Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การเรียนรู้เป็นสิ่งพื้นฐานที่เด็กทุกคนต้องได้รับ แต่ยังมีเด็กบางกลุ่มที่เข้าไม่ถึงการศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย อาจเพราะเกรงปัญหาเรื่องความมั่นคง บางครั้งภาครัฐจึงใช้วิธีผลักเด็กออกนอกประเทศ

“การกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิเด็กอย่างร้ายแรง และยังขัดต่ออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 และยังขัดต่อมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2548 ในการให้โอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนได้โดยไม่จำกัดประเภทหรือพื้นที่การศึกษา”

ปารมี ไวจงเจริญ หรือ ครูจวง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุในเอกสารประกอบกระทู้ถามที่ 405 เรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาสำหรับกลุ่มเด็กที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร เมื่อ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา

โอกาสเข้าเรียนก็เป็นศูนย์

ครูจวงอธิบายว่า เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยทั่วประเทศมีจำนวนเป็นแสนคน แบ่งเป็นหลายกลุ่มดังนี้

โฆษณา - Advertising
  • ลูกหลานแรงงานข้ามชาติทั้งพม่า ลาว เขมร
  • ผู้ลี้ภัยสงครามจากประเทศพม่า
  • กลุ่มเด็กเร่ร่อน เป็นคนไทยแท้ๆ แต่พ่อแม่ไม่ได้ไปแจ้งเกิด อาจเพราะยากจนหรือเป็น homeless 
  • ลูกหลานชาติพันธุ์ เช่น ม้ง ปกาเกอะญอ กะเหรี่ยง

3 กรณีตัวอย่าง ถูกขับออกจากระบบการศึกษาไทย

ครูจวงยกกรณีตัวอย่างของเด็กกลุ่มนี้ที่เคยเป็นข่าวมา 3 กรณีด้วยกัน ได้แก่ กรณีที่โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 (ฉบับราษอุปถัมภ์) จังหวัดอ่างทอง เกิดเมื่อประมาณปี 2566, กรณีที่วัดสว่างอารมณ์ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี และกรณีที่ศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ จังหวัดสุราษฎรธานี

“หลังจากเป็น สส.ไม่กี่เดือน ก็เกิดเหตุที่อ่างทอง โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 มีคนไปตรวจค้นโรงเรียน แล้วเจอเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร 120 กว่าคน ผอ.โรงเรียนก็ถูกสอบสวนด้วย ตอนหลังเด็กทั้งหมดก็ถูกนำตัวไปไว้ที่ชายแดนจังหวัดเชียงราย หลังจากนั้นก็ผลักดันออกนอกประเทศไป ทุกวันนี้เอ็นจีโอด้านนี้ก็ติดตามอยู่ ก็ยังตามไม่ค่อยได้เลย  เราก็เห็นใจเนอะ” ครูจวง กล่าว

ครูจวงเล่าต่อถึงกรณีลพบุรีว่า มีเด็กไร้สัญชาติประมาณ 20 คน ไปบวชเณรที่วัด แล้วโดนเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบจนกลายเป็นข่าว จากนั้นเด็กๆ ถูกจับสึกและไม่ให้เรียนทั้งๆ ที่เด็กกำลังจะสอบ ก่อนจะนำตัวไปไว้ที่มูลนิธิบ้านครูน้ำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย หลายสัปดาห์ แล้วจึงก็ผลักดันออกนอกประเทศ

“เห็นไหม ทุกครั้งมันคือการละเมิดสิทธิเด็ก ถึงแม้ว่าเด็กจะไม่มีสัญชาติไทยหรือไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎร คนที่เข้าไปจับก็ต้องตรวจสอบดูก่อน แล้วถ้าเป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติหรือผู้ลี้ภัย ก็ขึ้นทะเบียนหรือทำอะไรก็ทำกันเสียเลย” ครูจวง กล่าว

ส่วนกรณีศูนย์การเรียนรู้มิตตาเย๊ะ จังหวัดสุราษฎรธานี ครูจวงเล่าว่า เป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นจากการรวมตัวเช่าสถานที่โรงเรียนเก่าแห่งหนึ่ง โดยเด็กที่เข้าเรียนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมาย มีทั้งพม่า ลาวและกัมพูชา ที่เข้ามาเรียนกลางคัน จึงไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยได้

ต่อมาทางศูนย์ฯ พยายามที่จะยื่นจดทะเบียนสถานศึกษาแต่ศึกษาธิการ จังหวัดสุราษฎร์ก็ไม่รับจดสักครั้ง จึงทำให้ศูนย์การเรียนรู้นี้เป็นสถานศึกษาผิดกฎหมาย แล้วก็ถูกสั่งปิดไปในที่สุด เพราะมีชาวบ้านเรียกร้อง กลัวความอันตราย ผู้บริหารโรงเรียนก็ถูกดำเนินคดี เด็กก็ถูกผลักออกนอกประเทศ บางส่วนกลับไปยังประเทศพม่าที่กำลังเกิดสงครามอยู่

“สาเหตุที่ถูกปิดเพราะศูนย์การเรียนฯ จดทะเบียนขึ้นเป็นโรงเรียนเอกชน แต่จดไม่สำเร็จ ก็เลยกลายเป็นเหมือนโรงเรียนเถื่อน โดนคดีด้วย ไม่มีใบอนุญาต ตอนนี้ก็กำลังสู้คดีอยู่ แต่ตัวเด็กเขาไม่เถื่อน เขาเป็นผู้ศึกษา มีพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กไปเปิดดูได้เลยว่า เด็กต้องได้รับสิทธิในการพัฒนา พื้นฐานในการพัฒนาก็คือเรื่องการศึกษา เราต้องให้การศึกษากับเด็ก” ครูจวงยืนยัน

รัฐรับทราบปัญหา แต่ก็ยังปล่อยเด็กลอยแพ

หลังจาก สส.ปารมี นำญัตตินี้เข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่ประชุมมีมติให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาพิจารณาหาแนวทางแก้ไขต่อไป และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามรายงานของ กมธ.

โอกาสทางการศึกษาเป็นสิทธิ์ที่เด็กทุกคนพึงได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเด็กกลุ่มไหนก็ตาม ณ ตอนนี้ ยังมีเด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรและเด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยกว่าแสนคนที่ตกหล่นจากระบบ G-code ทำให้ไม่สามารถเข้าเรียนได้เลย

G code คือ รหัสใช้ชั่วคราวสำหรับเด็กไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย เพื่อให้ได้เข้าเรียน จัดทำโดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)

ครูจวงวิจารณ์ว่า ถึงแม้ว่าจะมีระบบ G code เข้ามา แต่ ศธ. ก็ยังตรวจละเอียดยิบ สร้างความยุ่งยากและล่าช้า ทั้งๆ ที่ตัวระบบเองควรจะสามารถยืดหยุ่นได้ ดังนั้นจึงไม่ใช่เด็กในกลุ่มนี้ทุกคนที่ได้รับการจดทะเบียน เด็กอีกมากกว่าแสนคนไม่สามารถรับรหัส G code ได้ เพราะนอกจาก ศธ.แล้ว ก็ยังมีกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เข้าเกี่ยวข้องกับระบบ G code แต่หน่วยงานเหล่านี้ไม่ให้ความร่วมมือเลย เอาแต่กลัวว่าจะเป็นภัยความมั่นคง ตีค่าว่าแรงข้ามชาติหรือลูกหลานกลุ่มนี้จะก่อปัญหาอาชญากรรมหรือปัญหาร้ายแรงในไทย ทำให้เด็กตกหล่นมีจำนวนมาก

“นอกเหนือจากนั้นยังมีเหตุการณ์ย่อยๆ อีกเยอะ ทำไมรัฐไทย หน่วยงานต่างๆ ไม่ถอดบทเรียนเลย ทุกครั้งจะจบด้วยการเอาเด็กออกจากระบบการศึกษา อยากให้กระทรวงศึกษาผสานกับมหาดไทยในการทำให้เด็กเข้าเรียนได้ ขึ้นรหัส G code ให้เขาเสีย เพื่อจะได้เบิกงบรายหัวได้ หรือในบางพื้นที่ บางอำเภอ บางโรงเรียนไม่มีงบรายหัวให้เรียนก็อาจจะต้องประสานกับโรงเรียนสังกัด สพฐ. หรือโรงเรียนสังกัดท้องถิ่น โรงเรียนไหนเขามีที่ว่างก็กระจายให้เด็กเหล่านี้ได้เรียน ยังไงก็โอบรับให้เค้าได้เรียนก่อน เพราะมันเป็นสิทธิพื้นฐานของเด็กทุกคน” ครูจวง กล่าว

ครูจวง กล่าวว่า พอเข้าใจได้เรื่องความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาความมั่นคง แต่หน่วยงานทั้งหมดก็ต้องตระหนักถึงสิทธิและโอกาสการศึกษาของเด็กๆ ด้วย ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กและมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2548 ในโอกาสทางการศึกษาแก่บุคคลไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย

“มันเกี่ยวข้องกับหน่วยงานหลายกระทรวง จะให้รัฐมนตรีกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งมาตอบหรือชี้แจงลำบากนะ ก็เลยอยากให้นายกฯ มาตอบเอง” ครูจวง กล่าว พร้อมขยายความถึงความคาดหวังในคำตอบของนายกฯ ว่า จะทำอย่างไรให้เด็กไม่ตกหล่น, เด็กกลุ่มนี้จะได้ขึ้นทะเบียนรหัส G code ครบทุกคนเมื่อไหร่, รัฐบาลหรือหน่วยงานมีแผนการทำงานระยะสั้น ระยะยาวเรื่องนี้อย่างไร

กระทู้นี้ของ สส.ปารมี ถูกถามขึ้นในวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา โดยคาดหวังให้นายกฯ เป็นผู้ตอบกระทู้ แต่เนื่องจากนายกฯ ติดภารกิจ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงระบุว่า วันที่ 6 ก.พ.นี้นายกฯ จะเข้ามาตอบคำถามนี้ด้วยตนเอง

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising