กลุ่มเพื่อน "บุ้ง เนติพร" จัดเสวนาก่อนศาลจังหวัดธัญบุรีเริ่มไต่สวนการตายของบุ้ง สะท้อนการเสียชีวิตของบุ้งจะต้องเป็นบทเรียนของกรมราชทัณฑ์และกระบวนการยุติธรรมไทย
6 ม.ค. 2568 กลุ่มเพื่อนบุ้ง จัดงานเสวนา “ยุติธรรมที่(ยัง)ไม่มี คดีที่(ยัง)คาใจ: Justice Undone, Case Unsolved” ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) โดยมีวิทยากร ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา กัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters โดยมีกิตติธัช ศรีอํารุง เป็นผู้ดำเนินรายการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการจัดเสวนาครั้งนี้สืบเนื่องมาจากวันที่ 13 ม.ค.ที่จะถึงนี้ ที่ศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดไต่สวนการตายของเนติพร เสน่ห์สังคม หรือ “บุ้ง” ที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในวันที่ 14 พ.ค. 2567 ระหว่างการควบคุมของกรมราชทัณฑ์จากกรณีศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งจำคุก 1 เดือนในคดีละเมิดอำนาจศาล และต่อเนื่องมาในคดีมาตรา 112 ทำโพลสำรวจความเดือดร้อนจากขบวนเสด็จที่ศาลอาญากรุงเทพใต้สั่งถอนประกันไป ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2567 หลังจากการอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้ยุติการคุมขังนักโทษคดีการเมืองและปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม
ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ กล่าวว่า เนื่องจากศาลจังหวัดธัญบุรีนัดไต่สวนการเสียชีวิตของเนติพรกลุ่มเพื่อนจึงร่วมกันพูดถึง จดจำ และย้ำเตือนถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น พร้อมจับตามองอนาคตของคดีที่ยังคงคาใจและไร้ความยุติธรรมของเนติพร นักกิจกรรมทางการเมืองที่ “ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดี” และอดอาหารประท้วงในเรือนจำเพื่อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม จนเสียชีวิต

ทานตะวัน ตัวตุลานนท์
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าวว่า หัวข้อที่ตั้งเสวนาในวันนี้คือ ประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาคือเรื่องของระบบยุติธรรมไทยที่ไม่มีความยุติธรรม ทั้งยังมีคดีที่ค้างคาอยู่ในศาล และที่สำคัญคือค้างคาอยู่ในใจของพวกเราเป็นจำนวนมาก คุ้นเคยคดีของอานนท์ นำภา เขาในฐานะผู้ที่สอนวิชาประวัติศาสตร์เห็นว่า การศึกษาเชิงเปรียบเทียบประวัติศาสตร์การเมืองไทย ประเทศไทยกับพม่ามีความเหมือนกันอยู่คือ ที่ต่างก็อยู่ในวงจรอุบาทว์มีแต่ปฏิวัติรัฐประหาร มีเลือกตั้งหลอกๆ เล่นๆ เขาเชื่อว่าพม่าจะไปถึงประชาธิปไตยก่อนไทย แต่ก็เชื่อด้วยว่าคนรุ่นใหม่จะนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงและตนเชื่อว่าบุ้งได้เดินเข้าสู่ประวัติศาสตร์เธอจะต้องถูกจดจำไปนานแสนนาน
“คนที่กำลังต่อสู้อยู่คงจะมีวิธีการหรือวิธีการที่หลากหลาย การต่อสู้กับระบบรัฐสภาในแง่ของการเลือกตั้งก็ต้องต่อสู้ ไปในขณะเดียวกันการลงถนนหรือบนฟุตบาทก็น่าจะทำต่อไป ต้องทำทุกวิถีทาง ผมอายุขนาดนี้แล้วก็ให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ แม้ว่าจะถูกเพื่อนรุ่นเดียวกันหรือฝ่ายความมั่นคงมองว่ายุแยงตะแคงรั่ว ผมก็จะทำต่อไป” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ กล่าว
อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า กรณีสิทธิประกันตัวควรจะเป็นของทุกคน ในทรรศนะของตนเห็นความพยายามของกระทรวงยุติธรรมพยายามที่จะให้มีสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องขังที่ยังอยู่ในชั้นพิจารณาคดี รวมถึงหลักการพักโทษ ตนอยากจะขอให้สังคมไทยอดทนและช่วยกันผลักดันขับเคลื่อนสิทธิขั้นพื้นฐานเหล่านี้ และการอดอาหารของเนติพรเองก็เป็นเครื่องมือเดียวที่นักโทษในที่ต่างๆ ทั่วโลกใช้สื่อสารกับรัฐ และเรื่องนี้ก็จะเป็นบทเรียนของกรมราชทัณฑ์เอง

(จากขวาไปซ้าย) ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, กัณวีร์ สืบแสง,อังคณา นีละไพจิตร, ฐปณีย์ เอียดศรีไชย และกิตติธัช ศรีอํารุง
กัณวีร์ สืบแสง สส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า จากประสบการณ์ของตนเอง การที่ประเทศไทยได้เป็นคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ก็เชื่อว่าจะมีความร่วมมือระหว่างประเทศในการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ประเทศไทยจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในเรื่องสิทธิถึงมนุษยชนได้อย่างไร เพราะกรณีบุ้ง เนติพร เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่มีการถูกเลือกปฏิบัติ ทำไมถึงยังเกิดการริดลอนสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ พวกเราต้องร่วมกันเปล่งเสียงและแก้ไขให้ประเทศไทยมีจุดยืนในเวทีระหว่างประเทศ สำหรับประเทศไทยในฐานะเป็นสมาชิกใหม่ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนฯ จะสามารถผลักดันวาระอย่างไร เขาเองก็ยังมองเห็นแสงสว่างในปลายอุโมงค์
”เราอย่าหมดหวังกับกระบวนการยุติธรรม เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นเกราะคุ้มกันให้กับเรา แต่กระบวนการยุติธรรมที่มีอยู่ในประเทศไทยต้องจำเป็นต้องมีความเปลี่ยนแปลง ขจัดการเลือกปฏิบัติ ถ้ายังมีการเลือกปฏิบัติอยู่ก็จะมองเห็นว่าไม่มีความยุติธรรม สิ่งที่เราทำได้ต้องเร่งผลักดันกฎหมายให้รับใช้คนทุกชนชั้น เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ“ กัณวีร์ สืบแสง กล่าว
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสำนักข่าว The Reporters กล่าวว่า ถ้าเราไปค้นหาเรื่องคดีไต่สวนของบุ้งจะพบว่าน้อยมาก กรณีแบบนี้ก็ไม่ได้มีการติดตามความคืบหน้าอะไรเลย ตนได้มีการสอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมว่าไปถึงจุดไหนแล้ว เวลาข่าวของบุ้งที่ออกไป พบมีการนำเสนอที่มีภาพลักษณ์ก้าวร้าว ถูกสังคมตีตรา และกลายเป็นสังคมไม่เคยโอบรับ ตนได้เจอบุ้ง และมองในฐานะสื่อ อุดมการณ์ของเนติพรที่ถูกถ่ายทอดมาไม่ได้ถูกสื่อสารแต่เธอก็ไม่เคยท้อ ตนเคยสัมภาษณ์เนติพรหลายครั้งครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 6 ตุลา 2566 นั่น
ฐปณีย์มองว่ากรณีการตายของบุ้งควรจะเป็นบทเรียนของสื่อว่าคนคนหนึ่งจะตกเป็นเครื่องมือของสังคมด้วยน้ำมือของสื่อ รวมถึงจะเป็นวีรสตรีด้วยเช่นเดียวกันจากสื่อ เป็นเรื่องที่สะท้อนการทำหน้าที่ของสื่อ
“ความยุติธรรมสำหรับบุ้งอาจจะไม่ได้ออกมาทางกฎหมายที่มันล่าช้า แต่ความยุติธรรมของบุ้งคือความยุติธรรมที่ได้รับจากสังคม ที่อย่างน้อยตนมองว่าวันที่บุ้งเสียชีวิต บุ้งก็ได้รับความยุติธรรมแล้วที่คนได้จดจำในภาพหรือความทรงจำที่ควรเป็น” ฐปณีย์ เอียดศรีไชย กล่าว

