต้องทำตามขั้นตอนสั่งพักราชการตามที่กฎหมายกำหนดไว้
ในส่วนหลักการและเหตุผลของการเสนอแก้ไขครั้งนี้ระบุไว้ว่า ครม.ที่มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร กลับไม่มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาและให้ความเห็นชอบการแต่งตั้งนายทหารชั้นนายพล เพราะตามกฎหมายฉบับปี 2551 แต่งตั้งสมาชิกโดยคณะกรรมการที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการเหล่าทัพเป็นกรรมการเท่านั้น ทำให้การแต่งตั้งนายพลมาจากพวกพ้องของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ไม่เป็นธรรมกับนายทหารที่มีความรู้ความสามารถได้มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงาน รวมถึงควรตัดสมาชิกสภากลาโหมที่มาจากเหล่าทัพที่เกินความจำเป็นและให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภาฯ และเพื่อป้องกันการใช้กำลังทหารยึดอำนาจเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงควรกำหนดข้อห้ามไว้และให้อำนาจแก่ ครม.สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่นายทหารที่มีการกระทำดังกล่าวได้
ล่าสุด (9 ธ.ค.) มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นร่างดังกล่าวจำนวน 421 คน โดยมีผู้เห็นด้วยจำนวน 45.61% และไม่เห็นด้วย 54.39%
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
