Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH สัมภาษณ์ Keshia Mahmood ที่ปรึกษาด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ องค์กรความริเริ่มด้านการประเมินด้านสิทธิมนุษยชน (Human Rights Measurement Initiative (HRMI) ถึงสถานการณ์ปัญหาสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ดีขึ้นแย่ลงอย่างไร รวมถึงปัญหาการละเมิดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของไทยที่ยังต้องปฏิรูปกฎหมายที่ยังเอามาใช้ปราบปรามประชาชนอย่างเช่น ม.112 

112WATCH: คุณช่วยอธิบายถึงจุดประสงค์ของ HRMI คืออะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมายหลักขององค์กร?

Mahmood : HRMI เป็นองค์กรอิสระและไม่แสวงหากำไรโดยมีเป้าหมายสำคัญคือการประเมินศักยภาพในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศทั่วโลก เราเชื่อว่า สิ่งใดที่ถูกวัดค่า สิ่งนั้นจะยิ่งพัฒนา ถ้าสิ่งใดไม่ได้ถูกประเมินอย่างเป็นระบบ สิ่งนั้นจะถูกมองข้ามหรือลดความสำคัญไปอย่างง่ายดาย วิสัยทัศน์ของเราคือโลกที่ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล,ชุมชน,รัฐบาล,ภาคธุรกิจ,และภาคประชาสังคมสามารถเข้าใจเรื่องศักยภาพด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศตัวเองอย่างลึกซึ้งและชัดเจน และนำความเข้าใจนี้เป็นขับเคลื่อนให้เกิดความเปลี่ยนต่อชีวิตความเป็นอยู่ของ HRMI เป็นองค์กรแรกและองค์กรเดียวที่เผยแพร่รายงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุม และมีฐานข้อมูลที่เข้าถึงได้ง่ายเพื่อให้สามารถวัดได้ว่าแต่ละประเทศสามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสิทธิมนุษยชนได้หรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดของ HRMI สามารถเข้าถึงได้อย่างเสรีบนเว็บไซต์ของเรา

ณ ปัจจุบัน เราติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในระหว่างประเทศด้วยตัวชี้วัด 14 ตัว โดยแบ่งหัวข้อออกเป็นเรื่องสิทธิทางสังคมและเศรษฐกิจ 5 ตัวชี้วัด และสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง 9 ตัว การประเมินด้านสิทธิมนุษยชนมีความซับซ้อนมากจนทำให้การประเมินสิทธิในแต่ละด้าน จำเป็นต้องมีบริบทเฉพาะของมันเพื่อให้สามารถประเมินผลด้านสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ ณ ปัจจุบัน เราวัดสิทธิด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วยการประเมินการเข้าถึงการศึกษา, สิทธิในการเข้าถึงอาหาร, สิทธิทางสุขภาพ สิทธิในการเข้าถึงที่อยู่อาศัย และสิทธิในการได้รับการจ้างงาน เราใช้ข้อมูลจากสถิติต่าง ๆ ที่ออกโดยรัฐบาลในแต่ละประเทศ และข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ เรายังได้ใช้ตัวชี้วัด SERF เพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของแต่ละรัฐกับผลลัพธ์ที่เราประเมินด้านสิทธิมนุษยชน ตัวชี้วัดนี้ทำให้เราเห็นว่าแต่ละประเทศเก็บข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนมากขนาดไหนและสะท้อนว่าเขาได้ปกป้องสิทธิประชาชนในประเทศขนาดไหน ในส่วนของสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมือง เราเก็บข้อมูลจากรายงานด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศ โดยเราใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและนำข้อมูลจากหลากหลายภาษา (ทั้งอังกฤษและภาษาท้องถิ่น) จากแหล่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้เราสามารถได้ข้อมูลโดยตรงจากผู้เชี่ยวชาญในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างทันท่วงที ตลอดช่วงปีค.ศ.2017 ถึง 2024 การเก็บข้อมูลของเราได้สร้างฐานข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนให้กว่า 47 ประเทศ

โฆษณา - Advertising

ดัชนีชี้วัดความปลอดภัยจากการถูกละเมิดสิทธิโดยรัฐ โดยมีหัวข้อการจับกุมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, บังคับสูญหาย, โทษประหาร, การสังหารนอกกฎหมาย รวมถึงการซ้อมทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย ภาพจาก HRMI

สถิติด้านสิทธิมนุษยชนถือว่าเป็นเครื่องมือที่ทรงคุณค่าต่อการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน ต่อรัฐบาลแต่ละประเทศ สื่อสารมวลชนและนักวิจัย เพราะว่าการเคลื่อนไหวบนฐานของข้อมูลสามารถนำมาสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ การประเมินด้านสิทธิมนุษยชนขององค์กรเราเคลื่อนไหวบนฐานของตัวเลขที่ชัดเจนทำให้การประเมินพัฒนาการทั้งด้านที่ดีและไม่ดีได้ตลอดเวลา และยังกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันกันในแต่ละประเทศที่พยายามจะเพิ่มการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เช่น ภาคประชาสังคมสามารถใช้ข้อมูลของเราเพื่อประเมินและรายงานพัฒนาการของรัฐบาลแต่ละประเทศได้ การวัดคะแนนด้านสิทธิมนุษยชนแบบเราจึงเปรียบเสมือน “รายงานเงา” ที่คอยเสริมการรายงานของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) และรายงานประเมินด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ

สถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เน้นย้ำว่าเราจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สามารถคุ้มครองเสรีภาพของพลเมืองได้ดียิ่งขึ้น เรื่องนี้ทำให้เห็นว่าการรณรงค์ในประเด็นนี้ยังสำคัญมากเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายให้สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้ได้รับการเคารพอย่างแท้จริง

คุณจะอธิบายสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างไร?

สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้เกิดความท้าทายต่อทั้งภูมิภาคนี้ แม้ว่าสถานการณ์ในบางประเทศจะค่อย ๆ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น ทว่า ยังคงมีปัญหาในเชิงระบบที่ส่งผลต่อเสรีภาพของพลเมือง, เสรีภาพทางการเมือง หรือสิทธิทางเศรษฐกิจสังคมก็อยู่ไม่หายไป ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีช่องว่างที่สำคัญระหว่างการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและพัฒนาทางด้านสิทธิมนุษยชนขึ้นพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกัน เช่น สิทธิทางด้านสาธารณสุข, สิทธิทางการศึกษา และสิทธิด้านความมั่นคงทางสังคมยังคงมีจำกัดอยู่มาก นักกิจกรรมจำนวนมากทั้งที่เป็นนักส่งเสริมประชาธิปไตย, กลุ่มชาติพันธุ์, กลุ่ม LGBTQ+ ยังคงถูกดำเนินคดีและถูกกีดกันทางสังคมเป็นอย่างมาก การปราบปรามทางการเมือง, การจำกัดเสรีภาพสื่อ, การคุกคามนักสิทธิมนุษยชนยังคงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง

จากข้อมูลล่าสุดของ HRMI ประเทศอย่างสิงคโปร์,ไทย,มาเลเซียและอินโดนีเซียต่างก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นในบางเรื่อง แม้ว่าความก้าวหน้าเหล่านี้จะถูกบดบังด้วยความท้าทายที่กว้างและลึกซึ้งมากกว่านั้น ในกรณีของสิงคโปร์แม้จะดูดีขึ้น แต่ปัญหาด้านสิทธิในการรวมตัวยังได้คะแนนต่ำมาก ซึ่งมาจากการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกทำให้ประเด็นอื่นที่ดูดีขึ้นของสิงคโปร์ถูกบดบังไป ในส่วนของประเทศไทยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองถือว่าดีขึ้นตั้งแต่ปี 2564 แต่ยังจำเป็นต้องมีการปฏิรูปกฎหมายอีกหลายฉบับให้สามารถคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้ได้ตามมาตรฐานชุมชนระหว่างประเทศ มาเลเซียก็คล้ายกับไทยจากการที่มีพัฒนาการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมทางการเมืองในภาครัฐของประชาชน ทว่า จากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองและกฎหมายที่จำกัดสิทธิพลเมืองหลายฉบับทำให้ประชาชนยังไม่สามารถมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างเต็มที่และไม่สามารถคุ้มครองสิทธิทางการเมืองของประชาชนได้อย่างครอบคลุม

ในส่วนของอินโดนีเซียถือว่ามีพัฒนาการที่ดีมากโดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยและสิทธิในการเข้าถึงการจ้างงาน อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียยังไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนได้เต็มศักยภาพที่มี ประชาชนหลายล้านคนยังอยู่ในระดับยากจนมาก ถ้าหากว่ารัฐสามารถจัดสรรทรัพยากรได้มีศักยภาพมากขึ้น ปัญหาความยากจนจะดีกว่านี้ สิ่งนี้ทำให้เห็นว่าอินโดนีเซียจำเป็นต้องมีการปฏิรูปเศรษฐกิจและคุณภาพของแรงงานเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องความไม่เท่าเทียมทางรายได้และความมั่นคงทางการงาน ซึ่งเป็นประเด็นหลักของการชุมนุมในวันแรงงานเมื่อ1 พฤษภาคม 2567

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกฎหมายอย่างลึกซึ้งเพื่อให้สามารถคุ้มครองเสรีภาพของพลเมืองให้ดียิ่งขึ้น มันเน้นย้ำว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายจะช่วยรับประกันว่าสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคนี้จะได้รับการเคารพ

HRMI จัดอันดับกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงถูกละเมิดสิทธิเสรีภาพการแสดงออกในไทยว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงมากที่สุดคือกลุ่มนักรณรงค์ด้านสิทธิ ตามด้วยกลุ่มผู้ไร้สถานะทางกฎหมาย ภาพจาก HRMI

สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยมีประเด็นไหนที่น่ากังวลที่สุด?

ข้อกังวลหลักที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยคือ การที่ประเทศไทยยังคงมีการปราบปรามผู้เห็นต่างกับรัฐและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยกำลังอยู่ในความเสี่ยง

ข้อมูลของ HRMI ชี้ว่า การที่ประเทศไทยอยู่ในระดับที่แย่ในเรื่องการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจทำให้นักสิทธิฯ,ผู้ประท้วง,และนักกิจกรรมทางการเมืองตกอยู่ในความเสี่ยงว่าจะถูกคุมขัง,ทรมาน หรืออาจถูกใช้ความรุนแรงด้านอื่น ๆ ก็ได้ ความย่ำแย่ของประเทศไทยทำให้ไทยอยู่เป็นประเทศที่ย่ำแย่ที่สุดในภูมิภาคเดียวกันเทียบได้กับจีนและซาอุดิอาระเบีย ในฐานะที่ประเทศไทยอยู่ในคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติทำให้ไทยต้องรับมือกับปัญหาการปราบปรามผู้เห็นต่างที่เกิดขึ้นในนานาชาติด้วย การที่ไทยส่งนักกิจกรรมที่เป็นพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ซึ่งถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาล้มล้างการปกครอง มันสะท้อนว่าพัฒนาการด้านเสรีภาพในการแสดงออกของไทยอาจจะซับซ้อนกว่าภาพที่เรามองเห็น

อีกเรื่องที่เรากังวลคือประเด็นเรื่องสถานะทางเพศและสิทธิด้านการเจริญพันธ์ เนื่องจากประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายคุ้มครองเรื่องสิทธิด้านการเจริญพันธุ์เท่าใดนักและการเข้าถึงบริการสาธารณสุขด้านการเจริญพันธุ์เองก็แย่ไม่ต่างกัน เมื่อนำประเด็นทางวัฒนาธรรมและข้อจำกัดทางสังคมยิ่งทำให้ผู้หญิง, LGBTQ+ และคนชายขอบยิ่งถูกกีดกันมากขึ้นไปอีก ความรุนแรงที่เกิดจากประเด็นทางเพศสภาพยังคงแพร่หลาย

แม้ว่าการทำแท้งในประเทศไทยจะถูกกฎหมาย ทว่า การเข้าถึงการทำแท้งที่ปลอดภัยยังคงถูกจำกัดจากความไม่ยอมรับในสังคม เรื่องหนึ่งที่จะพอกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องเชิงบวกในประเทศไทยก็คือการที่ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งการกีดกันจากรสนิยมทางเพศ, อัตลักษณ์ทางเพศ, การแสดงออกทางเพศ และคุณสมบัติทางเพศ โดยเฉพาะบุคคลข้ามเพศยิ่งมีความท้ายมากในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขและการได้รับการยอมรับทางกฎหมาย

สังคมระหว่างประเทศรับรู้เรื่องสถานการณ์เรื่องปัญหากฎหมายอาญามาตรา 112 ของประเทศไทยอย่างไร?

กฎหมายหมิ่นสถาบันกษัตริย์ หรือที่รู้จักกันในนามกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกรับรู้อย่างกว้างขวางว่าเป็นกฎหมายที่สร้างผลกระทบอันเลวร้ายต่อคนที่พูดโจมตีสถาบันกษัตริย์ แม้ว่าคนจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของกฎหมายฉบับนี้เป็นจำนวนมาก แต่การตระหนักรู้ถึงผลกระทบของมันกลับมีน้อยมาก หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการพูดถึงสถาบันกษัตริย์อาจจะทำให้ถูกดำเนินคดีอย่างรุนแรงได้ แต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่จะมองว่าการมีอยู่ของกฎหมายดังกล่าวเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการแสดงออก และเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งมากเพราะแม้ว่ากฎหมายนี้จะมีโทษที่รุนแรงมากเมื่อเทียบกับกฎหมายลักษณะเดียวกันทั่วโลก ทว่า คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังเคารพต่อพระมหากษัตริย์เพราะความใจดี,มีเมตตา และเป็นผู้ให้อภัยต่อผู้อื่น

กฎหมายดังกล่าวได้รับความสนใจจากสังคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะเมื่อกฎหมายนี้กลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง,นักกิจกรรม และสื่อในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลกระทบของมันไม่ได้กระทบแค่กับประเทศไทยเท่านั้น แต่ส่งผลไปทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในพื้นที่ที่มีกฎหมายคล้าย ๆ กันที่มีไว้เพื่อจำกัดการถกเถียงของสาธารณชน ในมาเลเซียมีกฎหมายต่อต้านการก่อความไม่สงบที่ถูกใช้เพื่อจัดการผู้วิจารณ์รัฐบาล ขณะที่กัมพูชาก็มีกฎหมายที่จำกัดไม่ให้คนวิจารณ์ชนชั้นนำของพวกเขา ประเด็นสำคัญของกฎหมายปิดปากประชาชนเหล่านี้คือ การตีความกฎหมายอย่างกว้างขวางเกินกว่าตัวบทที่มีเพื่อใช้ปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง กฎหมายเหล่านี้มีไว้เพื่อปิดกั้นการแสดงออกของความไม่พอใจของประชาชนและปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออก เป้าหมายของการปิดกั้นนี้มีไว้ทั้งเพื่อหวังผลทางตรงคือให้หยุดการแสดงออก และทางอ้อมคือการสร้างความเสี่ยงให้กับการแสดงออกที่ตรงข้ามกับฝ่ายผู้มีอำนาจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎหมายปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงออกอย่างกว้างขวางในหลายรูปแบบตั้งแต่การโพสต์บนโซเชียลมีเดียและการเสวนาทางวิชาการ ผลจากการใช้กฎหมายเหล่านี้คือการจำกัดการถกเถียงบนพื้นที่สาธารณะ เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ยิ่งทำให้รัฐบาลสามารถกำหนดเป้าหมายว่าใครคือภัยคุกคามทางการเมืองของเขาเพื่อไปทำให้พวกเขาหยุดแสดงความเห็น ซึ่งเป้าหมายของรัฐบาลนั้นกว้างขวางตั้งแต่นักกิจกรรมจนถึงพลเมืองของรัฐ ประเด็นที่กังวลที่สุดคือ การใช้กฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อเยาวชน เพราะว่ามันคือการละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกของเด็ก ซึ่งเป็นการละเมิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

การมีกฎหมายเพื่อปิดกั้นเสรีภาพประชาชนเช่นนี้กลายเป็นแนวโน้มที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใจ้ ที่ซึ่งมีระบอบที่ปราบปรามประชาชนโดยการใช้กฎหมายเพื่อปิดกั้นสิทธิของประชาชน การกระทำเช่นนี้ขัดต่อหลักการที่อยู่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ เสรีภาพในการแสดงออกเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทว่า มันชัดเจนว่าสิทธิมนุษยชนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงทั่วทั้งภูมิภาคนี้ สิ่งนี้เน้นย้ำว่ากำลังมีความท้าทายอย่างหนักต่อเสรีภาพในการแสดงออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจำเป็นต้องมีการปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่อให้สิทธิพื้นฐานเหล่านี้ได้รับการคุ้มครอง

ณ ปัจจุบันนี้ บุคคลใดเป็นผู้คุ้มครองสิทธิมนุษยชน? องค์กรระหว่างประเทศ ? ประเทศตะวันตก ? และคนตัวเล็กตัวน้อยอย่างเราจะมีบทบาทได้อย่างไร ?

นักสิทธิมนุษยชนในระดับรากหญ้ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนและประเทศของพวกเขา HRMI ภูมิใจอย่างมากที่ได้ทำงานร่วมกับนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ระเบียบวิธีในการเก็บข้อมูลของเราถูกคิดค้นขึ้นมาโดยทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในแต่ละพื้นที่ และเป้าหมายของเราคือการทำให้เสียงของผู้ยกระดับด้านสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ดังขึ้น เพราะการแก้ปัญหาในพื้นที่ย่อมดีกว่าหากว่าทำโดยคนในพื้นที่ ซึ่งองค์กรอย่าง HRMI มีหน้าที่ไปส่งเสริมในจุดนั้น

HRMI มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนผ่านการสอดส่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั่วโลกผ่านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เราเข้าไปร่วมทำงานกับผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนหลายคนในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นคนที่มีบทบาทในการสอดส่องสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในพื้นที่ของพวกเขาและสามารถให้ข้อมูลเชิงลึกในพื้นที่ของเขาได้ ระเบียบวิธีของ HRMI เน้นที่ความปลอดภัยในการไม่เผยตัวตนของผู้ให้ข้อมูลเพื่อป้องกันความเสี่ยงใด ๆ ก็ตามที่อาจจะเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างมีความอ่อนไหว เราตั้งเป้าว่าส่งเสริมนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชนด้วยข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมพวกเขาให้สามารถสร้างความเลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้

องค์การระหว่างประเทศอย่างองค์กรสหประชาชาติเป็นกลไกสำคัญในการสอดส่องเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนและรณรงค์มีการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในทุกพื้นที่ทั่วโลก แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหาเรื่องสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทว่า ประเทศไทยก็ยังได้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ประเทศไทยเป็นเป้าจับตาจากชุมชนระหว่างประเทศและถูกกดดันให้แก้ไขปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

ประเทศตะวันตกได้กดดันไปยังประเทศอำนาจนิยมโดยการสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการเคลื่อนไหวด้านนิติรัฐและเสรีภาพในการแสดงออก ในประเทศไทยเองก็ได้ผลพวงจากแรงกดดันเช่นนี้จากกรณีของการปิดกั้นเสรีภาพด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 นักกิจกรรม,ภาคประชาสังคม และแนวร่วมอื่น ๆ ล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อภาพรวมของทั้งระบบในการต่อสู้และจัดการกับสิ่งที่มีปัญหาในชุมชนของตัวเอง พวกเขาได้กลายเป็นภัยคุกคามสำหรับจุดยืนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาผ่านการประท้วงเพื่อทำลายความพยายามในการรักษาสถานะทางอำนาจในหมู่ชนชั้นนำ นอกจากนี้พวกเขายังมีการรณรงค์ การใช้สื่อเพื่อทำให้ผู้คนเห็นว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่อาจจะยังไม่ถูกรับรู้ในหมู่คนจำนวนมาก การที่พวกเขาหันมารณรงค์ทางออนไลน์มากขึ้นทำให้หลายแคมเปญที่พวกเขาทำสามารถหลุดรอดไปจากการควบคุมของรัฐและยังสามารถหาแรงสนับสนุนจากสังคมระหว่างประเทศได้อีกด้วยโดยเฉพาะในบริบทที่พื้นที่สาธารณะของพลเมืองค่อย ๆ ถูกจำกัด เมื่อความพยายามทั้งในระดับท้องถิ่น, ประเทศ และระหว่างเทศได้รวมพลังกัน สิ่งนี้จะกลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้สามารถยกระดับสิทธิมนุษยชนทั่วทุกหนแห่งได้ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising