เผยมีช่องโหว่กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกรณีปฎิทินสังคม
นายวิสุทธิ์ ตันตินันท์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานอนุคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการปฎิรูปการจัดซื้อจัดจ้าง สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงช่องโหว่กฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐกรณีปฎิทินสังคม ว่า ตนมีข้อสงสัยว่าเหตุใดบางคนยืนกรานต้องจัดพิมพ์ปฏิทินประกันสังคมให้ได้ ทั้งที่สังคมตั้งคำถามถึงความจำเป็น และเมื่อย้อนดูข้อมูลในอดีต จึงพบว่าคำถามอาจไม่ใช่แค่จำเป็นหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่าได้ปฏิทินมาอย่างไร
นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ จากฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และสื่อมวลชวนต่างๆ พบว่า มีการใช้งบจัดทำปฏิทินประกันสังคมตลอด 10 ปีที่ผ่านมาราว 630 ล้านบาท และเป็นการเลือกผู้ผลิตแบบเฉพาะเจาะจง 10 สัญญาจาก 11 สัญญา ฉะนั้น หากจะเรียกว่าได้ปฏิทินกับการประกวดราคาที่โปร่งใส นั้น ถือว่าไม่ถูก ซึ่งปฎิทินยืนหยัดใช้วิธีเฉพาะเจาะจงอยู่ได้ด้วยประตูทางกฎหมายสามบาน ได้แก่ บานแรกคือพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ.2560 มาตรา 56 ที่เปิดช่องให้ออกกฎกระทรวงใช้วิธีเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติม ซึ่งจริงๆ แล้ว การใช้วิธีเฉพาะเจาะจงไม่ได้ผิดอะไร หากเป็นกรณีฉุกเฉินหรือมูลค่าต่ำมากๆ แต่ปัญหาคือการเพิ่มกรณีพิเศษต่างๆ ตามสะดวก
นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ประตูบานที่สองคือ กฎกระทรวง พ.ศ.2563 ที่ออกมารองรับกฎหมายที่ระบุให้ซื้อแบบเจาะจงได้ หากเป็นพัสดุส่งเสริมและพัฒนาด้านการเกษตรจากร้านสหกรณ์ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีใครสักคนใช้ประตูบานนี้ เพื่อเจาะจงเลือกชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย (ชสท.) ให้เป็นผู้ผลิต 7 จาก 11 สัญญา เป็นเงิน 416 ล้านบาท โดยไม่ต้องแข่งกับใคร
นายวิสุทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อประตูบานนี้เริ่มมีคนจับตา ก็จะมีใครสักคนเลือกใช้ประตูอีกบานคือ กฎกระทรวง พ.ศ.2561 ให้จัดซื้อจัดจ้างจากรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานในเครือของรัฐ โดยวิธีเฉพาะเจาะจงได้ ทำให้องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กลายมาเป็นผู้จัดทำปฎิทินโดยไม่ต้องแข่งขัน อีก 3 สัญญา เป็นเงินรวม 160 ล้านบาท แล้วถ้าให้มีการประกวดราคา อย่างกรณีปี 69 ที่ยกเลิก ปรากฏว่าผู้ชนะที่เป็นบริษัทที่เชี่ยวชาญการพิมพ์ เสนอราคาต่ำกว่าราคากลาง 45 เปอร์เซ็นต์ หรือเสนอราคา 26.6 ล้าน จากราคากลาง 48.7 ล้าน นั่นหมายความว่าหากเลือกใช้การแข่งขันอย่างโปร่งใส แทนการเปิดประตูอภินิหารทางกฎหมาย ก็น่าจะประหยัดงบได้ 260 ล้าน
“นี่เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะยังหลายหน่วยงานใช้วิธีเดียวกันปีละหลายหมื่นล้านบาท และก็ทำให้บางองค์กรก็ขยายไปทำสิ่งที่ตนเองไม่ได้ถนัด เพื่อไปกินกำไรโดยไม่ต้องแข่งขันกับใคร พรรคประชาชน จึงเสนอรื้อระบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ทั้งหมดให้เป็นไปตามแนวทางสากล โดยอิงกับแนวทางของสหประชาชาติ และธนาคารโลก ซึ่งต้องทบทวนกฎหมาย กฎกระทรวง ที่กลายเป็นประตูอภิหาร สร้างความเสี่ยงทุจริตที่ถูกต้องโดยระเบียบราชการ” นายวิสุทธิ์ กล่าว
นายวิสุทธิ์ กล่าวด้วยว่า ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปจัดซื้อจัดจ้าง ของสภาผู้แทนราษฎร ที่ตั้งขึ้นใหม่จะมีการเผยผลการวิเคราะห์ ข้อเสนอให้สังคมรับทราบและขอความเห็นเป็นระยะ ซึ่งตนยินดีหากใครจะส่งข้อมูลความผิดปกติหรือมีข้อเสนอดีๆ มาให้เพื่อประหยัดภาษีของประชาชนทุกคน
ไรเดอร์ร้องเรียนหลังประสบอุบัติเหตุขณะทำงานแต่ไร้การเยียวยาจากคู่กรณี-บริษัทแพลตฟอร์ม
นายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ โฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายศักรินทร์ ม่วงสนิท ไรเดอร์ผู้เสียหาย พร้อมด้วยนายวรชัย สนั่นสุข นักกฎหมาย ร้องขอความเป็นธรรมภายหลังประสบอุบัติเหตุระหว่างการทำงานและไม่ได้รับการเยียวยาจากแพลตฟอร์มอย่างเป็นธรรม
นายวรชัย กล่าวว่า กรณีนี้เป็นการไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนของแรงงานแพลตฟอร์ม โดยผู้ร้อง นายศักรินทร์ เป็นไรเดอร์ที่ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติหน้าที่ส่งสินค้า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 บริเวณซอยติวานนท์ ผู้เสียหายปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างถูกต้อง แต่ถูกคู่กรณีขับรถตัดหน้ากะทันหันจนเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส แพทย์มีคำสั่งให้หยุดพักรักษาตัวเป็นเวลา 2 เดือน ทำให้ขาดรายได้จากการทำงาน โดยมีเอกสารและใบรับรองแพทย์ประกอบครบถ้วน ภายหลังการดำเนินการตามกฎหมายจราจร พบว่าคู่กรณีไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เสียหาย ขณะที่รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้รับความเสียหาย คิดเป็นมูลค่าเกือบ 100,000 บาท แม้ว่าค่ารักษาพยาบาลบางส่วนจะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ แต่ยังมียาและค่าใช้จ่ายบางรายการที่อยู่นอกเหนือสิทธิการเบิกจ่าย รวมถึงความเสียหายจากการขาดรายได้ เนื่องจากผู้เสียหายเป็นเสาหลักของครอบครัว อย่างไรก็ตาม ผู้เสียหายได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังแพลตฟอร์มที่ตนสังกัด แต่ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาที่เหมาะสม ได้รับเพียงข้อความแสดงความเสียใจกลับมาเท่านั้น ผู้เสียหายจึงได้ขอความช่วยเหลือมายังตน ซึ่งตนเห็นว่าประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการทำงานของคณะกรรมาธิการด้านแรงงาน เนื่องจากปัจจุบันยังมีปัญหาความไม่ชัดเจนในสถานะของแรงงานแพลตฟอร์ม ว่าจะถือเป็นลูกจ้าง นายจ้าง หรือคู่สัญญาอิสระ จึงได้เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อขอให้คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ช่วยเหลือให้ได้รับการเยียวยาที่เป็นธรรม ตลอดจนกำหนดมาตรฐานด้านสวัสดิภาพและความปลอดภัยในการทำงาน
ด้านนายอภิวิชญญ์ ทิพย์รัตน์ โฆษกคณะกรรมาธิการฯ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า จะดำเนินการดูแลและช่วยเหลือเพื่อทำให้แรงงานที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในกรอบกฎหมายแรงงาน โดยจะนำเรื่องแจ้งประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 4/6/2569
ลงนาม MOC ส่งแรงงานไทยไปญี่ปุ่นระบบใหม่ “ESD” ยกระดับทักษะ-คุ้มครองสิทธิ-เปลี่ยนนายจ้างได้ เริ่ม 1 เม.ย. 2570
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (MOC) ระหว่างกระทรวงแรงงานไทยและหน่วยงานภาครัฐของประเทศญี่ปุ่น พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงแรงงานและอธิบดีกรมการจัดหางานเป็นผู้ลงนาม ซึ่งการจัดทำ MOC ครั้งนี้ เป็นการรองรับนโยบายนำเข้าแรงงานใหม่ของญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ “ระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ” (ESD) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2570
ทั้งนี้ ร่างบันทึกความร่วมมือนี้ จะมีประโยชน์ต่อแรงงานไทยอย่างมาก โดยจะช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้มีทักษะอาชีพเทียบเท่า “แรงงานทักษะเฉพาะ หมายเลข 1” ผ่านการทำงานในญี่ปุ่น 3 ปี และยังช่วยคุ้มครองสิทธิความเท่าเทียม เพราะแรงงานไทยจะได้รับสิทธิและการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและความปลอดภัย เช่นเดียวกับลูกจ้างชาวญี่ปุ่น ไม่ถูกเลือกปฏิบัติหรือเอารัดเอาเปรียบ นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นขึ้น อนุญาตให้แรงงานขอย้ายงาน หรือเปลี่ยนนายจ้างได้ตามเงื่อนไขที่กำหนดและจะมีมาตรการร่วมกับสถานทูตไทยดูแลให้แรงงานและครอบครัวเดินทางกลับประเทศอย่างราบรื่นเมื่อสิ้นสุดโครงการ
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า MOC ฉบับนี้มีอายุบังคับใช้ 5 ปี (ต่ออายุอัตโนมัติคราวละ 5 ปี) โดยกระทรวงการต่างประเทศยืนยันไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การลงนามครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดแรงงาน ยกระดับสิทธิประโยชน์ของคนไทยในญี่ปุ่นให้ได้รับความเป็นธรรม และนำทักษะกลับมาพัฒนาประเทศ
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 2/6/2569
กมธ.ติดตามงบฯ เข้าหารือประกันสังคม ติดตามปมงบการเงิน-แอปฯ ผู้ประกันตน
2 มิ.ย. 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ พร้อมคณะกรรมาธิการ เดินทางเข้าหารือกับสำนักงานประกันสังคม เพื่อติดตามการใช้จ่ายงบประมาณและความคืบหน้าประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกันตน
น.ส.รักชนก กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ต้องการติดตามคือกรณีที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของสำนักงานประกันสังคม โดยต้องการทราบความคืบหน้าการตรวจสอบและการจัดการข้อมูลทรัพย์สินให้ครบถ้วน รวมถึงแนวทางแก้ไขปัญหาแอปพลิเคชันประกันสังคมที่ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิของผู้ประกันตน ทั้งกรณีเงินคลอดบุตร เงินว่างงาน และเงินชราภาพ
นอกจากนี้ กมธ.จะสอบถามถึงการใช้งบประมาณในการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม และปัญหาการลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งของผู้ประกันตนและนายจ้าง เพื่อหาแนวทางอำนวยความสะดวกและเพิ่มการมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง
ประธาน กมธ.ติดตามงบฯ ยืนยันว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณ และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากสำนักงานประกันสังคมมากขึ้นภายใต้การบริหารของเลขาธิการคนใหม่ เพื่อให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน
น.ส.รักชนก ยังย้ำว่า ไม่ได้มีความขัดแย้งกับสำนักงานประกันสังคม แต่ต้องการติดตามการใช้งบประมาณและการดำเนินงานอย่างโปร่งใส โดยหากมีโครงการใดที่อาจมีข้อสงสัยเรื่องความคุ้มค่าหรือความโปร่งใส ก็พร้อมตรวจสอบตามหน้าที่ต่อไป
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/6/2569
เสนอ วธ. หนุน 6 แนวทางส่งเสริม-รับรองผู้ประกอบการอาชีพศิลปินพื้นบ้าน
นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ดำเนินการส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบการอาชีพศิลปินพื้นบ้าน เพราะเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ สืบทอด และพัฒนามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ อันเป็นรากฐานของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ Soft power ของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ศิลปินพื้นบ้านยังไม่ได้รับรองสถานะทางอาชีพ สิทธิ สวัสดิการ ระบบทะเบียน และช่องทางการจ้างงานกับภาครัฐโดยตรงอย่างชัดเจน ส่งผลให้ศิลปินพื้นบ้านถูกมองเป็นผู้ร่วมกิจกรรม มิใช่ผู้ประกอบอาชีพทางวัฒนธรรม รวมถึงไม่มีฐานข้อมูลกลางให้ภาครัฐใช้วางแผนงบประมาณ การพัฒนางาน และการจ้างงาน ตลอดจนการจ้างงานภาครัฐส่วนมากผ่านบริษัทหรือผู้รับเหมาจัดงาน ทำให้ศิลปินตัวจริงได้รับค่าตอบแทนปลายทาง เยาวชนคนรุ่นใหม่ไม่เห็นเส้นทางอาชีพศิลปินที่มั่นคง เกิดความเสี่ยงการขาดผู้สืบทอด ศิลปินผู้สูงวัยขาดระบบการดูแล นโยบาย Soft power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อาจลงไปไม่ถึงฐานราก
นายประหยัด กล่าวว่า ตนมีข้อเสนอไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้ออกประกาศกระทรวงวัฒนธรรมว่าด้วยแนวทางการส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้าน โดยครอบคลุม 6 แนวทาง ประกอบด้วย การรับรองสถานะศิลปินพื้นบ้านเป็นอาชีพทางวัฒนธรรม การจัดตั้งสภาศิลปินพื้นบ้านแห่งชาติและฐานข้อมูลวัฒนธรรมดิจิทัล การจัดทำระบบทะเบียนศิลปินพื้นบ้านโดยตรงจากภาครัฐ การส่งเสริมสวัสดิการและความมั่นคงในอาชีพศิลปินพื้นบ้าน และการเชื่อมโยงนโยบาย Soft power การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
นายประหยัด กล่าวอีกว่า ให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดทำโครงการนำร่องการส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้านไทย โดยพิจารณาเลือกจังหวัดเชียงใหม่เป็นพื้นที่นำร่อง และให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพบปะภาคเครือข่ายศิลปินพื้นบ้านล้านนา เพื่อรับทราบปัญหาและหาแนวทางส่งเสริมและรับรองผู้ประกอบอาชีพศิลปินพื้นบ้าน เพื่อดำเนินการสร้างพื้นที่ต้นแบบอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/6/2569
เข้มโรงเรียนนานาชาติ จ้างครูต่างชาติเถื่อน
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีครูต่างชาติมาสอนโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ในโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งย่านสุขุมวิทจึงได้มอบหมายเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน บูรณาการร่วมกับกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 1 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน ลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. 2569
นายสมชายฯ กล่าวว่า จากการตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติดังกล่าว มีการใช้ชาวต่างชาติมาเป็นอาจารย์สอนวิชาต่างๆ จำนวนมาก ซึ่งหลังจากตรวจสอบเอกสารรายบุคคลแล้ว พบคนต่างด้าวสัญชาติฟิลิปปินส์และเมียนมากระทำความผิด 6 คน แบ่งเป็น ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน 1 คน และทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ 5 คน รวมทั้งพบนายจ้างกระทำผิด จำนวน 1 ราย ตาม พรก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาและควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลคลองตัน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับข้อกฎหมายและบทกำหนดโทษ เพื่อให้นายจ้าง สถานประกอบการ และคนต่างชาติ มีความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยกรมการจัดหางานจะบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ในการตรวจสอบ จับกุม และดำเนินคดีกับแรงงานต่างด้าวที่ทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต หรือทำงานนอกเหนือจากสิทธิที่ได้รับอนุญาตในทุกพื้นที่อย่างเข้มข้นยิ่งขึ้น
นายสมชาย ฯ กล่าวต่อว่า กรมการจัดหางานขอเน้นย้ำให้คนต่างชาติที่จะขอรับใบอนุญาตทำงานในตำแหน่งครูผู้สอน ในสถานศึกษา ต้องเป็นผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง (NON-IMMIGRANT VISA) ไม่ใช่เข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เดินทางผ่าน (TOURIST/TRANSIT VISA) โดยยื่นคำขอรับใบอนุญาตทำงานพร้อมเอกสารการประกอบวิชาชีพครูและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้อง ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 ที่เป็นที่ตั้งสถานศึกษา ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบครูชาวต่างชาติทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ในโรงเรียนหรือสถานศึกษา ต้องถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นคนต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ ซึ่งมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท และถูกผลักดันกลับประเทศ ส่วนโรงเรียนหรือสถานศึกษาจะถูกดำเนินคดีในข้อหารับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน หรือให้คนต่างด้าวทำงานนอกเหนือจากที่มีสิทธิจะทำได้ จะมีโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน และถ้ายังพบกระทำผิดซ้ำจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 50,000 – 200,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน หรือทั้งจำทั้งปรับ และห้ามจ้างคนต่างด้าวทำงานเป็นเวลา 3 ปี
สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 10 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร.1506 กด 2 โดยมีการจัดล่ามภาษาอังกฤษ ให้บริการข้อมูลข่าวสาร และแนะนำวิธีการทำงานในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
